Friday, 26 June 2009

ผิดหวังกับชุดเหย้าใหม่สเปอร์ส

เมื่อวานเป็นวันแรก (25 มิถุนายน) ที่ทางสเปอร์สเปิดตัวและนำชุดเหย้า/เยือน ของซีซั่นใหม่มาวางขาย คาดว่าแฟนไก่เดือยในอังกฤษจำนวนไม่น้อยเลยละแห่กันไปที่สโมสร

แต่ดูๆเหมือนแฟนบอลบางส่วนจะออกแนวไม่ค่อยประทับใจกับชุดแข่งใหม่ซักเท่าไร โดยเฉพาะชุดเหย้าสีขาวที่แทบไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ นอกจากแถบตัว V สีเหลืองอ๋อยมาขัดลูกตาเปล่าๆ

ผมเองก็เป็นอีกคนที่เห็นแล้ว 'ไม่ปลื้ม' เลย....เฮ้อ เซ็ง !

ปล. ถึงเสื้อไม่สวย แต่ขอจบฤดูกาลด้วยอันดับสวยๆละกันเนอะ

Sunday, 21 June 2009

ดู ดู๊ ดู ดู เธอทำ

บังเอิญเข้าไปอ่านข่าวบอลในเว็บ Daily mail ปรากฏว่าช็อคตาตั้งกับภาพทอม ฮัลเดิลสตันยืนพุ่งโย้ยังกะคนท้อง 5 เดือน ในมือถือถุงแม็คโดนัลล์

ตอนแรกนึกว่าของจริง อ่านไปอ่านมาปรากฏว่าแฟนบอลตัวแสบใช้โปรแกรมตัดต่อภาพ

แหมถ้ามันโย้แบบนี้จริง ก็คงไม่แปลกว่าทำไมลุงจ่าถึงไม่ค่อยปลื้มทอมมี่เรา ฮ่า
ปล.พุงกับถุงบิ๊กแม็คนั่นตัดต่อ แต่กางเกงลิงสีชมพูเป็นของทอมจริงๆ มันกล้าเนอะว่ามะ?
โรนัลโด้ถึงกับอายเลยทีเดียว อิอิ

Thursday, 18 June 2009

GOAL 3 : หนังฟุตบอลที่่ไม่ค่อยเกี่ยวกับฟุตบอล

Goal ภาคแรกถือเป็นหนังที่เกี่ยวกับฟุตบอลเรื่องนึงที่ผมชื่นชมไม่แพ้เรื่อง Green Street และ หนังเตะเสี้ยวลิ่มยี่ที่ฮาโดนใจผมสุดๆ

ขณะที่ภาค2ของGoal แม้จะดังเปรี้ยงเท่าภาคแรกแต่ผมเชื่อว่าคอบอลไม่มากก็น้อยยังอยากจะรู้ว่าภาคต่อมาจะเป็นเช่นไร...

เมื่อคืนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ดู Goal ภาคล่าสุดที่ว่ากันว่าจะลงโรงต้นปี 53 ต้อนรับมหกรรมฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ผ่านเว็บ http://quicksilverscreen.com/watch?video=67764

ภาคนี้ตัวเอกจากสองภาคแรกอย่างซานติเอโก้ มูเนซแทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย โดยทางผู้สร้างเน้นไปที่ตัวละครอื่นที่แสดงเป็นเพื่อนมูเนซซึ่งติดทีมชาติอังกฤษไปฟุตบอลโลก ขณะที่ตัวเอกของเรื่องดันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์บาดเจ็บชวดเล่นให้ทีมชาติเม็กซิโก (ชาติเกิดของพ่อ) ยืนดูเพื่อนเล่นตลอดเรื่อง

เรื่องนี้ดูไปดูมาเป็นหนัง Drama ซะอย่างนั้น คนที่คาดหวังจะเห็นเรื่องราวในสนามนั้นคงผิดหวังไม่น้อย ขณะที่คนที่ชอบแนวดราม่าหน่อยๆก็คงจะซึ้งกับเรื่องราวของสายใย ความรัก และความผูกพันของตัวละคร ที่ดึงมาโยงกันได้อย่างแนบเนียน

อีกจุดนึงที่หนังเรื่องนี้ทำได้ดีก็คือฉากต้อนรับมหกรรมฟุตบอลโลก และ ความน่ารักของแฟนบอลที่ตามไปเชียร์ทีมที่ตัวเองรัก อ๋อ..เพลงประกอบหนังก็เพราะดีครับ

โดยรวมแล้วถือว่า Goal 3 เป็นหนังฟุตบอลที่เกี่ยวกับฟุตบอลน้อยมั่กๆ ก็ได้หวังละครับว่าภาคหน้า (ถ้าหากมี) ผู้กำกับท่านนี้จะเน้นไปที่เรื่องราวของชีวิต ซานติอาร์โก้ มูเนซให้มากกว่านี้หน่อย เพราะภาคนี้ได้เกริ่นไว้ครับว่า มูเนซ เซ็นสัญญา 2 ปี เตรียมเล่นให้ สเปอร์ส หลังจบฟุตบอลโลก
ปล. หากอยากโหลดหนังมาเก็บไว้ก็เว็บนี้เลยครับ : )

Monday, 15 June 2009

รุด-โทนี่ ใครกันที่เหมาะกับสเปอร์ส?

ปิดฤดูกาลทีไรก็ตกเป็นข่าวว่าจะจีบคนนั้นที แอบเหล่คนนี้ทีเป็นประจำสำหรับ 'ไก่เจ้าชู้' ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ส เพราะล่าสุดหลังวืดตัวแกเรธ แบร์รี่ที่ไปรับทรัยพ์พร้อมค่าเหนื่อยก้อนโตที่แมนฯซิตี้ ลุงจ่าเราก็เริ่มทำการบ้านภาคฤดูร้อนด้วยการตกเป็นข่าวว่าสนใจสองกองหน้าวัยดึกอย่างรุด ฟาน นิสเตลรอย และ ลูก้า โทนี่ เพื่อมาเป็นตัวแทนของโรมัน พาฟลิวเชนโก้ ที่ทำท่าว่าจะโดนอับเปหิจะเล้าไก่ค่อนข้างชัวร์
รายแรก น้ารุด - อดีตหัวหอกฝีตีนดีที่เคยยิงระเบิดกับแมนฯยูไนเต็ด แต่ภายหลังย้ายมาค้าแข้งในซานติเอโก้ เบอร์นาบิวกับเรอัล มาดริดแล้วเหมือนจะเข้าโรงหมอมากกว่าลงเล่น แถมความรวดเร็วก็ลดไปเยอะ แว่วๆว่าค่าตัว ล้านกว่าปอนด์เท่านั้นเอง ค่าเหนื่อยเท่าไรไม่รู้แต่ด้วยประสบการณ์และความนิ่งหน้าปากประตูของ 'รุด' น่าจะทำให้แนวรุกของเราดีขึ้นไม่มากก็น้อย
ทัศนะส่วนตัว - ได้มาจะดีมาก อย่างน้อยก็ดีกว่าเบนท์และพาฟ ที่หมูหกหน้าประตูบ่อยๆ

รายต่อมา - ลูก้า โทนี่ หอกวัยดึกอีกคนของบาเยิร์น มิวนิค ผลงาน2ฤดูกาลที่ผ่านมาในสโมสรถือว่าใช้ได้เลยยิงไปทั้งสิ้น 61 ประตู ค่าตัว 4 ล้านปอนด์ + ค่าเหนื่อยก้อนโต ประมาณ 5.5 ล้านยูโร ต่อปี ถือว่าสูงลิบเลยละกับกองหน้าวัยขนาดนี้

ทัศนะส่วนตัว - พอดีว่าพึ่งดูฟุตบอลคอนเฟดเดอเรชั่น คู่ระหว่างอิตาลี-อเมริกา จบ (อิตาลีชนะ3-1) ผมว่าฟอร์มโทนี่เกมนี้ ต่ำกว่ามาตรฐานมาก โอเคแม้จะเก็บบอลได้ หากแต่ว่าดูการเคลื่อนที่ช้าลงไปมาก แถมพลาดการทำประตูลูกจ่อๆไปเสียฉิบ เกรงเหลือเกินครับว่ามาเจอบอลเร็วๆหนักๆในอังกฤษแล้วคุณน้าแกจะสอบตกไม่เป็นท่าเหมือนนักเตะจากลีกกัลโช่คนอื่นๆ
สรุปแล้วในใจลึกๆหากลุงจ่าแฮร์รี่ต้องการกองหน้าชั่วโมงบินสูงมาเสริมทีมจริงๆ ผมขอยกมือเชียร์ 'รุด ฟาน' เพราะเคยเล่นในพรีเมียร์น่าจะคุ้นเคยกับระบบการเล่นที่นี้

คุณผู้อ่านละครับ อยากได้ใครมาเสริมกองหน้าให้ไก่เดือยทองของเรา ฟาน นิสเตลรอย หรือ โทนี่?
ปล. จริงๆผมว่าซานตาครูซ ยอน คาริว หรือ คาร์ลตัน โคลก็เป็นชอยส์ที่ไม่เลวนะ : )

Sunday, 10 May 2009

Onside With...Jermain Defoe : คุยสบายๆกับนายเดโฟ

Life
Q: เมื่อไรก็ตามที่มีเวลาให้ตัวเอง
JD: ถ้าวันไหนอยากอยู่คนเดียวก็จะหาเพลงมานั่งฟัง ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะออกไปหาเพื่อนๆ ผมชอบที่จะอยู่กับผู้คน อย่างไรก็ตามมีหลายครั้งเหมือนกันที่ผมอยากอยู่ชิวๆคนเดียว
Q: เมื่อคุณรู้สึกแย่มากๆ
JD: กลับบ้านไปหาคุณแม่ของผม ซานดร้า ผมเจอท่านบ่อยๆเพราะว่าเธอเป็นผู้ที่มีอิทธิพลสำหรับผมมากเหลือเกิน เธอเข้าใจผมเสมอและในช่วงที่ฟอร์มตกก็ได้แม่นี้แหละคอยให้กำลังใจ นอกจากนี้เธอยังทำอาหารได้สุดยอดมากๆ นี้แหละคืออีกสาเหตุว่าทำไมผมถึงกลับไปหาแม่บ่อย ! (หัวเราะ)

Q: อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองมั้ย?
JD: ผมแฮปปี้กับสิ่งที่ผมเป็นนะ
Q: สิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุดที่พ่อแม่สอนมา
JD: การวางตัวในสังคมและการเคารพผู้อาวุโสกว่า บางคนอาจจะเข้าใจว่าพวกนักฟุตบอลคงเป็นพวกเย่อหยิ่งทะนงตัวแม้กระทั่งกับผู้หลักผู้ใหญ่ แต่สำหรับผมแล้วผิดถนัดเลย ผมไม่ใช่คนประเภทนั้น

Q: บทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิต
JD: ทำอย่างไง ได้อย่างนั้น สิ่งๆนี้สอนให้ผมตั้งใจฝึกซ้อมให้หนักขึ้นเพื่อเป็นนักฟุตบอลที่ดีกว่าเดิม
Q: ข้อเสียของคุณ
JD: ต้องตัดผมทุกอาทิตย์...ให้ตายเถอะแต่ผมไม่สามารถปล่อยให้มันยาวได้ ข้อแก้ตัวของผมก็คือ ทรงผมแหล่มแล้วฟอร์มจะแหล่มตาม !

Q: วันสำคัญที่สุดในชีวิต
JD: ได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับเวสต์แฮม อย่างไรก็ดีมีอีกหลายๆครั้งที่ผมได้เจอช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม อย่างเช่นการได้เปิดซิงลูกแรกในนัดที่ลงเล่นให้เวสต์แฮมในเกมพบวอลซอล์ (ตอนอายุ17) และลงเล่นทีมชาตินัดแรกก็ยิงประตูได้เลย
Q: เพลงติดปากช่วงนี้
JD: Joe อัลบั้ม New Man
Q: คนที่ทำให้คุณมีเสียงหัวเราะเสมอ
JD: สเตฟาน ญาติสนิทของผม หมอนี้ไม่เคยหยุดปล่อยมุกแม้ว่าบางครั้งมันออกจะฝืดๆก็ตาม

Taste- รสนิยม
Q: ตึกที่ชอบ
JD: จริงๆแล้วไม่มีนะ แต่ถ้าเป็นภูเขาละก็คงเป็นที่ Pitons ณ เซนต์ลูเซีย (St. Lucia)

Q: ภาพวาด
JD: ภาพเสก็ตของบ็อบ มาร์เล่ย์ที่ผมแขวนไว้ที่บันได้บ้าน ดูแล้วรู้สึกดีเสมอ

Q: การเดินทาง
JD: St.Lucia บ้านหลังที่สองของผม (บรรพบุรุษของเดโฟมาจากที่นั้น)

Q: สถานที่สุดโปรดในอังกฤษ
JD:ฮาร์ดฟอร์ด เชียร์ (Hertfordshire) บ้านเกิดของผมเอง ทุ่งหญ้าและวิวทิวทัศน์สวยอย่าบอกใคร

Q: ของติดตัวที่ขาดไม่ได้
JD: ไอพอต เพราะว่าผมรักเสียงเพลง

As a boy
Q: หนังสือที่ชอบ
JD: ไม่มีครับ แม่ผมพูดอยู่เสมอว่าผมไม่เคยนั่งนิ่งๆได้เกิน2นาทีเลยสมัยเป็นเด็ก

Q: ตัวการ์ตูนที่ชอบ
JD: นินจาเต่าฮับ!
Q: รายการทีวีสุดโปรด
JD: ทอมแอนด์เจอร์รี่ (Tom&Jerry) ผมชอบอะไรที่เคลื่อนไหวเร็วๆ

On Spurs
Q: วันแรกที่สเปอร์สเป็นอย่างไรบ้าง
JD: ผมจำมันได้แม่น พอถึงสนามปุ๊บบอกตามตรงตกหลุมรักทันที นอกจากนี้ผมสนิทกับพวกเลดส์ลี่ย์ (คิง) และ แอนโทนี่ การ์ดเนอร์เป็นส่วนตัวอยู่แล้ว การปรับตัวจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่

Q: บุคคนแรกที่คุณเจอที่สโมสร
JD: เดวิด พลีท ผู้จัดการทีมชั่วคราวในเวลานั้น ผมชอบการฝึกซ้อมของเค้าน่ะ สนุกดี

Q: เพื่อนที่ดีที่สุดที่สเปอร์ส
JD: เลดเดอร์ (ชื่อเล่นเลดส์ลีย์ คิง) สุดยอดสุดแล้ว เพราะเป็นเพื่อนที่จริงใจและเฮฮาได้อีก

Q: ความผิดหวังครั้งร้ายแรง
JD: ผมพยายามที่จะไม่จำมัน เพราะเชื่อว่าอะไรที่มันผิดพลาดไปไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้ ผมจึงพยายามทำงานให้หนักเพื่อลบความทรงจำเหล่านั้นออกไป

Q: คู่ต่อสู้ที่คุณให้ความยอมรับมากที่สุด
JD: เพื่อนรักของผม ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ เนื่องจากเป็นนักเตะที่ฝึกซ้อมหนักมากแถมยังตัวเล็กกว่าอีก!
Q: ประตูที่อยู่ในความทรงจำ
JD: เกิดขึ้นในเดือนพฤษจิกายนปี2004 เกมพบกับอาร์เซนอล ผมลากบอลผ่านผู้เล่นสาม สี่คนก่อนซัดโครมเข้ามุมอย่างสุดสวย เยนส์ เลห์มันไม่ได้ขยับ
Q: กิจวัตรก่อนลงแข่ง
JD: ตื่น 9โมงเช้า หาอะไรเบาๆทาน ก่อนออกเดินยาวๆเป็นการวอร์มอัพร่างกาย ฟังเพลงเรียกความฮึกเหิมเล็กน้อยก่อนอาบน้ำอาบท่าเดินทางไปสนาม

Q: สนามในพรีเมียร์ชิพที่ทำให้คุณประทับใจ
JD: โอลด์ แทรฟฟอร์ด สมัยยังเด็กผมฝันมาเสมอว่าจะได้ลงเล่นที่สนามแห่งนี้ เนื่องจากเป็นสนามที่ใหญ่ ผู้ชมแน่น และบรรยากาศสุดยอด ในฐานะนักเตะการได้ลงเล่นกับยอดทีมอย่างแมนฯยูฯแล้วเอาชนะพวกเค้าได้ในบ้านเป็นอะไรที่พิเศษอยู่แล้ว
Q: สิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุดที่สเปอร์สละ
JD: แฟนบอลที่สุดยอดคอยหนุนหลังเราอยู่ตลอดเวลาไงล่ะ ไม่ว่าคุณจะอยู่แห่งหนใดคุณจะพบแฟนสเปอร์สเสมอ ผมรู้ซึ้งดีตอนที่ย้ายออกไปว่าคิดถึงสโมสรแห่งนี้ขนาดไหน...
Jermain Defoe Career timeline
1982: ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 1982, Beckton London

1997: ขณะที่อายุ14 หนุ่มน้อยซาไกถูกค้นพบโดยแมวมองทีมชารล์ตัน และเล่นให้ทีมเยาวชนของ ‘ดาบอัศวิน’ ก่อนโดนเวสต์แฮมฉกไปเซ็นสัญญาในเวลาต่อมา

2000: หลังจากได้แชมป์ถ้วยเยาวชนกับเวสต์แฮม เดโฟถูกดันขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเกมลีกคัพพบวอลซอร์แถมทำประตูชัยในเกมนั้นได้อีกด้วย

2001: ถูกยืมตัวไปเล่นให้บอร์นมัธทั้งฤดูกาล ก่อนประกาศศัดาความเป็นยอดดาวยิงด้วยการยิงประตู10นัดติดต่อกันทำลายสถิติของจอห์น อัลดริดจ์

2004: เดือนมกราคมปี2004 หลังยิงเป็นว่าเล่นกับเวสต์แฮม (105นัด 41ประตู) เดโฟตัดสินใจย้ายมาสเปอร์สสลับฝากกับบ็อบบี้ ซาโมร่าที่สอบตกในถิ่นไวท์ ฮาร์ทเลน โดยนัดแรกที่เล่นให้ทีมตราไก่ก็ยิงประตูเปิดซิงให้ตัวเองได้เลย และทำแฮตทริกในเกมพบเซาธ์แธมตันได้ด้วยในปีนั้น

2008: หลังจากเล่นให้ทีมมา4ปี เดโฟไม่พอใจกับบทบาทข้างสนาม จึงย้ายมารับใช้แฮร์รี่ เรดแนปป์ผู้ปลุกปั้นในวัยเด็กที่ปอร์ทสมัธ ยิงไป15ประตูจากการลงเล่น31นัด

2009: ย้ายตามกุนซือหน้าง่วงกลับมาถิ่นไวท์ ฮาร์ทเลนอีกครั้ง และเพียงแค่เกมที่สองก็ยิงทีมเก่าอย่างปอมปีย์ได้เลย

Credit : สเปอร์สแม็กกาซีนฉบับเดือนเมษายน2009

Saturday, 9 May 2009

บิ๊กโฟร์ ยากเกินจะแทรก...

วันนี้ไปดูบอลคู่ฟูแล่ม-แอสตัน วิลล่ามา กะเต็มเหนี่ยวว่าทีมเจ้าสัวคงไม่ชนะลูกทีมของมาร์ติน โอนีลได้ง่ายๆแน่

3-1!! สาม ประตู ต่อ หนึ่ง เจ้าบ้านต้อนซะงั้น!?

กองแช่งอย่างเราซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ตราไก่ ออกอาการเซ็งอย่างแรง

อุตสาห์ไต่อันดับจากท้ายตาราง ขึ้นมาสูดอากาศกับพวกท็อปเทนได้ หลังการเข้ามาร่ายมนต์ของพ่อมดแฮร์รี่ เรดแนปป์
ก้อเลยแอบหวังว่าจะได้ไปเตะยูโรป้า อย่างใครเค้าบ้าง...(เข้าตำราได้คืบจะเอาศอก)
ถือว่าต้องลุ้นเหนื่อยเลยทีเดียวละ หากจะหวังให้สเปอร์สได้สิทธิ์ไปเตะบอลยุโรปฤดูกาลหน้า..
เอาน่า ดีกว่าตกชั้น จิงมั้ย?

พูดถึงฟูแล่มแล้วก็ต้องยอมรับเลยว่าฟอร์มในบ้านของพวกเค้าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

ขนาดแมนฯยูฯที่ว่าแน่ๆก็โดนฝังหลงหลุมมาแล้ว 2-0 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องชมรอย ฮอดจ์สันกุนซือมากล้นประสบการณ์ที่พาทีมจะตกชั้นแหล่ ไม่ตกชั้นแหล่อย่างฟูแล่มเขย่งก้าวกระโดดมาได้ไกลถึงเพียงนี้

ตัวผู้เล่นของฮอดจ์สันใช่ว่าจะดีเด่ อะไร นักเตะหลายคนเคยป็นแค่ส่วนเกินในทีมตราไก่ด้วยซ้ำ >.<

ด้านสิงห์ผงาด แอสตัน วิลล่าฟอร์มและความมั่นใจหายไปมาก ความน่ากลัวลดลงไปเยอะเทียบกับช่วงต้นฤดูกาลที่ทำท่าจะ 'เซอร์ไพรส์' แทรกตัวเองเป็นยืนทัดเทียมกับพวกสี่อรหันต์ บิ๋กโฟร์

ถึงนาทีนี้ คงต้องยอมรับสภาพกันแต่โดยดีว่า 'ช่องว่าง' ระหว่างทีมอย่าง แมนฯยูฯ เชลซี ลิเวอร์พูล และอาร์เซนอล เทียบกับทีมอื่นในลีกแล้ว ยัง ห่างไกลกันเยอะ

คงอีกหลายปีเลย กว่าทีมอย่าง สเปอร์ส วิลล่า เอฟเวอร์ตัน หรือ แมนฯซิตี้ จะตามทีมพวกนี้ทัน...

Monday, 13 April 2009

ใครฆ่าประชาชน

'อำนาจ' และ 'เงินตรา' เป็นแค่ ของนอกกาย

แต่คนเราทุกวันนี้ยึดติด ลุ่มหลง อยู่กับมัน

เมื่อไหร่จะ ตาสว่างกันเสียที...

พอเถอะ หยุดเถอะ แค่นี้ยังไม่สาสมหรืออย่างไร กับศ.ก.ที่ซบเซาเหงียบเหงาราวกับป่าช้า
ต่างชาติ วันๆเค้าเตรียมช่วยกันระดมความคิดหานโยบายมาแก้วิกฤตศ.ก. กัน

คนไทยทำอะไรกันอยู่
เข่นฆ่ากันเพื่ออะไร ในเมื่อสุดท้าย...


สีแดง สีเหลือง หรือสีขาว สุดท้าย ก็เจ็บปวดด้วยกันทั้งนั้น...

---------------------------------------------------------------------------

<ใครฆ่าประชาชน : คาราบาว>

๐เราเป็นประชาชน..รักประชาธิปไตยเข่นฆ่าเราทำไม ใครฆ่าประชาชน

แม่ที่ลูกไม่กลับบ้าน...และหลานๆที่อาได้หายไปลูกที่พ่อไปหนใด..จะมีใครหยั่งรู้ถึงจิตใจฝนที่หล่นเป็นตะกั่ว..คือความหวาดกลัวของหัวใจใครฝันใดเท่ากับฝันร้าย..ในการจากไปของคนที่ตนรัก

เราเป็นประชาชน..รักประชาธิปไตยเข่นฆ่าเราทำไม ใครฆ่าประชาชน

คืนนี้ดาวได้ร่วงหล่น..ในร่างคนที่ตนเคยหนุนตักรักของใครต้องพลัดพราก..จากกันไปชั่วนิจนิรันดรเธอเป็นผู้เสียสละ..แต่ภาระนั้นใครจะไถ่ถอนเสียงแม่กล่อมลูกน้อยนอน..กับบทกลอนพ่อเป็นวีรชน

เราเป็นประชาชน..รักประชาธิปไตยเข่นฆ่าเราทำไม ใครฆ่าประชาชนเราเป็นประชาชน..รักประชาธิปไตยเข่นฆ่าเราทำไม ใครฆ่าประชาชน

๐ ๐ ๐

พ่อจ๋า พ่อจ๋า พ่อจ๋า พ่อหนูไปอยู่ไหน อยู่ไหนเล่าแม่จ๋าเมื่อไรพ่อหนูจะกลับมา..ซื้อตุ๊กตา ซื้อขนมมาฝากคนไหนใครเล่าคลุ้มคลั่ง..ไม่ยอมฟังเสียงเพลงประชาชนสั่งกลบด้วยเสียงปืนกล..ใบไม้หล่นถนนนั้นแดงฉานวิญญาณแห่งเสรีชน..คือผู้คนคู่ควรกล่าวขานเกียรติประวัตินั้นยืนนาน..แห่งการสืบสานประชาธิปไตย

เราเป็นประชาชน..รักประชาธิปไตยเข่นฆ่าเราทำไม..ใครฆ่าประชาชนเราเป็นประชาชน..รักประชาธิปไตยเข่นฆ่าเราทำไม..ใครฆ่าประชาชนเราเป็นประชาชน..รักประชาธิปไตยเข่นฆ่าเราทำไม..ใคร..ฆ่า..ประชาชนเราเป็นประชาชน..รักประชาธิปไตยเข่นฆ่าเราทำไม..ใครฆ่าประชาชน

------------------------------------------------------------------------------------------------