Thursday, 19 March 2009

Onside With...Ledley King

หลายเรื่องราวที่เราไม่เคยได้ยินจากปาก ‘อดีต’ กัปตันทีมคนนี้...
Life
Q: เมื่อไรก็ตามที่มีเวลาให้ตัวเอง
LK: ผมมักหาเวลาไปพบเพื่อนๆและครอบครัว เพราะว่านอกเหนือจากฟุตบอลแล้วผมก็ไม่ได้มีกิจกรรมยามว่างที่โปรดปรานเป็นพิเศษเหมือนคนอื่นเค้า
Q: เมื่อคุณรู้สึกแย่มากๆ
LK: ไม่ค่อยมีนะ ผมเป็นคนสบายๆไม่ค่อยคิดอะไรมาก อย่างไรก็ดีบางครั้งอาจจะมีคิดเรื่องฟุตบอลบ้างแต่พอผมกลับบ้านไปพบหน้าลูกชาย (โคบี้) ผมก็รู้ได้เลยว่าอย่างน้อยก็มีเจ้าตัวเล็กนี้แหละทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นได้
Q: อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองมั้ย?
LK: Nobody Perfect นะ และผมก็ไม่กลับไปแก้ไขอะไรหรอก ผมพอใจกับสิ่งที่ผมเป็น
Q: สิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุดที่พ่อแม่สอนมา
LK: การวางตัวและมารยาทในการออกสังคม ท่านมักจะสอนผมเสมอว่าให้เคารพผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นอุปนิสัยของผมไปแล้ว
Q: บทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิต
LK: ช่วงหลายปีที่ผ่านมาผมสูญเสียเพื่อนและญาติบางคนไปจึงได้ตระหนักว่าอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ทุกวันนี้ผมตื่นเช้ามาและบอกตัวเองเสมอว่าจะใช้ชีวิตให้มีคุณค่าและสนุกกับมันให้มากที่สุด
Q: ข้อเสียของคุณ
LK: ผมชอบกินของหวานๆนะซิ! แต่ชีวิตนักฟุตบอลทำให้ผมต้องควบคุมตัวเองไม่ให้ตามใจปาก น่าเศร้าเนอะว่ามั้ย?
Q: วันสำคัญที่สุดในชีวิต
LK: ปี2004 วันที่ลูกชายผมลืมตาขึ้นมาดูโลก อาจจะมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้การคลอดของภรรยาผมดูติดขัดบ้างจนผมต้องรีบบินกลับบ้านจากทัวร์นาเมนต์ยูโร2004ที่โปรตุเกส แต่สุดท้ายก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี...เป็นวันนึงที่ผมภูมิใจที่สุดในชีวิตกับการได้เป็นพ่อคน
Q: เพลงติดปากช่วงนี้
LK: Use somebody และ Sex on Fire ของ Kings of Leon และ Mad ของ Ne-Yo
Q: คนที่ทำให้คุณมีเสียงหัวเราะเสมอ
LK: เพื่อนสนิทในวัยเด็กของผม เรารู้จักกันมานานมากและมีช่วงเวลาสนุกร่วมกันมาเยอะสมัยเรียน เมื่อไรก็ตามที่เราได้เจอกัน เมาธ์แตก ฮากระจายขอบอก
Taste- รสนิยม
Q: ตึกที่ชอบ
LK: จริงแล้วผมไม่ใช่ประเภทชอบเดินดูตึกและยืนชื่นชมเหมือนศิลปินบางคนหรอก แต่ก็มีที่คิดว่าดูดี อย่างเช่นตึกเอมไพร์ สเตจ ที่นิวยอร์คและโบสถ์ที่บาร์เซโลน่า
Q: ภาพวาด
LK: รูปผมกำลังเตะฟุตบอลที่ลูกชายวาดที่โรงเรียน
Q: การเดินทาง
LK: ผมรู้สึกดีทุกครั้งเวลาที่ได้จับเครื่องบินไปไหนไกลๆกับครอบครัวช่วงปิดซีซั่น
Q: สถานที่สุดโปรดในอังกฤษ
LK: ผมเกิดและโตในลอนดอน จึงรู้สึกว่าตัวเองชอบเมืองนี้เพราะเป็นแหล่งรวมอารยธรรมและผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าคุณอยากทำอะไร คุณสามารถทำได้หมดที่นี้ ร้านอาหารก็มีครบเกือบทุกชาติไม่ว่าคุณจะมาจากส่วนไหนของโลก
Q: ของติดตัวที่ขาดไม่ได้
LK: โทรสับมือถือและไอพอต
As a boy
Q: หนังสือที่ชอบ
LK: สมัยเด็กผมชอบอ่าน ‘Napper Goes for Goal’ พอโตขึ้นมาอีกหน่อยก็เป็นเรื่อง ‘ The Twits’
Q: ตัวการ์ตูนที่ชอบ
LK: ขอโทษนะแต่ผมไม่อ่านการ์ตูน
Q: รายการทีวีสุดโปรด
LK: พอกลับจากโรงเรียนมาที่บ้านผมมักจะเปิดช่อง ITV ไว้ให้ดูเสมอ
On Spurs
Q: วันแรกที่สเปอร์สเป็นอย่างไรบ้าง
LK: ตอนนั้นผมยังเป็นนักเรียนไปด้วย มาซ้อมบอลอินดอร์กับสเปอร์สทุกคืนวันอังคารและพฤหัสบดี จำได้ว่ามากับเพื่อนอีกสองคนทำให้พวกเราไม่รู้สึกประหม่าจะเกินไป ความรู้สึกในตอนนั้นนะเหรอ? สุดยอดดดมาก (ลากเสียงยาว) ผมตื่นเต้นสุดๆกับสิ่งอำนวยความสะดวกของสโมสร เพราะก่อนหน้านั้นผมเคยไปซ้อมกับสโมสรเลย์ตัน มาซึ่งต่างกันราวฟ้ากับเหว!
Q: บุคคนแรกที่คุณเจอที่สโมสร
LK: ตอนนั้นน่าจะเป็นโค้ชพาร์ทไทม์ของสโมสรนะ แต่พวกเค้าก็ดีกับเด็กๆอย่างพวกผมมากเลยละ
Q: เพื่อนที่ดีที่สุดที่สเปอร์ส
LK: ผมไม่อยากเจาะจงใครเป็นพิเศษเพราะว่าผมเข้ากันได้ดีกับทุกคน แต่ร็อบบี้ คีนซึ่งอยู่กับทีมมานานย้ายกลับมาอีกครั้งทำให้ผมรู้สึกดีนะ
Q: ความผิดหวังครั้งร้ายแรง
LK: ผมได้เล่นนัดชิงชนะเลิศสามครั้งในชีวิต (แพ้แบล็คเบิร์น, แมนฯยูไนเต็ดแต่ชนะเชลซี) มันคงจะดีหากผมสามารถเป็นผู้ชนะได้ทั้งหมด
Q: คู่ต่อสู้ที่คุณให้ความยอมรับมากที่สุด
LK: ผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ผมเคยพบมาคือเธียรี่ อองรีช่วงพีคๆสมัยที่เล่นให้อาร์เซนอล อีกคนนึงคือซีเนอดีน ซีดานตอนที่ผมเล่นให้ทีมชาติอังกฤษพบฝรั่งเศษซึ่งเค้าโดดเด่นมากๆในเกมนั้น นอกจากนี้ผมยังจำไม่ลืมตอนที่ต้องเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับให้อังกฤษแล้วต้องตามประกบฮวน โรมัน ริเกลเม่ซึ่งวันนั้นแทบเข้าไม่ถึงตัวเค้าเลยมันทำให้เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองในการประกบตัวให้มากขึ้น
Q: ประตูที่อยู่ในความทรงจำ
LK: เป็นประตูที่พบอาร์เซนอลซึ่งเราแพ้ไป5-4ปี2005 หลังจากนั้นอีกปีนึงผมโหม่งให้ทีมขึ้นนำก่อนที่เราจะถูกตีเสมอตอนหลัง อย่างไรก็ดีมันจะเป็นประตูที่อยู่ในความทรงจำผมเสมอเพราะบรรยากาศในสนามมันสุดยอดจริงๆ
ส่วนประตูที่ผมชื่นชอบส่วนตัวเป็นลูกวอลเล่ย์ของมาร์โก แวนบาสเท่นในศึกฟุตบอลโลกปี1986
Q: กิจวัตรก่อนลงแข่ง
LK: ตื่นแต่เช้าหาอะไรกินเบาๆ อาบน้ำแต่งตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางไปสนาม พอไปถึงก็กินเพิ่มอีกหน่อยและเพ่งสมาธิให้พร้อมสำหรับเกมที่จะเตะ
Q: สนามในพรีเมียร์ชิพที่ทำให้คุณประทับใจ
LK: น่าตะเป็นแอนฟิลด์เพราะว่าเป็นสนามที่ผมได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรก เมื่อไรก็ตามที่ได้กลับไปที่นั้นผมรู้สึกดีเสมอ
Q: สิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุดที่สเปอร์สละ
LK: ความจงรักภักดีของแฟนบอลที่ไม่เคยเสื่อมคลายและประวัติศาสตร์อันยาวนานของสโมสร

Ledley King Career timeline
1980- เลดลีย์ เบรน์ตัน คิง ถือกำเนิดในปี1980 วันที่12ตุลาคมในย่านโบว์ (Bow), ลอนดอน
1997- ร่วมทีมสเปอร์สในฐานะเด็กฝึกหัดของสโมสร
1998- เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับสเปอร์ส
1999- ประเดิมสนามให้ตัวเองนัดแรกในเกมที่พ่ายลิเวอร์พูลไป3-2ที่แอนฟิลด์
2000- ได้ลงเล่นสองเกมสุดท้ายก่อนปิดฤดูกาล1999-2000 ขณะที่อีกหนึ่งปีให้หลังได้ลงเล่นบ่อยขึ้นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ ก่อนที่จะทำสถิติยิงประตูเร็วที่สุดในลีกด้วยการใช้เวลาเพียงแค่ 10 วินาทีเท่านั้นในเกมที่เสมอกับแบลดฟอร์ตไป3-3 (ปี1999)
2001- เปลี่ยนมาเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาฟและทำให้แนวรับของทีมดูดีขึ้นทันตา
2002- ติดทีมชาติอังกฤษนัดแรกในเกมที่พ่ายอิตาลีไป2-1คาบ้านตัวเอง, พาทีมเข้าชิงชนะเลิศลีกคัพ
2004- ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงให้อังกฤษและยิงประตูในนามทีมชาติได้ในเกมที่พบออสเตเรีย ก่อนที่จะติดทีมไปเล่นยูโร2004และมีส่วนร่วมในเกมกับฝรั่งเศษและโครเอเชีย
2006- เป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของคิงเมื่อสามารถพาสเปอร์สจบฤดูกาลด้วยอันดับที่5
2007- แทบไม่ได้ลงช่วยทีมเลยเพราะปัญหาอาการบาดเจ็บอย่างร้ายแรงที่หัวเข่า
2008- พาสเปอร์สเป็นแชมป์ลีกคัพด้วยการเอาชนะเชลซีในนัดชิงชนะเลิศได้แบบเซอร์ไพรส์แฟนบอลสุดๆ
2009- ลงเล่นให้ทีมครบ200นัดในวันที่26ตุลาคม, พาทีมเข้าชิงลีกคัพอีกครั้งแต่โชคร้ายพ่ายจุดโทษต่อแมนฯยูไนเต็ดไปอย่างน่าเจ็บใจ

Credit : สเปอร์สแม็กกาซีนฉบับเดือนมีนาคม2009

Tuesday, 3 March 2009

ปีหน้าค่อยว่ากัน

จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยครับสำหรับศึกฟุตบอลคาร์ลิ่ง คัพนัดชิงชนะเลิศครั้งที่49ที่สนามเวมบลีย์ โดยครั้งนี้ไม่มีพลิกโผแต่อย่างใดเมื่อ 'ปีศาจแดง' แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้เบน ฟอสเตอร์มือกาววัย25ปี เซฟกระจายทั้งในเกมและช่วงจุดโทษพาทีมเป็นแชมป์อย่างยิ่งใหญ่...
ส่วนแฟนสเปอร์ส(อย่างเราๆท่านๆ)ก็ต้องทำใจและยอมรับผลการแข่งขันแต่โดยดีว่าปีนี้ไม่ใช่ปีทองของเราจริงๆ เพราะนอกจากผลงานในลีกจะออกสตาร์ตได้ย่ำแย่ถึงขั้น 'ห่วยเป็นประวัติศาสตร์' ของสโมสร นัดชิงที่หวังเอาไว้ว่าจะพาทีมไปเล่นบอลยุโรปในฤดูกาลหน้าก็มีอันต้องพังทลายไปต่อหน้าต่อตาอีก T.T
ก็ถือว่าน่าเสียดายอย่างแรงครับเพราะพวกที่เซ็นเข้ามาใหม่ในช่วงเปิดตลาดเดือนมกราคมที่ผ่านมาอย่างพาลาซิออส,ชิมบงด้า,คีนและคูดิชินี่ติดคัพไทร์หมดสิทธิ์ลงสนามช่วยทีม แถมฮีโร่ในปีที่แล้วอย่างโจนาธาน วู้ดเกตและเจอร์เมน เดโฟซึ่งลงเล่นในถ้วยนี้ได้ก็ดันเจ็บซะ ไม่อย่างนั้นเราคงได้ลุ้นมากกว่าที่เห็นแน่ๆ
ถึงตอนนี้ก็ต้องเอาใจช่วยทีมเราให้หนีตกชั้นสำเร็จเป็นอันดับแรกครับ หลังจากนั้นค่อยมาว่ากันใหม่ในปีหน้าฟ้าใหม่ว่าจะดีขึ้นหรือเลวร้ายลงกว่าเดิม หรือไม่ อย่างไร!?


Friday, 27 February 2009

สัญญาณดีๆ

ไปดูฟุตบอลยูฟ่าคัพระหว่างสเปอร์ส-ชัคเตอร์ โดเน็ตส์ค ‘ทีมแกร่ง’ จากยูเครนมาเมื่อคืนครับ บรรยากาศที่สนามไวท์ ฮาร์ทเลนยังคงเนืองแน่นไปด้วยแฟนบอลของทีมที่เข้ามาให้กำลังใจ ‘ยังบลัด’ ลงทำศึกเหมือนเช่นเคย

แม้ว่าสุดท้ายทีมเราต้องมีอันกระเด็นตกรอบไปอย่างน่าเสียดายก็ตาม...
การออกนำไปก่อน 1-0 จากลูกยิงผีจับยัดของจิโอวานี่ในนาทีที่55 ทำให้สเปอร์สดูมีความหวังขึ้นมาไม่น้อย เสียงแฟนบอลส่งเสียดังกระหึ่มเล้าไก่ของเรา สุดท้ายกลายเป็น ‘ดาบสองคม’ กดดันเด็กๆของเราเองอย่างช่วยไม่ได้ (ผมเชื่ออย่างนั้น)
เกมนี้โดยรวมถือว่านักเตะชุดบีของเราทำหน้าที่ได้อย่างสุดยอดครับโดยเฉพาะในรายของเจมี่ โอฮาร่าซึ่งทำหน้าที่จอมทัพรักษาบาลานซ์ของทีมได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นเดียวกันกับทอมมี่ ฮัดเดิลสตัน ‘กัปตันทีม’ ที่เกมนี้ลงเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาฟแต่ก็วางบอลยาว ‘คิลเลอร์พาส’ สวยๆได้หลายครั้ง

ผมกล้าฟันธงแบบไม่กลัวหน้าแหกนะครับว่าฮัดเดิลสตันจะติดทีมชาติอังกฤษในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอนเพราะมีคุณสมบัติที่ทีมสิงโตคำรามกำลังต้องการ แม้ว่าเจ้าต้องเพิ่มความรวดเร็วและคล่องตัวให้มากกว่านี้ก็ตาม

อีกคนที่ไม่ชมไม่ได้เลยก็คือเจ้าหนูโจนาธาน โอบิก้า ไอ้เด็กโข่งร่างใหญ่ซึ่งทำผลงานยิงกระฉูดในทีมสำรอง ( ลงสนาม21นัดซัดไป14ประตู) เกมนี้ออกสตาร์ตตัวจริงเป็นครั้งแรกในทีมชุดใหญ่แล้วทำผลงานได้ดีเกินคาด ทั้งพักบอล เชื่อมเกมได้อย่างยอดเยี่ยมเกินอายุแค่18ปีเท่านั้น อนาคตหากโรมัน พาฟลิวเชนโก้ได้รับบาดเจ็บหรือเล่นไม่ออกจริงๆผมว่าเราก็มีตัวแทนที่ไม่น่าเกลียดเกินไปนัก
ครับ แม้ว่าสุดท้ายแล้วเกมนี้ขุนพลตราไก่ชุดผสมจะโดนตีเสมอในช่วงท้ายเกมเพราะวิ่งจนหมดแรงแต่อย่างน้อยเราก็ได้เห็น ‘สัญญาณดีๆ’ อย่างเช่น เรื่องทีมสปิริตที่เริ่มกลับมามีให้เห็นอีกครั้ง

วันอาทิตย์นี้ที่เจอแมนฯยูไนเต็ดในนัดชิงคาร์ลิ่ง คัพ หวังเหลือเกินครับว่าผู้เล่นชุดใหญ่ของเราจะวิ่งสู้ฟัดแบบนี้....
ปล. ซื้อสเปอร์สแม็กกาซีนฉบับเดือนมีนาคมมาแล้ว เดี๋ยวจะรีบลงให้อ่านกันนะครับ : )

Friday, 20 February 2009

เตรียมตัว เตรียมใจ

ดีใจมากมาย วันนี้พรีเมียร์ฯอีเมลมาบอกว่าได้สิทธิ์ไปดูนัดชิงคาร์ลิ่งคัพระหว่างแมนฯยู VS สเปอร์ส (ทีมสุดเลิฟ อิอิ)ที่สนาม'นิวเวมบลีย์' !!

มาอยู่อังกฤษกำลังจะเข้าปีที่สามแหละ บอกตามตรงเคยไปเหยียบสนามฟุตบอลแห่งชาติของอังกฤษแค่ครั้งเดียวเท่านั้นแถมคราวก่อนเป็นการโดนน้องที่บ้านบังคับฝืนใจไปเป็นเพื่อนเพื่อดูมันแข่งเกมโปร์ อีโวลูชั่น (วินนิ่ง)ชิงแชมป์เมืองผู้ดีเมื่อปีที่แล้ว
ประสบการณ์ก็น่าจดจำมากมาย เจ้าแมทธิว (เด็กที่ว่า) โดนพวกปีศาจวินนิ่งตัวจริง เสียงจริงอัดน้ำกระจาย !!! แพ้มัน3เกมรวด โดนยิงไม่ต่ำกว่า3-4เม็ดต่อเกม (ทั้งๆที่ผมเห็นมันซ้อมที่บ้านก็ว่าเทพแล้วนะ)

สต๊าฟสาวผมบลอนด์หุ่นขาวอวบหนึ่งในคณะกรรมการผู้ทำหน้าที่จดสกอร์เดินยิ้มเข้ามาหาผมซึ่งมาในฐานะ Guess ของแมทธิว ในใจแอบคิดนั่นแน่จะมาขอเบอร์ตรูป่าววะ (ฮาๆ)
'ไม่ทราบว่าเพื่อนคุณโดนไปกี่ดอกแล้วค่ะ??'.....

'อีนี้ มึงก็ถ่างตาดูเอาซิวะ' ผมแอบด่าในใจด้วยความอาย พลางชี้ไปที่ทีวีซัมซุงจอมหึมา

'แปดประตูต่อศูนย์' ไอ้แมทธิวน้องรักยืนจ๋อยแดกจับจอยเกมหน้าตาเหมือนเมาหมัดคู่แข่ง...

จำได้ว่ามีเด็กฝรั่งอายุไม่น่าเกิน10ขวบสะกิดถาม 'พี่มาจากประเทศไหนฮับ?'

ผมตอบไปว่า 'ไอ แอม คัม ฟรอม มาเลย์เซีย' (ไม่กล้าบอกบ้านเกิดอายเด็กมัน เดี๋ยวจะหาว่าฝีไม้ลายมือวินนิ่งเด็กไทยเราอ่อนหัด)

ครั้งนั้นผมจำได้ว่าทนดูน้องรักแข่งต่อจนจบทัวร์นาเมนต์ไม่ได้เพราะอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เจ้าแมทธิวอายุอานามมันก็แค่16 ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวว่าโดน 'ยำเละ' ขนาดนี้ยังจะกล้าเล่นต่อ เกสอย่างผมเห็นแล้วอายแทนรีบอาศัยจังหวะชุลมุนฝ่าวงล้อมพวกปีศาจวินนิ่งทั้งหลายนั่งรถไฟกลับบ้าน แล้วเอสเอ็มเอสไปหาว่าพี่มีธุระด่วนต้องรีบกลับ

เปิดประตูบ้านไป แม่เจ้าแมทธิวถาม 'อ้าว เอกเป็นไง แมทธิวแข่งเป็นไงบ้าง?'

'ผมว่าพี่ถามเจ้าตัวดูเองดีกว่านะครับ พอดีว่าคนเยอะมากผมเห็นสกอร์ไม่ถนัด' ผมทำสีหน้าเคร่งขรึมแล้วเดินจั๋มเข้าห้องไป
ผมหวังเหลือเกินครับว่าการไปเวมบลีย์ หนนี้ผมจะไม่ต้องเอาปี๊บคลุมหัวกลับบ้านอย่างเดิมอีก...
แอบหวังเล็กๆว่าสเปอร์สจะหักปากกาเซียนได้อีกครั้งด้วยการหยุดไอ้ผีร้ายสุดเฮี้ยนให้อยู่หมัดเหมือนอย่างที่ปีก่อนก็ทำได้ในการเชือดเชลซีแบบช็อคซินีม่า
แต่ถึงจะแพ้ ผมก็ทำใจไว้ก่อนล่วงหน้าแต่เนิ่นๆแล้วละครับว่าจะเดินออกจากสนามนิวเวมบลีย์ครั้งนี้ด้วยความภาคภูมิใจ...สู้โว้ยยยย !!!!!

Thursday, 19 February 2009

แมนฯซิตี้ มะเร็งลูกหนัง!?

ในทุกๆสังคมไม่ว่าจะไทย จีน แขกหรือฝรั่งมังค่า...ความอิจฉาริษยามีให้เห็นเหมือนกันหมดครับไม่เว้นแม้กระทั่งวงการฟุตบอล

เห็นคนโน้นคนนี้ได้ดีหรือเหนือกว่าเป็นไม่ได้ ต้องหาเรื่องซุบซิบนินทาว่าร้ายบ้างก็พยายามวางแผนคิดจะหยุดยั้ง 'ความยิ่งใหญ่'!?
การออกมาพูดจาเสียดสีในเชิงไม่สร้างสรรค์ของสตาเล่ โซลบัคเค่นโค้ชเอฟซี โคเปนเฮเก้นว่าแมนฯซิตี้เป็น 'มะเร็ง' ของวงการฟุตบอลเพราะจับจ่ายใช้สอยอย่างมือเติบนับตั้งแต่ได้'ชีคมานซูร์' มาเป็นเจ้าของ ทำให้ตลาดนักเตะปันป่วนและสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาอย่างหนักทั้งในยุโรปและอเมริกา

ประเด็นนี้บอกตามตรงเป็นเรื่องของ Mind Game หรือสงครามจิตวิทยาเพียวๆไม่มีอย่างอื่นมาผสม เพราะโคเปนเฮเก้นกำลังจะเปิดบ้านรับการมาเยือนของทีเรือใบสีฟ้าค่ำคืนนี่ในศึกยูฟ่าคัพรอบ3นัดแรก !

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์คู่แข่งแบบนี้จึงถูกตีตกและไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะบั่นทอนกำลังใจของนักเตะเรือใบและกุนซือผมสีดอกเลาอย่างมาร์ค ฮิวจ์แน่นอน

อย่างไรก็ดี มีบุคคลสำคัญของวงการฟุตบอลยุโรปอีกท่านนึงอย่างมิเชล พลาตินี่ ประธานยูฟ่าวัย 53ปีกำลังอิจฉาตาร้อนความร่ำรวยของแมนฯซิตี้อย่างออกหน้าออกตาเกินไปหน่อย

ล่าสุดออกมาประกาศจะออกกฏ 'Salary Cap' หรือการควบคุมเพดานค่าเหนื่อยให้ได้หลังจากก่อนหน้านี้ ทำไม่สำเร็จเสียทีเพราะไปขัดกับกฏหมายแรงงานของสหภาพยุโรป(อียู)ที่ไม่มีข้อกำหนดควบคุมเรื่อง'ค่าแรง' ของลูกจ้างแต่อย่างใด...

ประเด็นนี้หาใช่เรื่องแปลกใหม่ในวงการฟุตบอลครับ มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่าควรมีการควบคุมเรื่องค่าใช้จ่าย(Expenditure)ของสโมสรฟุตบอลหรือไม่?

หายังจำกันได้ลีดส์ ยูไนเต็ดยุคนึงก็เคย 'ช้อป' จน 'ถังแตก' ไม่มีปัญหาหาเงินมาจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะตัวเองเพราะทีมร่วงตกชั้นในปี2004

ครั้งนั้นผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการฟุตบอลอังกฤษออกมาประกาศกันปาวๆให้ทีมอื่นระวังให้ดี หากใช้จ่ายเกินรายรับแล้วจะมีอนาคตดับอนาถเหมือนทีมยูงทอง
เชลซี 'อดีต'พ่อบุญทุ่มในพรีเมียร์ก็กำลังอยู่ในสถานการณ์ชักหน้าไม่ถึงหลัง ทำท่าจะแพ้ภัยตัวเองในเร็ววันนี้ โรมัน อับราโมวิชขาดทุนจากการประกอบธุรกิจส่วนตัวยับเยิน 'สิงโตน้ำเงินคราม' ไม่มีเงินทุ่มซื้อนักเตะเหมือยอย่างเคย แถมผลประกอบการล่าสุดก็ชัดเจนแล้วว่าตัวเลขแดงแจ๋แบบนี้ ต่อไปคงต้องขายนักเตะกินแน่นอน

กลับมาที่แมนฯซิตี้ การที่พวกเค้าทำตัวเปรี้ยวยื่นเงินกว่า 100ล้านปอนด์ขอซื้อริคาร์โด้ กาก้าจากเอซี มิลานสร้างความแตกตื่นและถูก'สปอร์ตไลท์'ส่องให้โดดเด่นจากคนรอบข้างอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

การเป็นทีมที่รวยกว่ามีเงินทุนเยอะกว่า บางครั้งการจะย่างก้าวแต่ละทีก็เหมือนมีอุปสรรคขวากหนามตามรังขวาน (ครั้งนึงผู้คนก็เคยประนามเชลซีว่าทำลายเสน่ห์ของฟุตบอลเพราะอยากซื้อใครก็ได้และคว้าแชมป์ลีกมาได้ก็เพราะ 'เงิน')

มุมมองผมแล้วในเมื่อพรีเมียร์ฯเป็นองค์กรที่รู้เห็นทุกอย่างดีกว่าใครและยอมให้ชีคมันเซียร์เข้ามาเทคโอเวอร์ต่อจากคุณทักษิณเอง องค์กรฟุตบอลรวมทั้งยูฟ่าก็น่าจะต้องยอมรับให้ได้ว่าพวกเค้าต้องเจอสถานการณ์อะไรแบบนี้อยู่แล้ว

ไม่ใช่เห็นใครมีแนวโน้มดีหน่อย ก็คิดจะสกัดดาวรุ่งกันง่ายๆแบบนี้!?
แมนฯซิตี้เองถึงตอนนี้ต้องรีบพิสูจน์ตัวเองให้ได้ครับว่าไม่ใช่'มะเร็งลูกหนัง'อย่างที่ใครเค้ากล่าวหา....ระบบปั้นเยาวชนและส่งแมวมองไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วโลกต้องพรีเซนต์ออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง
ส่วนจะซื้อใคร จ่ายค่าเหนื่อยเท่าไรมันก็เรื่องของเค้า ไม่ได้ไปหนัก(หัวกบาล)หรือเบียดเบียนใครสักหน่อย!!?

Tuesday, 17 February 2009

จิ๊กซอร์ที่หายไป

หัวค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา ตัดสินใจออกไปดูฟุตบอลอีกครั้งครับหลังจากที่ 'คิกออฟ' นสพ.ที่ผมเขียนอยู่มีอันต้องปิดฉากลงไปแบบไม่ให้ได้ตั้งตัวสักเท่าไร...

อารมณ์ทันทีที่ทราบข่าวจากเมืองไทย บอกตรงๆครับว่า'ช็อค'พอสมควรไม่คิดว่าอาชีพคอลัมนิสต์ฟุตบอลของผมจะสั้นขนาดนี้ มาเขียนแบบฟูลไทม์จริงๆก็ฤดูกาลนี้เอง !

ช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมาผมจึงไม่ได้ติดตามข่าวฟุตบอลที่ตัวเองเคยต้องนั่งปั่นทุกเช้าแต่อย่างใด ความรู้สึกมันประมาณเหมือน 'อกหัก' รับไม่ได้กับสิ่งที่ฝันอยากทำมาตลอดต้องมาพังทลายไปต่อหน้าแบบทำอะไรไม่ได้ นอกจาก 'ทำใจ'
แต่ด้วยเหตุผลและสิ่งดลใจหลายอย่างครับทำให้ผมเลิกนอยชีวิต ตัดสินใจกลับมาอัพบล็อคเขียนสิ่งที่ผมชอบเพื่อ 'เติมเต็ม' สิ่งที่มันขาดหายไปอีกครั้ง
การหันมองเพื่อนร่วมอาชีพด้วยกันซึ่งอายุงานเยอะกว่าผมหลายปีต้องตกอยู่ในสถานะ 'Unemploy' เหมือนกันหรือเห็นคนที่ลำบากหรือมีปัญหามากกว่าผมเยอะ พวกเค้าเหล่านี้ยังสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมี 'ความหวัง' ซึ่งเป็นสิ่งนึงที่ยึดเหนี่ยวให้มนุษย์อย่างเราๆที่ไม่ได้รวยล้นฟ้าพอจะยิ้มสู้ + รับมือกับโลกเพี้ยนๆเบี้ยวๆใบนี้ได้
บรรทัดนี้ก็ขอบคุณทุกคนที่มีแวะเข้าอ่านทั้งขาประจำอย่างคุณธาน,คุณเป้า,คุณTummyหรือคุณ Tim duncan จากบอร์ดสเปอร์สและอีกหลายท่านที่มาจากลิ้งค์ http://www.thaicentre.co.uk/directory/ ซึ่ง 'จ็อบ' เพื่อนที่น่ารักของผมอีกคนที่นี้ช่วยโปรโมตให้ (อยากบอกว่าซึ้งและเป็นสาเหตุสำคัญเลยล่ะที่ทำให้ผมกลับมา! ^^)
ก็เกริ่นเรื่องตัวเองซะเยอะครับ จริงๆจะบอกว่าไปดูเกมอาร์เซนอล VS คาร์ดิฟฟ์ ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยมในเกมเอฟเอ คัพรอบ5มา ความน่าสนใจของเกมนี้สำหรับผมแล้วมีอยู่อย่างเดียวครับคือต้องการไปยลฟอร์มของเอดูอาร์โด้ ดาซิลวาหัวหอกโครแอตเชื้อสายบราซิลให้เห็นกับตาสักครั้งว่าเจ็บหนักถึงขั้นแข้งหักเป็น2ท่อนแล้วยังจะเล่นได้เหมือนเอดูดาร์โด้คนเดิมที่เคยยิง 'กระฉูด' เหมือนสมัยยังเล่นให้ดินาโม ซาเกร็บที่กดไป 73ประตูจาก 111 หรือไม่!?

อย่างที่คงทราบผลการแข่งขันไปแล้วอ่านะครับ เกมนี้เจ้า 'ดูดู้' กดไป2ตุงฉลองการคัมแบ็คกลับมาลงสนามอย่างเป็นทางการอีกครั้งในเกมที่อาร์เซนอลต้อนคาร์ดิฟฟ์ไปสบายเท้า 4-0

ถือเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีชจริงๆสำหรับคนที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์สยดสยองอะไรแบบนั้นมา...ภาพเหตุการณ์วันที่หมอนี่โดนมาร์ติน เทยเลอร์ของเบอร์มิงแฮมยันเมื่อวันที่ 23กุมภาพันธ์ปีที่แล้ว หากเป็นนักฟุตบอลราบอื่นที่ใจตุ๊ดหน่อย เชื่อได้เลยครับว่าคงใช้เวลานานเลยละตัดสินใจว่าจะเอาไงกับชีวิตค้าแข้งดี เล่นต่อหรือแขวนเกือกให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดี

แต่นี้กลับมาได้เร็วเกินคาดแถมยิงประตูได้ด้วย คงหาอะไรมาบรรยายการคัมแบ็คครั้งนี้ของ 'ดูดู้' ไม่ได้แล้วละครับนอกจากคำว่า 'The Perfect comback' หรือการกลับมาที่สมบูรณ์แบบที่สุดครั้งนึงในเกมฟุตบอลเลย
อาร์เซนอลถึงตอนนี้ผมเรตพวกเค้าไว้สูงมากนะครับ โอกาสคว้าแชมป์ลีกแม้แทบจะหมดลุ้นไปแล้วแต่โควต้าไปแชมเปี้ยนส์ลีก (อันดับ1-4)หากเล่นได้แบบนี้รับรองไม่หนีหายไปไหน วิลล่าที่ว่าแรงๆก็เถอะ โอกาส 'ปิ๋ว' เยอะมากขอบอก อย่าลืมพวกตอนนี้พวกเค้า 'จิ๊กซอร์เก่า' ที่ขาดหายไปอย่างเอดูอาร์โด้ กลับมาและ'จิ๊กซอร์ใหม่'ขั้นเทพนำเข้าจากรัสเซียนามว่า อังเดร อาร์ชาวิน !!

Friday, 13 February 2009

I'll be back

มรสุมชีวิตเข้า...หยุดเขียนขอเวลาทำใจสักพัก แล้วจะกลับมาครับ สัญญา : )