Sunday, 16 November 2008

อิทธิฤทธิ์ลุงจ่าจบลงที่คราเวน ค็อตเทจ

ฟุตบอลพรีเมียร์ชิพคู่วันเสาร์สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาสี่อรหันต์ ‘บิ๊กโฟร์’ที่ผมคาดหมายไว้ว่าจะพากันเก็บ3คะแนนเต็มกันได้หมดปรากฏว่าดันหลุดคู่อาร์เซนอลVSแอสตันวิลล่าไปเสียฉิบหลังโดนแอสตัน วิลล่าบุกมาหยามถึงถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม2-0โดยงานนี้ลูกทีมของอาร์เซน เวนเกอร์ได้ทิ้งเครื่องหมายเควสชั่นมาร์คตัวโตเรื่อง‘ความสม่ำเสมอ’ให้แฟนบอลได้สังกะสัยกันต่อไปว่าสุดท้ายปีนี้พวกเค้าพร้อมแน่หรือยังกับการไล่ล่าตำแหน่งแชมป์อย่างที่ปากว่า
เกมก่อนที่ป๋อแป๋ๆมาก็เกิดเล่นดีมีชัยเหนือ‘ปีศาจแดง’ของท่านหมื่นเฟอร์กี้ไปได้อย่างแสบสันต์2-1...ถามว่าวันก่อนนู้นฟลุ๊กหรือเปล่าคงบอกได้เต็มปากว่าไม่ แต่ไอ้อาการสามวันดีสี่วันร้ายเนี่ยสิครับบอกตามตรงว่ากลัวเหลือเกินว่าคำว่า ‘พวกเราดี/มีคุณภาพพอจะเป็นแชมป์’จะเป็นแค่คำพูดนักการเมืองของอาร์เซน เวนเกอร์...
ด้านแมนฯยูไนเต็ดยังโชว์ฟอร์มได้สมราคาแชมป์เก่าเมื่อไล่ยำสโต๊คซะจนกลับบ้านแทบไม่ถูกไป 5-0พูลสวัสดิ์ ขณะที่หงส์แดงแรงฤทธิ์ปีนี้ดูสม่ำเสมอกว่าที่แล้วมาบุกไปเชือดโบลตันสบายเท้า2-0 ‘สิงห์ไฮโซ’เชลซีก็เช่นกันยังแสดงให้เห็นว่าเป็นทีมที่ชอบรังแกทีมที่อ่อนชั้นกว่าเมื่อชนะเวสต์บรอมวิชไป3-0(แม้ว่าโจทย์ในเรื่องการเอาชนะทีมที่มีแผงหลังยืนออแกไนซ์กันดีๆยังคงอยู่ก็ตาม)
สำหรับคู่ฟูแล่ม-สเปอร์สที่ผมไปชมติดขอบสนามมาที่คราเวน ค็อตเทจเกมนี้ถือเป็นลอนดอนดาร์บี้แมตช์ครั้งที่3ของตัวเองในซีซั่นนี้ต่อไปจากเกมฟูแล่ม-เวสต์แฮมและอาร์เซนอล-สเปอร์ส
ความน่าสนใจก่อนเกมนี้ก็คือกราฟชะตาชีวิตของทีมเยือนในช่วงหลังที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นภายใต้การคุมทีมของ‘ลุงจ่า’แฮร์รี่ เรดแนปป์ที่ยังไม่พานพบกับความปราชัยเลยตั้งแต่กระโดดเข้ามารับงานในถิ่นไวท์ฮาร์ทเลนส่วนฟูแล่มฟอร์ม3นัดหลังสุดในบ้านก็ถือว่ายอดเยี่ยมกระเทียมเจียวไม่แพ้เลยเช่นกัน

11ผู้เล่นของสเปอร์สที่ถูกส่งลงสนามเกมนี้ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลายตำแหน่งเลยทีเดียวจากชุดคาร์ลิ่ง คัพเมื่อกลางสัปดาห์ก่อน ไมเคิ่ล ดอร์สัน, อลัน ฮัตตัน, แอร่อน เลนน่อล, เจมี่ โอฮาร่า, และสองกองหน้าที่เพิ่งทำผลงานร่วมกันได้ดีอย่างโรมัน พาฟลูเชนโก้&เฟรเซอร์ แคมป์เบลล์ถูกดร็อปไปเป็นสำรองอย่างน่าเสียดายในเกมนี้
อย่างไรก็ดีทีมชุดแรกที่จัดลงมาหากนับนิ้วดูปรากฎว่าเป็นนักเตะเลือดอังกฤษแท้ๆถึง6หน่อ(ไม่นับแกเรธ เบลที่เป็นเด็กเวลส์) ตรงนี้ถือว่าน่าสนใจมากภายใต้ยุคใหม่ของสเปอร์สที่มีเฮดโค้ชเป็นชาวอังกฤษอีกครั้ง (3คนก่อนหน้านี้ฌักส์ ซองตินี่-ฝรั่งเศษ,มาร์ติน โยล-ดัตช์, ฆวนเด้ รามอส-สเปน)

ขณะที่เจ้าถิ่นฟูแล่มมาเต็มสูบหวังจะเก็บ3แต้มให้ได้เช่นกันโดยขุนพลฟูแล่ม4รายอย่างไซม่อน เดวี่ส์ แดนนี่ เมอร์ฟี่ พอล คอนเชสกี้และบ๊อบบี้ ซาโมร่าต่างก็เคยค้าแข้งกับทีมตราไก่ในอดีตแต่โดยรวมถือว่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรโดยเฉพาะบ๊อบบี้ ซาโมร่าที่สอบตกอย่างสิ้นเชิงในถิ่นเดอะเลนซัดไปแค่ประตูเดียวเท่านั้นหลังจากที่เกล็น ฮอดเดิ้ลอุตสาห์ไปลงทุนซื้อตัวมาจากไบรจ์ตันด้วยค่าตัว1.5ล้านปอนด์กลางปี2003

ช่วง 20นาทีแรกของเกมเป็นเจ้าบ้านที่ถือว่าเริ่มต้นออกสตาร์ตได้ดีกว่าเมื่อเน้นบอลเรียดกับพื้นและกดดันสเปอร์สจนหาบอลไม่เจออยู่ช่วงนึงจนกระทั่งเข้านาทีที่21-35เป็นทีของทีมตราไก่บ้างที่เริ่มตั้งหลักได้ดีขึ้นและ‘โมเมนตัม’ในช่วงนั้นหากใครได้ดูอยู่ต้องบอกว่าน่าจะเป็นสเปอร์สที่ออกนำไปก่อนได้จนกระทั่ง...
ลูกโยนกึ่งยิงกึ่งผ่านสุดแสนจะธรรมดาของไซม่อน เดวี่ส์จากทางฝั่งซ้ายของสนาม โจนาธาน วู้ดเกตกระโดดสุดตัวพยายามโหม่งสกัดไว้และบอลตกลงพื้นหนึ่งจังหวะและฮูเรลโญ่ โกเมสน่าจะรับมันเอาไว้ได้ง่ายๆทว่าดันปล่อยบอลปลิ้นเข้าประตูแบบอึ้งกันทั้งสนาม ! 1-0ฟูแล่มนำหน้าตาเฉยทั้งที่เกมช่วงนั้นกำลังถูกกดันอย่างหนักจากสเปอร์ส
เสน่ห์ของเกมฟุตบอลอย่างนึงที่ผมชอบก็คือความผิดพลาดจังหวะเดียวเพียงแค่ช่วงเสี้ยววินาทีก็สามารถเปลี่ยนหน้าตาของเกมได้เลยแต่จังหวะนี้ยอมรับตามตรงครับว่าเวลามันเกิดขึ้นกับทีมรักของคุณแล้วมันเจ็บกระดองใจสิ้นดี พับผ่าเถอะ ! (Y.Y)

หลังจากที่ฟูแล่มออกนำไปได้ในนาทีที่ 35 สเปอร์สก็รวนและหาทางกลับมาสู่ทีมเกมแทบไม่ได้เลยจนครึ่งเวลาหลังแฮร์รี่ เรดแนปป์ต้องเปลี่ยนแปลงทีมอีกด้วยการจัดโรมัน พาฟลิวเชนโก้และแอร่อน เลนน่อลลงมาแทนลูก้า โมดริช (ซึ่งเด่นใช้ได้ทีเดียวแต่ไม่รู้ว่าเจ็บอะไรรึเปล่า) และทอมมี่ ฮัลเดิลสตันที่วันนี้จ่ายบอลเสียค่อนข้างเยอะ

การปรับเปลี่ยนระบบมายืนเป็นหน้าเป้าสองตัวไม่ได้ช่วยอะไรสเปอร์สเท่าไรพราะคู่เซ็นเตอร์ฮาฟของฟูแล่มอย่างเบรเด้ ฮันเกลันด์และแอร่อน ฮิวจ์สเล่นได้โคตรเทพประกบเฮียสากพันล้านดาร์เรน เบนท์ซะจนเป็นไก่ดำสุดเชื่องไปเลยในเกมนี้

เด็กเก่าอย่างบ๊อบ ซาโมร่าและไซม่อน เดวี่ส์ก็ดันทะลึ่งเล่นดีอีก รายแรกตัวใหญ่เก็บบอล+ผ่านบอลสวยๆให้เพื่อนเล่นได้หลายครั้ง นอกจากนี้ยัง‘หักเหลี่ยม’ป่วนเลดลีย์ คิงกัปตันสเปอร์สจนออกลูกเหวอเผลอทำแฮนด์บอลอีกตังหาก ยังดีที่อลัน ไวลี่ย์ตาถั่วไม่เป่าเป็นจุดโทษ

พูดถึงคิงแล้วก็อดสงสารแกไม่ได้จริงๆครับเพราะจากที่ผมสังเกตดูเวลาแกวิ่งหรือเคลื่อนตัวแต่ละทีสีหน้าแกดูไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไรเหมือนกับว่าฝืนลงเล่นทั้งที่หัวเข่ายังเจ็บอยู่ หลายครั้งหลายหนทีเดียวในเกมนี้ที่แอบเห็นเจ้าตัวยืนหอบแดกเหงื่อแตกผลั่กยามที่ทีมเปิดเกมรุกใส่ฟูแล่ม

ใจผมลึกๆแล้วกลัวเหลือเกินว่าเส้นทางการค้าแข้งของคิงอาจจะต้องจบลงเร็ววันนี้หากอะไรๆยังไม่ดีขึ้นมา...และก็จะเป็นเรื่องน่าเสียดายมากต่อทั้งสเปอร์สและทีมชาติอังกฤษหากต้องเสียหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดในประเทศไปก่อนวัยอันควร

ฟูแล่มมาทำให้งานของสเปอร์สหนักอึ้งเป็นสองเท่าเมื่อ‘เอเจ’แอนดี้ จอห์นสันกดเต็มเท้าในกรอบเขตโทษเข้าประตูไปแบบตาข่ายแทบขาด จากนั้นแม้ว่าทีมตราไก่ของผมจะได้ประตูตีไข่แตกในช่วง10นาทีสุดท้ายจากเฟรเซอร์ แคมป์เบลล์ที่ยิงปาดเรียดเข้าไปอย่างเยือกเย็นแต่เวลาที่เหลือยู่นั้นมันช่างน้อยเหลือเกินแม้ว่าซุ้มม้านั่งข้างสนามสตาฟโค้ชของทั้งฟูแล่มและสเปอร์สต่างก็พร้อมใจเป็นฤทธิ์สีดวงนั่งเก้าอี้กันไม่ติดแล้ว ^^
แต่แทนที่สเปอร์สจะบุกกดดันได้กลับเป็นฟูแล่มด้วยซ้ำครับที่น่าจะได้ประตูปิดกล่องเกมนี้หลายครั้งหลายหนโดยเฉพาะลูกกดเต็มเท้าของจิมมี่ บูลลาร์ดจากฟรีคิกระยะประมาณ25หลาที่บอลพุ่งเป็นจรวดจะเสียบเข้าสามเหลี่ยมอยู่แล้วแต่โกล์สุดเอ๋ออย่างโกเมสก็แก้ตัวได้อย่างเหลือเชื่อ !!?

‘ลูกง่ายๆไม่รับแต่ลูกยากเนี่ยเอ็งเสือกเซฟนะ’ ผมอุทานด่านายทวารค่าตัว7.8ล้านปอนด์ที่พึ่งย้ายจากพีเอสวีเสียงดังไปหน่อยจนนักข่าวฝรั่งข้างๆหันมาถาม ‘มีอะไรรึเปล่า?’

ผมหันไปตอบ ‘โน โน น็อตติง’แม้ว่าจริงๆแล้วผมกำลังองค์ลงโกรธเจ้าโกเมสมากที่เป็นสาเหตุให้ปาฏิหารย์ไม่แพ้ใครมา6นัดรวดของลุงจ่าแฮร์รี่ต้องมาจบลงกับทีมที่ไม่สมควรจะแพ้เลยอย่างฟูแล่ม (จริงๆก็อยากเมาท์หาคนระบายอยู่แต่ขี้เกียจอธิบายเป็นภาษาปะกิตอ่ะครับ นึกคำพูดม่ายออก ฮ่า)
แหม อุตสาห์ไม่แพ้ทีมอย่างอาร์เซนอลและลิเวอร์พูลแต่ทะลึ่งแพ้ทีมอย่างฟูแล่ม...
ตลกร้ายสิ้นดีว่ามั้ยฮะ?

Friday, 14 November 2008

สเปอร์สยุคใหม่ไฉไลกว่าเดิม

เดินทางเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อยครับ สำหรับศึกฟุตบอลคาร์ลิ่ง คัพประจำฤดูกาล 2008-2009 ปรากฏว่าทีมที่ประกาศจะคว้าแชมป์ให้ได้ทุกถ้วยในปีนี้อย่าง "สิงห์ไฮโซ" เชลซีกระเด็นตกรอบท่ามกลางความอึ้ง ทึ่ง ไม่มีเสียว แต่เล่นเอาท่านต่อกระเป๋าฉีกกันไปทั้งบาง แถมอ่อนซ้อมจุดโทษพ่ายให้ทีมต่ำชั้น กว่าหลายขุมอย่างเบิร์นลี่ย์ หลังเสมอกันไปในเวลา 1-1 ตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

ขณะที่ "แมวดำ" ซันเดอร์แลนด์ของกุนซือฮาร์ดคอร์อย่างรอย คีน ช่วงนี้ไม่รู้เจออากาศหนาวแล้วเป็นไข้หวัด แมวหรือเปล่าเล่นได้หมูตู้สุดๆ พ่ายให้ทีมชุดผสมตัวจริง / สำรองของแบล็คเบิร์นปราบพยศคาถิ่นสเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ไป 1-2 โดนแฟนตัวเองโห่ไล่หลังจบเกมและจากนี้พนัน 100 บาท แลกขี้หมาก้อนเดียวได้เลยว่าสถานการณ์ เก้าอี้กุนซือของคีนเริ่มเปิดสวิตช์สั่นคลอนอย่างเป็นทางการแล้ว หลังสองซีซั่นที่ผ่านมาถลุงตังค์สโมสรไปเพียบแต่กลับเล่นได้ไม่เอาอ่าวเอาทะเลสักกะนิด

ขณะที่เกมคู่สเปอร์ส VS ลิเวอร์พูลที่ผมนั่งชมเกมอยู่ที่ผับแถวบ้านเนื่องจากโดน Reject โควตาที่นั่งนักข่าวเป็นครั้งที่สองในซีซั่น บอกได้คำเดียวว่าไม่เซอร์ไพรส์ผมสักเท่าไรนัก ทันทีที่เห็นการประกาศตัวผู้เล่น 11 คนแรก ที่จะลงสนาม

จริงอยู่ครับที่เกมนี้สเปอร์สจะพักผู้เล่นตัวหลักที่ฟอร์มดีอย่างดาร์เรน เบนท์ ลูก้า โมดริช เดวิด เบนท์ลีย์ และโจนาธาน วู้ดเกต แต่ลิเวอร์พูลเนี่ยซิครับจัดตัวมาแบบนี้ถือว่าไม่ให้เกียรติอิทธิฤทธิ์ของลุงจ่าแฮร์รี่ "ฮูดินี่" เรดแนปป์แม้แต่น้อย เพราะเล่นส่งชุดสำรองลงเล่นทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าฟอร์มของทีมไก่เดือยทองของผมช่วงนี้นั้นฟอร์มแหล่มได้อีกน้า (นานๆ ได้โม้แบบนี้สักที ขอเหอะ!! อิอิอิ)

ดูจากการจัดตัวของสเปอร์ส ในเกมนี้แล้วมองได้ว่าเรดแนปป์ไม่ได้ประมาท ทีมผู้มาเยือนจากแดนไกลเลยนะครับ เพราะมีแค่ 3 รายเท่านั้น ที่ไม่ใช่พวกขาประจำในทีมชุดใหญ่ อย่างเฟร์เซอร์ แคมป์เบลล์, เจมี่ โอฮาร่า และไมเคิล ดอว์สัน สามดาวเตะเลือดผู้ดีอังกฤษที่เรดแนปป์ ให้โอกาสในการลงเล่นเพื่อ เพิ่มพูนประสบการณ์ที่ยังถือว่าไม่เยอะ ในเกมระดับนี้

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงอย่างนึง ที่ถือว่าน่าสนใจมากในมุมมองของผม ก็คือการมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้ไมเคิล ดอร์สันที่ฟอร์มรูดมโหฬารในช่วง 2 ปีหลัง นับตั้งแต่ย้ายจากน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์มาหากินกับสเปอร์สพร้อมกับเพื่อนซี้ร่างอวบอั๋นอย่างแอนดี้ รีดในปี 2005 ด้วยแพ็กเกจคู่ประมาณ 8 ล้านปอนด์

ช่วงแรกที่ดอว์สันย้ายมาเล้าไก่ใหม่ๆ กองหลังหน้าตาคล้ายเจ้าหนูที่แสดง Home Alone ในภาคแรกๆ โชว์ฟอร์มเข้าคู่ยืนเป็นปราการหลังกับเลดลีย์ คิงได้อย่างแข็งแกร่งสุดๆ จนตำนานหลายคนในถิ่นไวท์ฮาร์ทเลนมองว่านี้แหละคือคู่หูในแนวรับ ที่ทีมตราไก่รอคอยมาแสนนานนับตั้งแต่หมดยุคของโซล แคมป์เบลล์ไป

อนิจจาปีถัดมาหัวเข่าของเลดลีย์ คิงดันเปราะบางไม่สมกับหน้าตา ทำให้ดอร์สันต้องรับผิดชอบภาระในแนวรับเยอะจนเกินอายุที่ยังน้อยนิด เหลือเกินในช่วงนั้นจึงทำให้เจ้าตัวฟอร์มเริ่มหดหาย และเดเมี่ยน โคโมลี่อดีต ผอ.กีฬาของสเปอร์สที่บ้าซื้อกองหลังและแบ็กซ้าย-ขวาเป็นชีวิตจิตใจก็เริ่มมามองหาคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟใหม่ ด้วยการไปถอยยูเนส คาบูล ริคาร์โด้ โรช่าและโจนาธาน วู้ดเกตมาเสริมทีม

นับจากนั้นมาความมั่นใจของดอร์สันก็เริ่มหดหาย และฟอร์มถดถอยอย่างต่อเนื่องแม้จะได้ลงสนามอยู่เรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เจ้าตัวเรียกฟอร์มการเล่นเดิมๆ กลับมาพีกได้อีกเลย จนกระทั่งการเข้ามาของแฮร์รี่ เรดแนปป์เมื่อประมาณ 20 วันก่อน....

ฟอร์มของผู้เล่นสเปอร์สหลาย รายพลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้า โมดริชที่ดูว่าจะสอบตกในบอลอังกฤษก็ดูเทพขึ้นมาดื้อๆ ในช่วงหลัง ทอมมี่ ฮัลเดิลสตันก็กำลังก้าวมาเป็นไมเคิล คาร์ริคเวอร์ชันบึกบึน เพราะจ่ายบอลสั้น-ยาวแม่นได้ใจผมมาก หรือรายของดาร์เรน เบนท์ที่ผมเพิ่งเชียร์ให้ติดทีมชาติอังกฤษ ไปเมื่อวันก่อนก็แปรสภาพ จากสากพันล้านมาเป็นไก่ดำผู้กระหายประตู

ถึงตอนนี้ผมเดาใจเรดแนปป์ว่าคงหมายมั่นจะฟื้นฟูฟอร์มการเล่นเดิมๆ ของดอว์สันให้กลับมาเหนียวแน่นดังเดิมอีกครั้งด้วยการมอบความมั่นใจ ให้สวมปลอกแขนกัปตันทีมในนัดเปิดบ้านถล่มหงส์แดงนัดที่ผ่านมา
หลายคนอาจจะชอบโจนาธาน วู้ดเกตให้จับคู่กัปตันไก่ตัวจริงอย่างเลดลีย์ คิงนะครับ แต่สำหรับผมแล้วขอบอกความลับส่วนตัว (ที่ไม่ลับอีกต่อไป) เลยว่าผมตราตรึงติดใจฟอร์มการเล่นของดอว์สันมาตั้งแต่แรกพบ อารมณ์ประมาณว่า Love at first sight หรือรักแรกพบอย่างงัยอย่างงั้นเลยทีเดียว ^^’

บอกตามตรงครับว่าผมชอบทรรศนะคติ Never say die ของหมอนี่ที่บู๊แบบไม่มีกลัวเจ็บตัว เข้าถึงบอลทุกครั้งแม้บางทีอาจจะโฉ่งฉ่างไปบ้างแต่ความทุ่มเทมีเกิน100 % ให้ทีมเสมอ

เจมี่ คาร์ราเกอร์ หรือ เวส บราวน์แต่แรกเดิมทีที่ก้าวขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ให้ลิเวอร์พูลและแมนฯยูฯใหม่ก็มีแต่ "ความทุ่มเท" นี่แหละเป็นจุดเด่น ทว่าทั้งคู่ก็มักจะพลาดแบบสะเหร่อๆ และเป็นตัวตลกโปกฮาของแฟนบอลทีมอื่นมาตลอด

แต่เดี๋ยวนี้ดูสิครับดู...ทั้งคู่สามารถก้าวเป็นตัวหลักของสองทีมยักษ์ ได้อย่างเต็มภาคภูมิจากการที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้จัดการทีม

ผมภาวนานะครับให้ดอว์สันกลับมาสู่เส้นทางการค้าแข้งที่สดใสอีกครั้ง หลังจากผ่านช่วงที่ยากลำบากในอาชีพนักเตะมาสองฤดูกาลที่ผ่านมา และด้วยวัยกำลังจะย่างเข้า 25 (ในวันที่ 18 พ.ย.ที่จะถึงนี้) ผมคิดว่าไม่แน่เหมือนกัน หมอนี่อาจจะเป็นกัปตันทีมสเปอร์สในอนาคตก็ได้ใครจะไปรู้ (อีกคนที่ผมเชียร์ก็คือทอม ฮัลเดิลสตันครับเพราะดูมีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่ดี ที่สำคัญเป็นนักเตะอังกฤษและอยู่กับทีมมาหลายซีซั่นแล้ว)

สำหรับสองฮีโร่ของสเปอร์สในเกมนี้อย่างเฟร์เซอร์ แคมป์เบลและโรมัน พาฟลูเชนโก้ที่สอยไปคนละ 2 ตุง ก็ถือว่า "สอบผ่าน" สบายในช่วงที่ทั้งทีมกำลังเข้าฝักแบบนี้ และถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่กองหน้าแต่ละรายในทีมยิงประตูกันได้ทุกคนซึ่งตรงนี้จะทำให้ดาร์เรน เบนท์กดดันและเค้นฟอร์มยิงประตูได้ต่อไปเรื่อยๆ

ภาพรวมตอนนี้ถือว่าสเปอร์สดูดีหมดเกือบทุกตำแหน่งครับยกเว้นอย่างเดียว ตำแหน่งนายทวารด่านสุดท้ายนี่แหละ ฮูเรลโญ่ โกเมสนายทวารที่อุตส่าห์ไปถอยมาจากพีเอสวีเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมาผิดพลาดง่ายกว่าพอล โรบินสันอดีตนายประตูคนเดิมซะอีก ก็ไม่รู้ว่าเคราะห์กรรมอะไรนักหนาทีมตราไก่ถึงได้มีปัญหาที่ตำแหน่งประตูไม่จบสิ้นเสียที...

หากเร็วๆ นี้ได้ผมได้มีโอกาสเจอแฮร์รี่ เรดแนปป์ใน Press conference ผมละอยากลองถามลุงจ่าแกดูจังครับว่าสนใจดึงอดีตนายทวารทีมชาติไออย่างชัยยงค์ ขำเปี่ยมไปเป็นหนึ่งในโกล์คีปเปอร์สตาฟฟ์อีกสักคนมั้ยฮะ??!!

Thursday, 13 November 2008

"ยังกันส์" ยิ่งดูยิ่งน่าเชียร์


ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังตกสะเก็ดกระทบกระเทือน ธุรกิจไปทุกแขนงรวมถึงวงการฟุตบอลทั่วโลก เป็นเรื่องที่ดีครับที่เห็นสโมสรอย่างอาร์เซนอล มีนโยบายเตรียมรับมือกับปัญหานี้อย่างจริงจังด้วยการ เน้นการปั้นดาวรุ่งเลือดใหม่มาทดแทนตัวหลัก ที่เริ่มโรยราไปอยู่เรื่อยๆเป็นเวลาร่วม 12 ปี นับตั้งแต่อาร์แซน เวนเกอร์เข้ามารับงานที่ประเทศอังกฤษ


จากยุคของเอียน ไรท์ที่พีกสุดขีดยิงน้ำกระจายจนหลายคนบอกว่าคงหาใคร มาแทนไม่ได้แล้ว เวนเกอร์ก็ปั้นดาวรุ่งโนเนมอย่างนิโกลาส์ อเนลก้าจนดังเป็นพลุแตกก่อนขายไปให้เรอัล มาดริดด้วยกำไรมหาศาล (ซื้อมาเพียง 500,000 ปล่อยไป 22 ล้านปอนด์)

จากนั้นก็เซ้งอองรีที่ตกอับกับตำแหน่งปีกซ้ายใน อิตาลีมาจากยูเวนตุสและดันขึ้นเป็นเล่นกองหน้าจนภายหลัง "คิงอองรี" สถาปนาตัวเองจนเป็นหนึ่งในกองหน้าที่น่าเกรงขาม ที่สุดในโลกอยู่ช่วงนึงก่อนวัยแตะหลัก 30 และได้ย้ายไปหากินที่สเปนเหมือนในเคสของอเนลก้า รายนี้แม้จะไม่ได้กำไร มหาศาลเท่าแต่ผลงานที่พี่ห้อยฝากไว้นั้นถือว่าคุ้มเกินคุ้ม

กองกลางก็เช่นกันหมดจากยุคเรืองรองของมาร์ก โอเวอร์มาร์ส,เอ็มมานูเอล เปอตีต์,ปาทริค วิเอร่า และเฟรดริก ยุงเบิร์ก แดนกลางอาร์เซนอลก็ถ่ายเลือดและเปลี่ยนหน้าตาไปหลายครั้งหลายคราจนตอนนี้ก็ได้สูตรผสมที่ลงตัวอย่าง ซามีร์ นาสรี่,เชสก์ ฟาเบรกาส,เดนิลสัน และธีโอ วัลคอตต์ ซึ่งแม้ยังบลัดชุดนี้จะยังไม่ประสบความ สำเร็จแบบเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ Potential หรือศักยภาพที่จะไปถึงจุดนั้นหากมอง แบบไม่มีอคติคงต้องยอมรับว่าขุนพล ชุดนี้มีคุณภาพพอแน่นอนที่จะพาทีมเป็น แชมป์รายการใหญ่อย่างพรีเมียร์ชิพ,แชมเปี้ยนส์ลีก หรือเอฟเอ คัพ เพียงแต่ต้องรักษาสมาธิและความสม่ำเสมอ ให้คงเส้นคงวามากกว่าที่เป็นที่อยู่

ขณะที่รายการคาร์ลิ่ง คัพหรือถ้วย "มิกกี้เมาส์" ของทีมใหญ่และเป็นถ้วยลูกเมียน้อยของทีมระดับกลาง (เนื่องจากถ้วยหลักคงเน้นเอฟเอ คัพเพราะดูมีคุณค่ามากกว่า) ทำให้บอลรายการนี้ดูเหมือนจะหมดสนุกไป โดยปริยายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ปีนี้ก็เช่นกันแม้ว่าบิ๊กโฟร์ยังอยู่กันครบในรอบ 16 ทีมสุดท้ายแต่จากที่ดูการจัดตัวในรอบที่ผ่านๆ มาคงต้องบอกว่ามีเพียงเชลซีทีมเดียว ที่ส่งผู้เล่นดูเหมือนจะเน้นหน่อยกับบอลรายการนี้ หลังบิ๊กฟิล สโคลารี่ประกาศเสียงดังฟังชัดว่าขอกวาดทุกถ้วยที่ลงเตะ

"ปิศาจแดง" แมนฯยูไนเต็ดนั้นเกือบเอาตัวไม่รอดในการลงเล่นกับ "ทหารเสือราชินี" ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์อดีตทีมดังชนะหืดจับได้เพียง 1-0 จากลูกจุดโทษในนาทีที่ 76 ของคาร์ลอส เตเบซ

ขณะที่อาร์เซนอลในถ้วยใบนี้อาร์แซน เวนเกอร์ผู้หลงรักเด็กหนุ่มเป็นชีวิตจิตใจ (จนคนเอาไปแซวว่าเป็นเกย์จากท่าทางที่นุ่มนวลและสุภาพผิดผู้ชาย^^)

ก็ยืนหยัดนโยบายเดิมด้วยการจัดเด็กนรก ชุดนี้ลงสนามอย่างต่อเนื่องเช่นเคยหลัง จากรอบที่แล้วโชว์ผลงานอลังการงานสร้างยิงทีม"ดาบคู่" เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดไป 6-0
เกมนี้เด็กยังกันส์ได้ลงเล่นในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมซึ่งจุผู้ชมได้กว่า 60,000 ที่นั่งก็ไม่มีอาการลนลานหรือ "ตื่นคน" ให้เห็นแม้แต่น้อย นับเป็นเรื่องแปลกแต่จริงครับที่เด็กดาวรุ่งบางคนอย่างแจ็ค วิลเชียร์ (16 ขวบ) หรือแอร่อน แรมซีย์ (17 ขวบ) กลับเล่นได้นิ่งกว่าผู้ใหญ่หลายคนในพรีเมียร์ชิพเสียอีก

ผมจำได้ว่าสมัยตัวเองอายุ 16-17 เท่าสองคนนี้แข่งบอลกีฬาสีในโรงเรียนพอเข้ารอบลึก ๆ แต่ละทีนั้น ทั้งสั่น เขิน เกร็ง เดินไปฉี่สองสามรอบได้ก่อนจะลงสนามแต่ ละทีทั้งที่คนดูก็ไม่ได้เยอะอะไรเลยหากเทียบกับสนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม! : p

ฉะนั้นจึงขอซูฮกความนิ่งเกินพิกัดของทั้งเจ้าหนูวิลเชียร์และแรมซีย์จริงๆครับ ที่นอกจากจะดูไม่ประหม่าแล้วยังผลิตผลงานได้แหล่มสุด ๆ โดยเฉพาะรายแรกแจ็ค วิลเชียร์ที่หลายคนนำเค้าไปเปรียบเทียบกับเชสก์ ฟาเบรกาสจอมทัพรุ่นพี่ในทีม เพราะมีคุณสมบัติหลายอย่างที่คล้ายคลึงกันทั้งลูกจ่ายคิลเลอร์พาสที่เด็ดขาดและ พรสวรรค์ที่ดูแววแล้วอีกไม่นานหนุ่มแจ็คดังเป็นพลุแตกแน่นอน

ขณะที่รายของคาร์ลอส เบล่าหัวหอกชาวเม็กซิกันวัย 19 ปีคงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณให้เสียเวลา เพราะแฮตทริกในเกมกับเชฟฯยูฯและลูกชิพสุดงามในเกมนี้น่าตอกย้ำให้เวนเกอร์ เห็นชัดเจนครับว่าหมอนี่พร้อมแล้วที่ก้าวขึ้นไปเป็น "ไพ่เด็ด" ให้แนวรุกอาร์เซนอลหากว่าวันไหนเกมรุกตื้อไป หรือต้องการมิติใหม่ในแนวรุกเพราะสไตล์หมอนี่ออกแนวโฮเซ่ เรเยสที่ยืนได้ทั้งทางริมเส้นหรือจะโยกไปยืนหน้าเป้าก็ไม่น่าเกลียด

สกอร์ไลน์ 3-0 ที่สอนบอลผู้ใหญ่อย่างวีแกนไปในเกมนี้นอกจากจะทำให้พวกเค้าถูกยกให้เป็นตัวเต็งแชมป์คาร์ลิ่ง คัพรองจากเชลซีในปีนี้ไปอย่างไร้ข้อกังขาแล้ว ยังมีสัญญาณดีๆหลายอย่างว่าปีนี้เราอาจได้เห็นผลผลิตของเด็กนรกชุดนี้ก้าว ขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมอย่างที่เดนิลสัน มิดฟิลด์ชาวแซมบ้าทำสำเร็จในซีซั่นนี้ก็เป็นได้

นี่ล่าสุดโทมัส โรซิคกี้เพิ่งจะผ่าตัดไปอีกรอบและคงต้องพักยาวไปอีกสักระยะ เอดูอาร์โด้ ดา ซิลวาก็ยังต้องใช้เวลาเรียกความฟิตกลับมา หรือหากอาร์เซนอลเกิดทะลึ่งมีตัวเจ็บหรือแบนเพิ่มขึ้นมาในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน

เมื่อถึงเวลานั้นหากเวนเกอร์ยังรักษาอุดมการณ์ของตัวเองด้วยการไม่ซื้อใครเข้ามาเสริมในช่วงปีใหม่นี้ เราก็จะได้เห็นกันละครับว่าแข้งยังกันส์ชุดนี้จะตอบแทนความไว้เนื้อเชื่อใจที่ "ป๋าดัน" ของพวกเค้ามอบให้ได้มากน้อยขนาดไหน...

Wednesday, 12 November 2008

เบนท์จะพาไก่กะต๊ากเหนือหงส์!


หลังย้ายจากชาร์ลตันมาสเปอร์สด้วยค่าตัว แพงระยิบกว่า 16.5 ล้านปอนด์ ในที่สุดดาร์เรน เบนท์ก็เริ่มตอบแทน "ความคุ้มค่า" ให้แฟนบอลไก่เดือยทองได้มีรอยยิ้ม กันบ้างแล้วนะครับ
หลายคนอาจมองว่าเครื่อง ร้อนช้าไปรึเปล่า ? แต่ตอนนี้ผมขอเลือก คิดตามทฤษฎีของการหมักเหล้า ที่ว่าถ้าคุณอยากได้เหล้ารสดีและ กลมกล่อมก็ต้องบ่ม กันนานหน่อย... ฉันใดก็ฉันนั้นถ้าอยากได้ไก่ดำรสชาติเยี่ยมยิ่งอร่อยเหาะ แบบเบนท์มันก็ต้องรอกันเป็นธรรมดาถูกมั้ยครับ ?!! ^^

จำได้ว่าครั้งนึงพงศาวดารลูกหนังอังกฤษก็เคยมีแอนดี้ โคลเป็นต้นตำหรับ "สากกระเบือ" จอมถล่มประตูที่แฟนบอลเห็นแล้วเป็น ร้องยี้เพราะเฮียแกมักจะยิงนกตกปลาเป็นว่าเล่น

แต่โคลก็เป็นราชันแห่งสากที่มีผลงานการยิงประตูถึง 187 ประตู ในลีกเป็นอันดับสองของสถิติยิงประตูตลอดกาลของพรีเมียร์ชิพ เป็นรองก็แค่ดาวยิงค้างฟ้าอย่างอลัน เชียเรอร์ที่สอยไปทั้งสิ้น 261 ประตู เท่านั้น

วันนี้ "คิงโคล" ในวัย 37 ปี ได้ยุติเส้นทางการเป็น สากเลี่ยมทองอย่างเป็นทางการแล้วหลัง ประกาศแขวนสตั๊ดเลิกเล่นหลังโดนโคลิน คัลเดอร์วูด (อดีตกองหลังของสเปอร์ส) ผู้จัดการทีมน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ขอยกเลิกสัญญาแบบหักดิบไปเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

การจบอาชีพค้าแข้งแบบไม่ค่อยสวยหรูของโคลอ่านแล้วก็รู้สึกเห็นใจ+เสียดายไม่น้อยครับ ที่จากนี้อดีตฮีโร่ของทีมปิศาจแดงจะไม่ได้ลงวาดลวดลายและเรียกเสียงฮาจากแฟนๆ อีกต่อไปแล้ว
บรรทัดนี้ก็ขอขอบคุณ +สั่งลา "คิงโคล" จากใจจริงนะครับที่อยู่เป็นสีสันของวงการฟุตบอลอังกฤษมาอย่างยาวนาน

ทีนี้เมื่อเจ้าพ่อแห่งสถาบันสากเลี่ยมทองได้อำลาวงการไป ผมมองดูแล้วทายาทอสูรที่เหมาะสม ทั้งเรื่องสีผิวและสไตล์การเล่นที่คล้ายคลึงก็มีแต่กระทาชายนามว่า ดาร์เรน เบนท์เท่านั้นครับที่สมควรจะได้รับตำแหน่งที่ว่านี้ไปครอง การยืนหาตำแหน่ง, สัญชาตญาณในกรอบเขตโทษรวมถึงความไวคือ สิ่งที่เบนท์และคิงโคลมีซ่อนอยู่ในตัวเหมือนๆ กัน

หากแต่ว่าเมื่อไรก็ตามที่ทั้งคู่ขาดการสนับสนุนที่ดีจากผู้จัดการทีม สองคนนี้ก็จะเป็นแค่สากกระเบือไร้ค่าที่เหมาะแก่การตำน้ำพริกกินเท่านั้น ฉะนั้น "ศักยภาพ" ที่มีอยู่ในตัว กุนซือที่เก่งและเจ๋งจริงเท่านั้นครับที่จะดึงมันออกมาใช้ได้ แฮร์รี่ เรดแนปป์และเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันคือสองคนที่ว่า...เพราะมอบความไว้วางใจ ให้เบนท์และโคลโดยไม่สนว่าคนอื่นจะคิดยังไง

สมัยที่ฆวนเด้ รามอสยังอยู่เบนท์เป็นเพียง หัวหอกตัวเลือกอันดับสุดท้ายรองจาก ดิมี่ เบอร์บาตอฟ,ร็อบบี้ คีน และเจอร์เมน เดโฟมาโดยตลอด จนกระทั่งสามรายข้างต้นย้ายออกไป ฆวนเด้ รามอสก็ไม่เคยที่จะแสดงความเชื่อมั่นในตัว "ไก่ดำ" รายนี้แต่อย่างใดเพราะกุนซือเลือดสเปนพยายามอย่างหนักในการหาหัวหอกมีระดับมาทดแทน การขาดหายไปราวว่าเบนท์ไม่ดีพอในตำแหน่งนี้

เมื่อตัวผู้จัดการทีมเองยังไม่ได้มั่นใจใน ตัวลูกทีมและ เข็นลงสนามไปเพียงเพราะไม่มีทางเลือกอื่น ผลงานและความมั่นใจของนักเตะมันก็ชัดเจนอย่างที่เราเห็นนะ ครับว่าเบนท์ช่วงต้นฤดูกาลเล่น ได้ซังกะตายดูไร้พิษสงสิ้นดี

กลับกันเมื่อเรดแนปป์เข้ามา ฟอร์มการถล่มประตูของเบนท์และสเปอร์สกลับ พุ่งดิ่งขึ้นเป็นเส้นขนานไปพร้อมกันได้อย่างน่าแปลกใจ ล่าสุดการสอยไปทั้งสิ้น 11 ประตู ทุกรายการทำให้หลายฝ่ายเริ่มกลับมาพูดเรื่องความเป็นไปได้ของเบนท์กับทีมชาติอังกฤษอีกครั้ง

ครับ เกมคาร์ลิ่ง คัพรอบ 4 ที่สเปอร์สจะลงดวลกับลิเวอร์พูลคืนนี้เป็นครั้งที่สองในรอบไม่ถึงสองอาทิตย์ ฟาบิโอ คาเปลโล่จะเข้ามานั่งชมเกมด้วยเพื่อดูฟอร์มของนักเตะ สัญชาติอังกฤษในทีมไก่เดือยทอง ที่ตุนเอาไว้หลายหน่อ ทั้งเดวิด เบนท์ลีย์, โจนาธาน วู้ดเกต, ทอม ฮัดเดิลสตัน, เจอร์เมน จีนาส และแอร่อน เลนน่อน เพื่อทำการคัดตัวครั้งสุดท้ายก่อนการประกาศรายชื่อ ที่จะลงเตะนัดกระชับมิตร กับเยอรมนีในวันพุธหน้า (19 พ.ย.)

สำหรับความเห็นของผมก่อนเกมคืนนี้ สเปอร์สซึ่งมีศักดิ์เป็นแชมป์เก่า อยู่คงจัดตัวผู้เล่นชุดใหญ่ลงแบบเต็มสูบ + พวกแข้งดีกรีทีมชาติอังกฤษคงต้อง พยายามโชว์ฟอร์มให้ดีเพื่อโอกาสลุ้นติดทีมชาติ
ตรงกันข้ามกับฝั่งหงส์แดงที่มีข่าวว่า อาจจะพักสตีเฟ่น เจอร์ราร์ดและอาจยังไม่เสี่ยงให้เฟร์นานโด ตอร์เรสลงสนามซึ่งนั้นจะทำให้ทีมเยือนอ่อนยวบไปเยอะ

ซึ่งหากข่าวที่ออกมา ชัวร์ไม่มั่วนิ่ม คืนนี้แฟนไก่เตรียมเฮดังๆ ได้เลยครับ!

Sunday, 9 November 2008

เกาะขอบสนามเกมอาร์เซนอล-แมนฯยูฯ : กับอีกวันที่เวนเกอร์ชนะเสียงวิจารณ์จาก‘สื่อ’



วันเสาร์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปชม ‘บิ๊กเกม’อย่างอาร์เซนอล VS แมนฯยูไนเต็ดถึงสนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมมาครับ : )

จะว่าไปแล้วเกมนี้ถือเป็นGame of the seasonกลายๆเลยก็คงไม่ผิดเพราะหากอาร์เซนอลเกิดพลาดพลั้งเสียทีต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในบ้านตัวเองครั้งนี้ พวกเค้าอาจจะหลุดจากวงโคจรการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ชิพตั้งแต่ไก่โห่เลยก็เป็นได้

ก่อนเกมนี้อย่างที่ทราบกันว่าพลพรรคปืนโตกำลังพบเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากและกดดันสุดๆหลังจากควานหาชัยชนะไม่เจอมา3นัดติด...ความเชื่อมั่นทั้งจากสื่อและแฟนบอลที่มีต่ออาร์เซน เวนเกอร์เริ่มมีเสียงวิจารณ์เล็ดลอดออกมาให้เราเห็นกันบ้างตามหน้าหนังสือพิมพ์หรืออินเตอร์เนต

ทั้งเรื่องสไตล์บอลที่สวยงามแต่ขาดความหนักหน่วง อาการจิตตกของเวนเกอร์ที่ออกมาคอมเมนท์เรื่องนักเตะทีมอื่นจ้องจะทำร้ายลูกทีมของเค้าอย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์กับโทนี่ พูลิสกุนซือสโต๊คหรือนโยบาย‘อยู่แบบพอเพียง’ของเวนเกอร์ที่เน้นการปั้นดาวรุ่งไม่ค่อยจะทุ่มเงินซื้อความสำเร็จสักเท่าไรจนหลายคนรวมทั้งผมเองเริ่มมองเห็นสัญญานอันตรายเกรงว่าอาร์เซนอลจะไปไม่ถึงฝั่งฝาอีกครั้งนึงในปีนี้

ก่อนเกมนี้กับแมนฯยูไนเต็ดหลายฝ่ายเชื่อว่าอย่างเก่งอาร์เซนอลคงทำได้แค่เสมอเนื่องจากจากการขาดหายไปของตัวหลักอย่างเอ็มมานูเอล อเดบายอร์ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่สองกองหน้าตัวความหวังของทีม ส่วนพวก ซิลแวสต์, กัลลาส, ซานญ่าและธีโอ วัลค็อตต์ก็ต้องรอทดสอบความฟิตกันจนถึงนาทีสุดท้ายก่อนจะโชคดีมีโอกาสได้ลงสนาม
เกมนี้อาร์เซนอลลงเล่นแบบในระบบ 4-5-1ห้อยกองหน้าร่างโย่งอย่างนิคลาส เบนด์ทเนอร์ไว้เป็นหน้าเป้าเพียงคนเดียวโดยกองกลางตัวกลางยืนเป็นสามเหลี่ยมไดมอนด์มีเชสก์ ฟาเบรกาสและอาบู ดิอาบี้ยืนสูงหน่อยและให้เดนิลสันยืนเป็นโฮลดิ้งมิดฟิลด์อยู่หน้าแบ็คโฟร์คอยทำหน้าที่เชื่อมเกมจากหน้าไปหลัง

ขณะที่ทีมเยือนอย่างแมนฯยูไนเต็ดความมั่นใจกำลังดีมีสามตัวรุกอย่างดิมี่ เบอร์บาตอฟ, เวยน์ รูนี่ย์และคริสติอาโน่ โรนัลโด้ เป็นตัวชูโรงเช่นเคย

เกมเริ่มต้นด้วยความสูสีและเปิดเกมรุกใส่กันแบบไม่มีกั๊กสมเป็นกับการรอคอยของหลายๆคนครับแมนฯยูไนเต็ดเกมนี้โอกาสนั้นมีจะแจ้งอยู่สองสามถึงครั้งที่ควรจะเป็นประตูแต่ก็ทำกันไม่ได้ นัยว่าสวรรค์จะยังไม่ต้องการให้อาร์เซนอลหลุดจากโอกาสลุ้นแชมป์...

เวยน์ รูนีย์ที่ก่อนหน้านี้ยิงเป็นหายเกมนี้ดูเหมือนลืมพกเรดาห์ไว้ที่รองเท้าขนาดได้โอกาสยิงโล่งในกรอบเขตโทษกลับซัดข้ามคาน ขณะที่โรนัลโด้ที่เกมนี้ดูค่อนข้างเงียบได้โอกาสจากการครอสบอลของปาร์ค จี ซุงก็อัดหลุดกรอบหน้าตาเฉย

หรือจังหวะที่กาแอล คลิชี่แฮนด์บอลค่อนข้างชัดเจน กรรมการในเกมนี้อย่างฮาวเวิร์ด เว็บบ์ก็ดันโดนบังมองไม่เห็นเสียอย่างนั้น !?

นั้นคือความผิดพลาดในแนวรุกของแมนฯยูฯที่เกมนี้ขาดความเฉียบคมไปพอสมควร ขณะที่เกมรับการใส่ชื่อแกรี่ เนวิลล์กัปตันทีมในตำแหน่งแบ็คขวาดูตามไลน์อัพ + ชื่อเสียงเก่าๆที่สะสมมาถือว่าดูดีทีเดียว ผิดกับ ‘เรื่องจริง’ที่เกิดขึ้นในเกมนี้ การโดนซามีร์ นาสรี่ปีกซ้ายเจ้าบ้านที่คล่องและไวกว่าเยอะพาทัวร์และหลอกล่อจนเสียผู้ใหญ่ไปหลายครั้งหลายหนทีเดียวในเกม

สุดท้ายเฟอร์กี้คงทนไม่ได้เพราะโดนบุกทางขวาเยอะเหลือเกินจึงจัดการถอดลูกรักกัปตันทีมออกแล้วใส่เลือดใหม่อนาคตไหลอย่างราฟาเอล ดา ซิลวาลงไปแทนซึ่งจากนั้นเกมฝั่งขวาของแมนฯยูฯดูคึกคักขึ้นเยอะและสุดท้ายก็ยิงประตูตีไข่แตกให้ทีมได้ด้วยในช่วงนาทีสุดท้ายของเกม

ประตูนี้ของราฟาเอลตอกย้ำชัดเจนครับว่าวันเวลาของเนวิลล์ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดได้เริ่มนับถอยหลังอย่างเป็นทางการแล้ว...

กลับมาพูดถึงอาร์เซนอลผู้ชนะในเกมนี้กันต่อ จริงอยู่ที่เกมนี้พวกเค้าสามารถตอบโจทย์ข้อสงสัยที่ว่าพวกเค้ามีดีพอหรือยังสำหรับการลุ้นแชมป์ในปีนี้ได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจนด้วยการปราบยอดทีมอย่างแมนฯยูไนเต็ดได้สำเร็จทั้งที่สภาพทีมพิกลพิการแบบนี้ก็ขอชื่นชม‘ทีเด็ด’ของซามีร์ นาสรี่ซึ่เทพจริงๆเกมนี้กดไป2ตุงดูแล้วเพลินตาคล้ายโรแบร์ ปิแรสผสมกับอเล็กซ์ คเล็บชะมัด !

อย่างไรก็ดีเกมนี้คู่แข่งของพวกเค้าไม่ได้เปิดตำรามหาอุตเนื่องจากทีมผีแดงเป็นทีมที่เน้นเกมรุกเหมือนๆกัน อีกทั้งไมเคิ่ล คาร์ริค แอนเดอร์สันก็เป็นนักบอลประเภทชั้นเชิงและไม่ใช่ตัวตัดเกมโดยธรรมชาติ เกมจึงค่อนข้างเปิดและเข้าทางอาร์เซนอล

แต่ถ้าวันใดที่พวกเค้าต้องเจอทีมที่บ้าพลังหรือเล่นบอลเข้าถึงลูกถึงคนและเน้นตั้งรับซิครับผมยังเป็นห่วงอาร์เซนอลชุดนี้อยู่ไม่น้อยว่าจะทำแต้มหลุดมืออีกรึเปล่า ?

เอาละครับไม่อยากวิจารณ์มากเดี๋ยวต้องรอดูกันต่อไปดีกว่าว่าพวกเค้าจะตอบโจทย์ตรงนี้ของผมได้มั้ย เอาเป็นว่าเกมนี้เก็บ3คะแนนเต็มได้และยังรักษาโอกาสลุ้นแชมป์อยู่เมื่อห่างจากลิเวอร์พูลจ่าฝูงอยู่6คะแนนเช่นเดิมก็ถือว่าทำผลงานได้เข้าเป้าของเวนเกอร์แล้วในเกมนี้เพราะชนะทั้งแมนฯยูฯของเฟอร์กี้และกลบเสียงวิจารณ์จากสื่ออังกฤษที่กำลังจ้องจะเล่นงานได้สำเร็จ...

Friday, 7 November 2008

อาร์แซน เวนเกอร์...เมื่อนโยบายกลับมาทำร้ายตัวเอง

พิลึกดีครับที่จู่ๆสี่อรหันต์ "บิ๊กโฟร์" ก็พร้อมใจกันไม่ชนะโดยมิได้นัดหมาย ในศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อคืนวันอังคารและพุธที่ผ่านมา... เชลซีฟอร์มในลีกอย่างเทพหยิ่งทะนง เกินไปจึงพ่ายต่อโรม่าที่ความมุ่งมั่นสูงกว่าไป 3-1 ลิเวอร์พูลไม่แพ้อย่างเหลือเชื่อหลังได้จุดโทษ กังขา + ตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งว่าการขาดเฟร์นานโด ตอร์เรสไปเหมือนขาดใจ

ส่วนคู่ดึกวันพุธที่ผ่านมาอาร์เซนอลและ แมนฯยูไนเต็ด ที่ทรงก่อนแข่งดูแล้วเหนือกว่าคู่แข่ง ค่อนข้างเยอะ แต่พอเอาเข้าจริงต่างก็ทำได้แค่เสมอ

อาร์เซนอลอาจดูว่าขาด "เทพีแห่งโชค" ที่โหมบุกตามสไตล์เกือบทั้งเกมแต่โดน "ทีเด็ด" ชายชื่อโวลคาน เดมิเรลนายทวารด่านสุดท้ายของเฟเนอร์บาห์เช่ ซึ่งเกมนี้ผีตุ๊กแกเข้าสิงห์เซฟเหนียวแน่นหนึบ ได้อีกจนช่วงท้ายเกมแข้งปืนโตถึงกับโนไอเดียที่จะเจาะไข่แดงผู้มาเยือน

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ของกลุ่ม G นั้นลูกทีมของอาร์แซน เวนเกอร์ยังถือว่าอุ่นใจได้เมื่อยังคงเป็นจ่าฝูงอยู่แข่ง 4 นัดมี 8 แต้มทิ้งช่องว่างกับทีมอันดับสองอย่างเอฟซี ปอร์โต้อยู่ 2 คะแนน และอีก2นัดที่เหลือ (เจอดินาโม เคียฟและปอร์โต้) ต้องการชนะอีกเพียงนัดเดียวก็จะการันตีการเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแน่นอนแล้ว
แต่สิ่งนึงที่น่าหนักใจแทนเวนเกอร์และ แฟนอาร์เซนอลก็คือการที่ทีมไม่ชนะมา 3 นัดติดซึ่งแน่นอนว่าตรงนี้จะย่อมส่งผลกับสภาพจิตใจของนักเตะแน่นอน

เกมกับสเปอร์สนำอยู่ 4-2 จนจะจบเกมอยู่แล้วสุดท้ายเสมอไป4-4เพราะแนวรับสมาธิหลุด เกมถัดมาเจอสโต๊คเช่นเคยปัญหาอยู่ที่แนวรับไม่สามารถรับมือกับ "ลูกทุ่มปลิดวิญญาณ" ของรอรี่ ดีแลปได้จึงพ่ายไปแบบช็อกโลก 1-2 โดยจบเกมก็อ้างซ้ายอ้างขวาว่านักเตะ โดนจ้องจะเล่นงานอยู่เรื่อยจนภายหลังกลายเป็น "ประเด็น" ลุกลามใหญ่โต ล่าสุดทำได้แค่เสมอก็อ้างเรื่อง "ความสด" ของนักเตะที่ต้องตรากตรำลงบรรเลงแข้ง 3 เกมในรอบ 7 วัน...

เวนเกอร์กำลังจิตตก? ครับ ผมกำลังมองว่าทัศนคติของขงเบ้งเลือด น้ำหอมช่วงนี้มองอะไรก็ดูเลวร้ายและ "เนกาทีฟ" เกินไปหน่อยเนื่องจากทีมอื่นที่เค้าลงเตะกัน ก็ไม่เห็นจะบ่นอุบอิบเหมือนอาร์เซนอล

เชลซีแพ้ก็จริงแต่สโคลารี่โทษความผิดพลาดนักเตะตัวเอง ราฟา เบนิเตซก็ไม่ได้โวยวายซ้ำยังบอกพอใจกับหนึ่งคะแนน ขณะที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันซ์ช่วงนี้ชิลมากเอ่ยปากชมสปิริต ของลูกทีมที่ไม่ย่อท้อไล่ตีเสมอเซลติกในช่วงท้ายเกมได้

จะเห็นได้ว่าสามบรมกุนซือข้างต้นไม่ได้โทษ "ปัจจัยภายนอก" มากนัก

ขณะที่เวนเกอร์อ้างเรื่องกรรมการไม่แฟร์ กับอาร์เซนอลหรือโปรแกรมเตะถี่ยิบทำให้นักเตะไม่สด ผมเองมองว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากนโยบาย "ปั้นดินให้เป็นดาว" และไม่ยอมเสริมทีมให้พร้อมรับมือกับปัญหา ผู้เล่นบาดเจ็บ+เหนื่อยล้าระหว่างซีซั่น ได้ย้อนกลับมาทำร้ายพวกเค้าเองไม่ใช่หรอ ?

ผมจำได้ว่าบอร์ดบริหาร อาร์เซนอลไม่ได้ห้ามหากอาร์แซน เวนเกอร์จะซื้อนักเตะคุณภาพดี สักคนสองคนมาทำให้ทีมไม่สะดุดยามที่นักเตะ ตัวหลักต้องเจอกับอาการบาดเจ็บซึ่งเป็น เรื่องที่มิอาจหลีกพ้นอยู่แล้วในเกมฟุตบอล

หากแต่เวนเกอร์เองบางทีหัวดื้อและยึด ติดกับนโยบายของตัวเองจนเกินไป ไม่ได้มีความยืดหยุ่นไปตามโลก ฟุตบอลสมัยใหม่ที่หลายครั้งเงินก็พิสูจน์ ให้เห็นว่าสามารถซื้อความสำเร็จ ได้อย่างที่เชลซีแสดงให้เห็นไปแล้ว หรือแมนฯซิตี้กับสเปอร์สก็กำลังพยายามอัพเกรด ตัวเองให้เป็นทีมชั้นนำในลีก

ผมไม่เถียงนะครับว่านโยบายของเวนเกอร์เป็น แนวทางของทำทีมฟุตบอลในอุดมคติของใครหลายคน และจะส่งผลดีให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่ออุตสาหกรรมฟุตบอลถึงคราวต้องพบกับ ภาวะเงินฝืดในระบบที่จะเกิดขึ้นแน่นอนจากเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาเพิ่มขึ้นทุกวัน

แต่ในช่วงที่บอร์ดยังมีเงินให้ช็อปและ ถ้าอาร์เซนอลต้องการจะประสบความสำเร็จแบบเป็น "รูปธรรม" บ้างไม่ใช่เฉียดไปเฉียดมากับตำแหน่งแชมป์อยู่แบบนี้ เห็นทีเปิดตลาดเดือนมกราคมนี้เวนเกอร์ต้องลงมือทำอะไรสักอย่างแล้วละครับ

Thursday, 6 November 2008

หงส์แดง...กับอีกนัดที่โกงความตายได้สำเร็จ


ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกคืนวันอังคารที่ผ่านมา ผลงานของสองทีมใหญ่จากเกาะอังกฤษอย่างเชลซีและลิเวอร์พูลถือว่า "สอบตก" กันเรียบวุธ...


สิงห์ไฮโซโดนเผาเครื่องไป 3-1 ทั้งที่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งโชว์ฟอร์มเยี่ยมไล่อัดซันเดอร์แลนด์ไป 5-0 ส่วน "หงส์แดง" ลิเวอร์พูลโกงความตายเป็นครั้งที่เท่าไหร่จำไม่ได้แต่บอกได้คำเดียวว่าผลงานน่าผิดหวังเหลือเกิน

ลังเลอยู่สักพักว่าจะชมคู่ไหนดี เพราะเชลซีก็น่าสนใจในการออกไปเป็นทีมเยือนแต่การที่เพิ่งจะเห็นฟอร์ม พวกเค้ามาจากการไปชมเกมสดถึงขอบสนามมาเมื่อวันเสาร์ทำให้หลงคิดว่าน่าจะเก็บได้อย่างน้อย 1 คะแนนในการเจอโรม่าที่ฟอร์มบู่ได้อีกแพ้มา 5 นัดรวด และลูชาโน่ สปัลเล็ตติก็มีสภาพเป็น Dead Man Walking ไม่รู้ชะตากรรมว่าจะโดนปลดเมื่อไร

แต่ทว่าด้วยสถานการณ์ที่บีบคั้นกลับทำให้พวกเค้าโชว์ฟอร์มได้ตามมาตรฐานของตัวเองอีกครั้ง ส่วนเชลซีนัยนึงก็มองได้ว่าพวกเค้าตกเป็นเหยื่อของความประมาท ของตัวเองหลังจากพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยมก่อนเกมนี้ โดยหนึ่งวันก่อนแข่งก็มีข่าวเล็ดลอดมาจากแคมป์เชลซีว่าบิ๊กฟิล สโคลารี่มั่นใจถึงขนาดที่ว่าเชลซีจะเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ ลีกซีซั่นนี้และอยากจะขอจองโรงแรม Cavalieri Hilton ที่กรุงโรมไว้ให้ทีมล่วงหน้าเลยด้วยซ้ำ

หากเล่นได้แค่นี้...สงสัยค่าจองโรงแรมจะเสียฟรีนะครับบิ๊กฟิล!

ส่วนเกมคู่หงส์แดงปะทะทีมตราหมีที่ผมเลือกชมอยู่ทางช่อง ITV1 (ฟรีทีวีของที่นี่) บทสรุปก็ออกมาอย่างที่เห็นลิเวอร์พูลยังไม่สามารถแสดงให้ทุกคน เห็นว่าพวกเค้ามีความสม่ำเสมอในฟอร์มการเล่นสักเท่าไร บทจะเล่นดีก็ดีใจหายบทจะช็อตก็หมดไอเดียที่จะสร้างสรรค์เกมไปดื้อๆ

ยิ่งวันไหนสตีเฟ่น เจอร์ราร์ดหัวใจในแดนกลางของทีมไม่ท็อปฟอร์มผลงานโดยรวมของทีมมักจะสะดุดทันที...

เกมนี้ก็เช่นกันที่ผลงานของกัปตันทีมหงส์แดงไม่โดดเด่นเหมือนเช่นเคย ขณะที่เพื่อนรวมทีมรายอื่นๆก็ต่อบอลสั้น-ยาวผิดพลาดหลายจังหวะ วิงแบ็กทั้งสองข้างของทีมอย่างอัลบาโร่ อาร์เบลัวและฟาบิโอ ออเรลิโออย่างที่ผมเรียนไปเมื่อวานว่ายังเป็น "จุดบอด" ของทีมชุดนี้มาอย่างต่อเนื่อง รุกไม่เด่นรับก็ไม่ค่อยจะดี และขึ้นเติมเกมแบบกล้าๆกลัวๆโดยตลอดไม่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระเดิร์ค เคาท์และอัลเบิร์ต ริเอร่าสักเท่าไร
ส่วนร็อบบี้ คีนกับในบทบาทกองหน้าตัวเป้าคนเดียวก็โดดเดี่ยวเกินไปและ เก็บบอลไม่ค่อยได้เพราะโดนคู่เซ็นเตอร์อย่างหลุยส์ เปเรียและจอห์นนี่ ไฮติงก้ารุมกินโต๊ะดักทางได้ตลอด และจังหวะที่ควรจะเปลี่ยนสกอร์ให้ทีมได้ 2-3 ครั้งในเกมนี้ก็ดันไม่คมพออีก

อย่างไรก็ดีสิ่งนึงที่ต้องชมทีมหงส์แดงชุดนี้คือ "ทีมสปิริต" ที่ขยันและไม่เคยยอมแพ้จนวินาทีสุดท้ายและได้รางวัลจากความเพียร พยายามจากจุดโทษปัญหาซึ่งผมถือว่ามาร์ติน แฮนส์สันผู้ตัดสินสินในเกมนี้เป่าผิดพลาดในช็อตสำคัญหลายจังหวะทีเดียว

จังหวะก่อนหน้าที่ผู้เล่นแอต.มาดริดแฮนด์บอลในเขตโทษเห็น ๆ ซึ่งควรเป่าก็ดันพลาดมองไม่เห็น แต่จังหวะที่เข้าปะทะกันของสตีเฟ่น เจอร์ราร์ดและมาเรียโน่ เปร์เนียในจังหวะแบบ 50-50 ช่วงทดเวลานาทีสุดท้ายกลับเป่าให้เป็นจุดโทษหน้าตาเฉย!

ครับผู้เล่นแอต.มาดริดก็คงรู้อยู่เต็มอกว่าก่อนหน้านี้ตัวเองรอดตัวได้ ประโยชน์ไปแล้วครั้งนึงจึงไม่ได้โวยวายมากหลังเกม และภาพรวมทั้งหมดผลเสมอในนัดนี้ก็ถือว่าแฟร์ดีกับทั้งสองฝ่าย

แต่ไอ้ประเด็นผู้ตัดสินที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเกมฟุตบอลเนี่ยสิครับน่า จะได้รับการแก้ไขให้นำภาพช้ามาช่วยตัดสินได้แล้ว แต่เอ๊ะ หรือว่าองค์กรใหญ่อย่างฟีฟ่าหรือยูฟ่าจะมีส่วนได้เสีย ตรงจุดนี้ก็ไม่รู้นะครับถึงไม่ยอมแก้กฎให้มันโปร่งใสกว่าที่ควรเป็นเสียที...