Friday, 31 October 2008

เกาะขอบสนามเกมปาฎิหารย์จ่าแฮร์รี่ ที่เอมิเรตส์สเตเดี้ยม




‘น่าจะยิงคืนมาตั้งนาน ก่อนที่ใจของฉันจะวายอยากให้มันมีปาฏิหารย์ให้เกมนี้ต่อเวลาออกไป จะไม่ทำให้แฟนเสียใจ จ่าแฮร์รี่อาจจะพบ5ประตูก่อนใคร มันน่าเสียดาย(แต่)ปาฏิหารย์จ่ามีจริง’ !!


วันนี้ขออนุญาติดัดแปลงเนื้อร้องพี่กบ ทรงสิทธิ์เล็กน้อยครับหลังผมอารมณ์ดีเป็นพิเศษที่สเปอร์สทีมรักบุกไปขโมย1 แต้มสุดล้ำค่าจากลูกทีมของอาร์เซน เวนเกอร์ได้ถึงถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมในเกม‘นอร์ทลอนดอน ดาร์บี้แมตช์’ เมื่อกลางดึกวันพุธที่ผ่านมา

สุดย๊อดด.....บอกได้คำเดียวครับว่าสุดยอดจริงๆสำหรับอารมณ์ร่วมของผมที่มีต่อเกมนี้เพราะถือเป็นลอนดอนดาร์บี้แมตช์ที่ผมรอคอยมา25ปีเต็ม ฝันมานานครับว่าวันนึงจะได้มานั่งดูเกมอาร์เซนอล VS สเปอร์สสดๆจากขอบสนาม

บรรยากาศในทีวีสมัยอยู่เมืองไทยว่า ‘เยี่ยม’แล้ว แต่ขอบอกคอบอลทุกท่านเลยว่าครั้งนึงในชีวิตหากมีโอกาส อย่าได้พลาดการตีตั๋วมาดูบอลสดๆที่อังกฤษถึงขอบสนามครับ รักทีมไหนดูทีมนั้นเลือกเกมที่ท่านฝันกัดฟันเก็บเงินสักก้อนมาดูเถอะราคาค่าตั๋วเท่าไร ผมว่าไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรมากหากเทียบกับ‘ประสบการณ์’และ ‘ความรู้สึกดื่มด่ำ’ ที่ได้จากเกมฟุตบอลที่ท่านรัก

นี้ถือเป็นเกมแรกที่ จ่าแฮร์รี่ของผมเทค์ชาร์จการเป็นกุนซือสเปอร์สครั้งแรกนัดก่อนกับโบลตันถือว่าไม่นับนะครับเพราะลุงจ่าแกออกมาบอกแล้วว่าเกมนั้นการจัดตัวเลือกผู้เล่นและแท็คติกส์เป็นของ ไคลฟ์ อัลเลนหนึ่งในแบ็ครูมสตาฟฟ์ของสเปอร์ส ตัวเค้าแค่เข้ามายืนให้กำลังใจเด็กๆข้างสนามเท่านั้น

อย่างที่เรียนไปนัดก่อนแค่เดินเข้าไปพูดกับลูกทีมไม่กี่ประโยคก่อนและระหว่างเกมนักเตะไก่เดือยบวมกลับเล่นได้ผิดฟอร์มจากสมัยฆวนเด้ รามอสเป็นกุนซือหน้ามือเป็นหลังเท้า นักเตะหลายคนยอมวิ่งสู้ฟัดกะว่าตายคาสนามก็ยอมกะว่าเล่นเอาโล่ห์รางวัลและชุดไก่เคเอฟซีที่ผู้พันแซนเดอรส์ภูมิใจเป็นสปอนเซอร์ไม่คิดเงิน เอ้ยไม่ช่าย !! ให้มันสมกับเงินค่าตัวแพงระยับที่นาย ดาเมี่ยล โคโมลี่ซึ่งโดนเฉดหัวไปแล้วอุตสาห์ซื้อมาหน่อย 55

ผมเชื่อว่า ฆวนเด้ รามอส,กัส โปเยต์รวมถึงสต๊าฟชุดก่อนคงงงเป็นไก่ตาแตกที่เห็นอดีตลูกทีมตัวเองโชว์ผลงานระดับมาสเตอร์พีชนี้ออกมาให้เห็นในเกมกับอาร์เซนอลทั้งที่ก่อนหน้านี้เล่นกันสุดปัญญาอ่อน ,ทีมเวิรก์ไม่มี,ขาแข้งนักเตะอ่อนปวกเปียก+ ทำฟาลว์คู่แข่งแบบเสร่อๆ มีให้เห็นครบ !

สตาฟฟ์ชุดเก่าออกไปไม่ถึงอาทิตย์ทีมลงเตะสองแมตช์เก็บได้ 4 คะแนน ไม่ให้เรียกเตะไล่โค้ชแล้วจะเรียกว่าอะไรดีละครับเนี่ย เหอๆๆ

เกมนี้ผมไปถึงเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมก่อน ‘คิกออฟ’ประมาณชั่วโมงครึ่งกะว่าจะไปเดินเล่นเพื่อไปเก็บบรรยากาศ ‘นอร์ท ลอนดอนดาร์บี้’รอบๆสนามเสียหน่อยอยากรู้ว่าจะคึกครื้นขนาดไหน

ปรากฎว่าเงียบสงัดยังกับป่าช้า! ผิดคาดเลยเพราะอากาศข้างนอกหนาวเข้ากระดูกนั่นเองแฟนบอลของทั้งสองทีมจึงหมกตัวอยู่ในผับกันเพื่อตักสุราบิ๊วอารมณ์ก่อนเกมจะเริ่ม ผมก็เลยขอตัวไปบิ๊วมั่งใน Press Loungeของอาร์เซนอลนั้นแหละวันนั้นล้างท้องไม่กินข้าวกลางวันไปเลยนะกะว่าไปกดที่อาร์เซนอลเต็มที่เลยเพราะอาหารของนักข่าวสนามนี้ถือว่า‘เริ่ด’หากเทียบกับสนามสเปอร์ส เวสต์แฮม หรือ ฟูแล่มที่อาหารบอกตามตรงครับว่าไม่มีความอร่อยเลยซักนิด แซนด์วิชเย็นชืด เค้กก็ไม่มี ผลไม้เด็ดๆก็ไม่เห็น(เรื่องกินสำหรับผมเรื่องใหญ่ครับ ฮ่าๆ)

หม่ำเสร็จจนท้องกางอัดเข้าไปทั้งพายไก่รสเยี่ยม มันบด สตอร์เบอร์รี่หวานฉ่ำตามด้วยเบียร์ Kronenbourgและไอศครีมโฮมเมดลุงเบนแอนด์เจอร์รี่ก็ได้เวลาเดินเข้า Press Boxเพื่อนั่งชมเกม

เดินเข้ามายังไม่ทันจะหาที่นั่งเจอสัมผัสรับรู้ทั้งห้าของผมก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศเชียร์บอลที่อึกทึกฟังแล้วขนลุกซู่ แฟนบอลยอดผู้ชมเต็มความสนามของทั้งสองทีมไม่รู้บิ๊วสุรากันเยอะเกินไปรึเปล่าแต่ละคนหน้านี่แดงก่ำ มีเสียงเท่าไรก็ตะเบงมันออกมาจนเจ็บคอแทนกะว่ารุ่งขึ้นไม่ต้องไปทำงานทำการกันเลยใช่มั้ย??

เกมนี้นักเตะที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษเป็นใครไปไม่ได้ครับนอกจากเดวิด เบนท์ลี่ย์อดีตศิษย์เก่าปืนโตที่เทหัวใจน้องไก่ตั้งแต่อ้อนแต่ออกโดนโห่ทุกจังหวะที่ได้บอล ช่วงแรกเกมเริ่มต้นด้วยความระมัดระวังของทั้งสองทีมจนกระทั่งจังหวะที่ดูเหมือนไม่มีอะไรกลับทำให้ได้เรื่องเมื่อเจอร์เมน จีนัสกัปตันทีมที่สันหลังยาวที่สุดตั้งแต่พงศาวดาลลูกหนังเคยมีมากระดกบอลให้ปีกร่างทรงของเดวิด เบ็คแฮมจับบอลนึงจังหวะก่อนง้างเท้าหวดบอลในแบบไดร์ฟชู๊ตของกัปตันซึบาสะ

‘มันจะบ้าหรอวะเนี่ย’ ห้วงเวลานึงของความคิดผมแวบขึ้นมาแต่สายตายังจดจ้องภาพลูกบอลติดไซต์มุดหนีมือมานูเอล อัลมูเนีย 1-0 แฟนเจ้าบ้านเงียบสงัดราวกับไม่มีใครอยู่ แฟนสเปอร์สกลุ่มน้อยในสนามอึ้งไปสองวินาทีก่อนเฮกันสุดฤทธิ์แบบไม่เกรงใจเจ้าถิ่น ผมอยากกระโดดลิงโลดตามประสาแฟนไก่นะครับแต่บอกตรงๆว่ามิกล้าเพราะข้างหน้ามีแต่บาทาแฟนอาร์เซนอลทั้งนั้นเลยต้องนั่งนิ่งๆแต่ในใจชื่นบานเหมือนพวกโรคจิต!

‘อดทนไว้เอกกลับบ้านค่อยเฮก็ยังไม่สาย’ผมได้แต่บอกตัวเองในใจ

สเปอร์สมาเสีย 2ประตูในช่วงปลายครึ่งแรกและต้นครึ่งหลังจากจังหวะเซตพีช เตะมุมลูกนึงฟรีคิกจากข้างสนามอีกลูกนึง ฮูเรลโญ่ โกเมสคนเดิมสมัยที่อยู่พีเอสวีหายไปไหน...ใครก็ได้ตามนายทวารฉายา ‘Octopus’กลับเดอะเลนที !

สเปอร์สมาโดนลูกที่สามเพิ่มไปอีกแต่สากกระเบือฝังเพรชอย่างดาร์เรน เบนท์ยิงไล่มาเป็น2-3 ก่อนที่นาทีถัดมาอลัน ฮัตตัน ‘บ่อน้ำมัน’ประจำเกมนี้ส่งบอลพลาดให้อเดบายอร์หน้าตาเฉยก่อนหอกโตโกไหลต่อให้เดอะแมน ฟาน เพอร์ซี่ยิงยัดด้วยขวาเข้าไปไม่เหลือซากเจ้าบ้านนำ4-2โดยที่ไม่มีใครคาดคิดว่าหนังเรื่องนี้จะจบลงแบบ‘หักมุม’ทำร้ายจิตใจ สาวก‘เดอะกันเนอร์ส’ขนาดนี้...

นาทีนั้นผมเชื่อว่าแฟนสเปอร์สถอดใจกันหมดแล้วสังเกตุได้จากแฟนบอลสเปอร์สเริ่มเดินออกจากสนาม ผมเองก็อยากจะกลับบ้านให้รู้แล้วรู้รอดอารมณ์วัยรุ่นเซ็งมาเยือนยิ่งซัดเบียร์เข้าไปด้วยการเห็นแฟนบอลคู่อริดิ๊ด๊าอยู่ข้างหน้าจำนวนหลายหมื่นคนส่งเสียง If you hate Tottenham, Stand up. ครั้งแล้วครั้งเล่ามันเจ็บแปล็บไปถึงทรวงยิ่งว่าโดนหญิงหักอกอีกครับ


แต่แล้วปาฏิหารย์ของจ่าแฮร์รี่ก็แผลงฤทธิ์จนได้เมื่อจีนัสปั่นโค้งด้วยเท้าซ้ายยิงไล่มาเป็น3-4และแอร่อน เลนน่อลซ้ำลูกยิงของลูก้า โมดริชที่อัดไปชนเสาแล้วเด้งเข้าทางปีกจรวดปาดบอลเข้าไปเสมอ 4-4 ช็อคคนทั้งสนามและคาดว่าทั้งโลกเช่นกัน เพราะนิยายเรื่องนี้ของเวนเกอร์ที่อุตสาห์พลอดเรื่องมาอย่างเนียนกำลังจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งอยู่แล้วกลับโดน ‘ขโมนซีน’ โดยลุงจ่าแฮร์รี่ เรดแนปป์ที่กลับมาฟื้นฟู ‘ความมั่นใจ’ของนักเตะสเปอร์สได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง

บทสรุปของเกมนี้ก็คืออาร์เซนอลนั้นเล่นSmooth attacking footballหรือบอลสไตล์ไหลลื่นดูเนียนตาและเหมาะสมกับ3แต้มเป็นที่สุดแต่เรื่อง‘ตลกร้าย’ของลูกกลมๆที่ผมเรียนหลายครั้งแล้วว่าอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้กับเกมฟุตบอล ทำให้สเปอร์สมีวันนี้ เก็บ1คะแนนสุดล้ำค่ามาช่วยเพิ่มขวัญและกำลังใจของนักเตะก่อนเกมหน้าจะต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของทีมสัตว์ปีกด้วยกันอย่าง‘หงส์แดง’ลิเวอร์พูลในวันพรุ่งนี้
การเข้ามาเพียงไม่กี่วันของ‘ลุงจ่า’สเปอร์สกลับดูมีราศีได้ขนาดนี้

ผมเชื่อแล้วละครับว่า Life is about confidenceจริงๆ...

Thursday, 30 October 2008

The Beautiful Game is over

สภาพอากาศที่ลอนดอนช่วงนี้หนาว สุดขั้วอย่างไม่มีเหตุผลบอกกล่าวกันล่วงหน้าครับ หิมะตกโปรยปรายหน้าตาเฉยตอนเที่ยงคืน วันอังคารทั้งๆที่ตอนเที่ยงวันแดดยังออกเปรี้ยง ! จะป่วยเอาครับเจออากาศเพี้ยนๆแบบนี้....

ขณะที่ปั่นต้นฉบับนี้อยู่ (เช้าวันพุธ) นั่งตัวร้อนรุ่มเหมือนไข้หวัดกำลังจะมาเยือนผมอีกครา ครับหลังจากโหม อ่านหนังสือเตรียมสอบกลางภาคอย่างหนัก + ทำงานจนดึกดื่นเวลาพักผ่อนช่วงนี้น้อยเหลือเกิน ยังไงถ้าข้อเขียนผมช่วงที่ผ่านมาออกเหวอๆ ไปบ้างก็ขออภัยด้วยนะครับ

นั่งเปิดเว็บหาข่าวเพื่อจับประเด็นมาเล่าสู่กันฟังก่อน ที่ผมจะออกไปเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมเพื่อชม "ลอนดอนดาร์บี้" แมตช์ระหว่างอาร์เซนอล VS สเปอร์สช่วงหัวค่ำ ก็บังเอิญไปเจอหัวข้อข่าวกรอบเล็กๆของหนังสือพิมพ์ "การ์เดี้ยน" เกี่ยวกับเรื่องค่าแรงขั้นต่ำของพนักงานในสโมสรชั้นที่ได้รับน้อยจนน่าตกใจ

ตามกฎหมายของประเทศอังกฤษ "ค่าแรงขั้นต่ำสุด" ของพนักงานรายวันคือ 5.52ปอนด์/ชั่วโมง (ก่อนหัก Tax) ล่าสุดผลการสำรวจจาก The Fair Pay Network พบว่าพนักงานทำความสะอาด พ่อครัวแม่ครัวหรือเด็กเสิรฟ์ใน Canteen ของสโมสรชั้นนำในเมืองหลวงสุดศิวิไลซ์อย่างลอนดอนทั้งเชลซี สเปอร์ส อาร์เซนอล เวสต์แฮมหรือฟูแล่มต่างพร้อมใจกันจ่ายค่าแรงให้สตาฟฟ์พวกนี้เทียบเท่าหรือเกินขั้นต่ำไป นิดหน่อยซึ่งถือจุ๋มจิ๋มมากหากเทียบกับรายรับมหาศาลของทีมเหล่านี้ในแต่ละปี !

ข้อมูลของมูลนิธิการกุศลอย่าง Joseph Rowntree Foundation พบว่าประชาชนในอังกฤษที่อยู่ด้วยตัวคนเดียวไม่มีภาระ ครอบครัวจะต้องรับรายได้จากการทำงานขั้นต่ำ(Living wage)ก่อนหักภาษี 7.45 ปอนด์ต่อชั่วโมง(ในลอนดอน) และ6.80 ปอนด์(นอกลอนดอน) หรือประมาณ13,400 ปอนด์ต่อปี ถึงจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำในการดำรงชีพและหากมีคู่และมีลูกสองคนนั้นจะต้องมีค่าใช้จ่ายถึง 370 ปอนด์ต่อสัปดาห์
นักฟุตบอลแข้งทองค่าเหนื่อยเป็นแสนปอนด์ต่อวีก, รายรับCEOฟุตบอลอย่างขี้หมูขี้หมาของก็แตะหลักล้านปอนด์ต่อปี (ปีเตอร์ เคนย่อน/1.9m เดวิด กิลล์/1.48m ริค แพร์รี่/1.12m)หรือริชาร์ด สคูดามอร์ ซีอีโอของพรีเมียร์ลีกเองรายรับก็ไม่น่าจะทิ้งกันเท่าไร

จากภาพรวมเราจะเห็นได้ว่ารายได้ของนักเตะและบอร์ดบริหารช่างต่างกันราวฟ้ากับเหวเมื่อเทียบ กับรายรับต่อชั่วโมงอันน้อยนิดของแรงงานตาดำๆในสโมสรซึ่งก็เหนื่อยไม่แพ้กัน พวกรวยอยู่แล้วก็รวยเอาๆส่วนพวกที่อยู่ข้างล่างก็อดมื้อกินมื้ออย่างนั้นหรือ...

ความยุติธรรมอยู่ตรงไหน ??

จะว่าไม่มีเงินจ่ายก็ไม่ใช่เพราะ "พรีเมียร์ลีก" ถือเป็นแบรนด์ระดับโลกซึ่งกระแสเงินที่ไหลเข้ามาหล่อเลี้ยงกว่า 1.9 พันล้านปอนด์เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ถือว่าเป็นตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี อันเนื่องมาจากการขายตั๋วที่เพิ่มขึ้น, รายได้จากสปอนเซอร์ รวมถึงการขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดไปทั่วโลก

ครับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและรับผิดชอบโดยตรงในเรื่องนี้อย่างบอริส จอห์นสันนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนก็ไม่ได้อยู่เฉยเพราะต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ร่างจดหมายถึง 5 สโมสรชั้นนำในลอนดอนเพื่อออกกฎบังคับให้สโมสรฟุตบอลเป็นตัวอย่างของ องค์กรที่ดีด้วยการเริ่มจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ 7.45 ปอนด์ต่อชั่วโมง

รู้มั้ยครับฟีดแบ็กเรื่องนี้เป็นอย่างไร ? โฆษกอาร์เซนอลออกมาแถลงการณ์ว่า "สโมสรได้ดำเนินการจ่าย London Living wage ตามคำสั่งของท่านผู้ว่าฯลอนดอนเป็นที่เรียบร้อยแต่จะมีผลกับเฉพาะ พนักงานประจำเท่านั้นไม่รวมลูกจ้างชั่วคราว"

ส่วนแมนฯยูฯทีมร่ำรวยที่สุดในโลกนี่หนักกว่าคอมเมนต์เรื่องความต่างของเงินเดือนระหว่างเดวิด กิลล์และพนักงานแผนกจัดเลี้ยงได้เห็นแสบกว่าโดยพูดประมาณว่าความสามารถของกิลล์นั้นทำเงินกว่า 210 ล้านปอนด์ต่อปี คนแบบนี้หายากและสโมสรก็ไม่ได้ทำผิดกฎเพราะจ่ายเรตค่าจ้างตามราคาขั้นต่ำของตลาดแรงงาน

ความจริงก็คือแมนฯยูฯและอาร์เซนอลไม่ผิดหรอกครับที่ออกมาคอมเมนต์อะไรแบบนี้... ก็แค่ทำให้ผมเสียความรู้สึกนิดหน่อย

ประเด็นเล็กๆเรื่องค่าแรงขั้นต่ำของกลุ่มคนเล็กๆในสโมสรฟุตบอล ได้สะท้อนเป็นกระจกบานใหญ่ของธุรกิจฟุตบอลยุคโลกาภิวัฒน์(Globalisation) ให้ผมได้เห็นและตระหนักถึง "ข้อเสีย" ที่มาพร้อมกับความสนุกสนานในการชมฟุตบอล

ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปมากเหลือเกิน ฟุตบอลลีกเสียความเป็นตัวตนไปไม่เหมือนเก่า

พรีเมียร์ชิพอยากมีนัดที่ 39, ปรากฏการณ์ "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" ของสโมสรยักษ์ใหญ่ที่นับวันยิ่งห่างชั้นกับทีมเล็ก , ความสำคัญของแฟนบอลท้องถิ่นที่นับวันจะถูกลดความสำคัญไปทุกที, การเข้ามาของนักเตะต่างชาติที่บดบังรัศมีแข้งดาวรุ่งในประเทศ ฯลฯ

เกมฟุตบอลที่สวยงามกำลังจะจากโลกใบนี้ไปแล้วครับ...

Wednesday, 29 October 2008

สเปอร์สเลือกเรดแนปป์... ตอกย้ำระบบDiector of Football ไม่เวิร์กในอังกฤษ!


มีหลายเรื่องราวเลยทีเดียว ที่เกิดขึ้นกับวงการฟุตบอล ช่วงต้นสัปดาห์ ที่ผ่านมาทั้งผลการประกาศ ทีมยอดเยี่ยม แห่งปีของสหพันธ์นักฟุตบอลอาชีพ นานาชาติหรือ ฟิฟโปรและ ตำแหน่งนักเตะ ยอดเยี่ยมของ คริสติอาโน่ โรนัลโด้ที่คว้ารางวัล ไปนอนกอด ตามคาด หลังจากซัดไปเน้นๆ 42 ตุง พาทีมผีแดง คว้าดับเบิลแชมป์ (แชมเปี้ยนส์ลีก&พรีเมียร์ชิพ), ปรากฏการณ์ "ไอ้เสือร้าย" ฮัลล์ ซิตี้ที่ยังเดินหน้า เซอร์ไพรส์ใคร และใครได้แบบต่อเนื่องหรือ "สื่ออังกฤษ" จับผิดโรนัลโด้ว่า ไม่มีความสุขกับแมนฯยูไนเต็ดฯลฯ
อย่างไรก็ดีผมคิดว่าคงไม่มีข่าวไหน เซอร์ไพรส์ไปกว่าการที่สเปอร์สสั่งปลดฆวนเด้ รามอสแบบสายฟ้าแลบก่อนแต่งตั้งแฮร์รี่ เรดแนปป์เป็นกุนซืออีกแล้ว...


นับได้ว่าเป็นปฏิบัติการดัด หลังกุนซือได้ฉับไว และเงียบเชียบตามสไตล์ท่านประธานเดเนี่ยล เลวี่เค้าละถนัดนักเรื่องแทงข้างหลังกุนซือ คราวก่อนมาร์ติน โยลอุตส่าห์ทำทีมได้ที่ 5 สองปีติด ถัดมาอีกซีซั่นเล่นไม่ดีหน่อยนึงโดนปลดซะงั้น

เคสของรามอสก็เช่นกันบอกตามตรง ครับว่าเห็นใจ อดีตกุนซือเซบีญ่าไม่น้อย เนื่องจากโดยประวัติและ ผลงานในอดีตแล้วถือเป็นกุนซือฝีมือดี แท็กติกส์เยี่ยมแต่การเข้าสวมหัวโขนที่ไวท์ ฮาร์ทเลนถือว่าผิดที่ผิดเวลาไปหน่อยด้วยปัจจัยหลายอย่างเช่น การที่สเปอร์สให้ผู้อำนวยการฟุตบอลอย่าง ดาเมียน โคโมลลี่ซึ่งไม่มีความรู้เรื่องแท็กติกส์ในสนามมา ทำหน้าที่จับจ่ายใช้สอยสนุกมือโดยที่ตัวกุนซือได้แค่นั่งมองตราปริบๆ และทำหน้าที่พาทีมซ้อม+จัดตัวลงสนาม

ทีมเสียบาลานซ์พอเริ่มแพ้ติดๆ นักเตะก็พลอยเสียขวัญ และกำลังใจไปด้วย รามอสเองก็ผิดที่ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่น นักเตะกลับมาได้ผลก็เลยเป็นอย่างที่เห็น ทัพไก่โดนยำจนเสียศูนย์จมปลักอยู่ท้ายตารางอย่างที่เห็น

ส่วนเรื่องความเฮี้ยบเกินพิกัดของเจ้าตัวในเรื่อง ของการคุมอาหารจนนักเตะสองสามรายที่ไม่ประสงค์ออกนาม (แต่คาดว่าหนึ่งในนั้นน่าจะมีทอม ฮัดเดิลสตัน) ถึงกับบ่นว่าหมดแรงยามลงเตะ บวกความเป็นกุนซืออ่อนภาษา สื่อสารไม่ค่อยรู้เรื่องต้องใช้กัส โปเยต์มาเป็นล่ามสั่งการอีกทอด ก็เป็นประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายมองข้ามไปแต่ผมกลับเชื่ออยู่ลึกๆ ว่านี่แหละคือสาเหตุที่นักเตะเล่นแบบไล่กุนซือในช่วงหลัง
ครับ เมื่อความสัมพันธ์ของกลุ่มคนสองฝ่ายมีความคิดที่ไม่ไปในทิศทางเดียวกันเมื่อไร ความแตกแยกในทีมจึงเกิดขึ้นกับยักษ์หลับจากย่านลอนดอนเหนือทีมนี้


สื่ออังกฤษเชื่อถือได้อย่าง "เทเลกราฟ" รายงานว่า เลดลี่ย์ คิง, โจนาธาน วู้ดเกตและเจอร์เมน จีนัส สามซีเนียร์เลือดผู้ดีเข้าพบผู้บริหารทีมเพื่อแจ้งให้ทราบถึงสถานการณ์ในห้องแต่งตัวว่านักเตะ สเปอร์สได้สูญเสียความเชื่อมั่นที่มีต่อเฮดโค้ชเลือดสแปนิชผู้นี้แล้ว

นั่นคือ "ฟางเส้นสุดท้าย" ที่ถูกตัดลงโดยสามผู้เล่นคนสำคัญของทีม กล่าวคือฆวนเด้ รามอสโดนแทงข้างหลังทั้งจากประธานสโมสรและนักเตะในทีมนั้นเอง

ยอมรับโดยดุษฎีว่าส่วนตัวผมไม่ค่อยปลื้มท่านประธานสเปอร์สรายนี้สักเท่าไรเนื่องจากต้นตอของปัญหา ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการที่เลวี่เลือกเลือกปรับโครงสร้างของสโมสรเมื่อ 7 ปีก่อน ด้วยการปรับมาใช้ Director of Football หรือผู้อำนวยการกีฬาเข้ามาจัดการทำหน้าที่ซื้อขายนักเตะ ในตลาดเพื่อแบ่งเบางานกุนซืออย่างที่ทีมต่างๆ ในยุโรปเค้าทำกัน

ช่วงแรกที่เป็นแฟรงค์ อาร์เนเซ่นเข้ามาทำหน้าที่นี้ดูแล้วเหมือนจะเข้าท่า เพราะเจ้าตัวมีคอนเน็กชันเยอะดึงนักเตะชื่อดังฝีเท้าดีหลายต่อหลายคนเข้ามาสู่ชาย คาสเปอร์สได้เทรนด์นี้จึงเริ่มฮิตติดลมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ปัจจุบันเวสต์แฮมมีจิอันลูก้า นานี่ นิวคาสเซิลมีเดนนิส ไวส์ เป็น Director of football แล้วเป็นไงครับ? สุดท้ายกุนซืออย่างอลัน เคอร์บิชลีย์ประกาศลาออก เควิน คีแกนอยู่ไม่ได้เพราะโดนข้ามหัวตลอดเรื่องการซื้อ-ขายนักเตะในทีม

ฆวนเด้ รามอสถือเป็นเหยื่อรายล่าสุดของ ระบบที่ว่านี้...คิดว่าจากนี้หลายทีม ในอังกฤษคงเริ่มตระหนักถึงข้อเสีย ผู้อำนวยการกีฬากันมากขึ้นหาก ไม่อยากทำให้สโมสรต้องเดือดร้อนแบบไม่จำเป็น

สเปอร์สเองก็ประกาศจุดยืน ชัดเจนแล้วว่าจะกลับไปใช้ระบบเดิมที่ให้อำนาจเด็ดขาด ในการซื้อนักเตะแก่ผู้เป็นกุนซืออีกครั้ง ผมเองในฐานะแฟนสเปอร์สก็ขอชื่นชมเลวี่ที่อย่างน้อยแกก็ไม่ดื้อดึงยึดติดกับความเชื่อ ส่วนตัวแต่คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนร่วมมากกว่าขอปรบมือให้

ฟ้าหลังฝนมักสวยงามเสมอและสเปอร์สก็ชนะในลีกกับเค้าซะทีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเมื่ออัดโบลตันไป 2-0 ทั้งๆ ที่จ่าแฮร์รี่กุนซือใหม่ยังไม่ได้ลงมือจัดทีมเองเลย แค่เข้าไปพูดกระตุ้นเด็กๆ ที่ห้องแต่งตัวก่อนเกมสเปอร์สกลับเล่นได้หน้ามือเป็นหลังตีนแบบนี้บอกตามตรงว่า งงเต็ก !

ข่าวคราวนอกสนามถึงเวลานี้เรดแนปป์ไปดึงเควิน บอนด์มาเป็นหนึ่งในแบ็ครูมสตาฟฟ์เป็นที่เรียบร้อย รายต่อไปหากไม่มีอะไรผิดพลาดน่าจะได้เด็กเก่าในเล้าไก่อย่างทิม เชอร์วู้ดมาช่วยอีกแรงน่าสนใจไม่น้อยครับกับยุคใหม่ของสเปอร์ส ภายใต้การบริหารของกุนซือ ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ในพรีเมียร์ชิพว่าจะดีขึ้นมากน้อยขนาดไหน

ค่ำคืนนี้ผมมีคิวไปสนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมเพื่อชมเกมอาร์เซนอลเปิดบ้านพบสเปอร์ส บอกตามครับว่าตื่นเต้นสุด ๆ กับการที่จะได้ชมการคุมทีมของกุนซือหน้าง่วง แบบติดสนามเป็นครั้งแรกในฐานะผู้จัดการสเปอร์ส

บรรยากาศจะดุเดือดสมเป็นลอนดอน ดาร์บี้แมตช์หรือไม่อย่างไรนั้นจะมาเล่าให้ฟังในวันศุกร์นะครับ โปรดติดตาม : )

Tuesday, 28 October 2008

หงส์แดง...ได้เวลาแชมป์แล้วหรือยัง ?


"ถึงเวลาเราจะห่างกันมากขึ้นแต่ระยะห่าง ของหัวใจเรา ยังใกล้กันเหมือนเดิมนะจ๊ะ" ผมหวานใส่ "เธอคนนั้น" ที่เมืองไทยก่อนโดนหาว่าผมควรจะไปทำงาน โรงลิเกน่าจะ เหมาะกว่าการเป็นคอลัมนิสต์ฟุตบอลเป็นไหนๆ หลังจากบอก เธอว่าเวลาของอังกฤษและประเทศไทยจะต่างกัน 7 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นต้นไป ^_^

ยังไงก็...อย่าเพิ่งอ้วก กันนะครับแค่ต้องการจะบอกว่าคอบอลบ้านเรา ต้องดูบอลช้าขึ้นอีกหนึ่งชั่วโมงแต่ไม่รู้จะ เอาเรื่องอะไรขึ้น ต้นเลยเอามุกลิเกเรียกพี่เนี่ยแหละเกริ่นนำซะเลย ฮ่า

สำหรับวันอาทิตย์ที่ผ่านมาคิวดูฟุตบอลของผมนั้นถือเป็น "บิ๊กเกม" ให้ตัวเองครับเพราะ ได้มีโอกาสไปชมคู่เชลซีพบลิเวอร์พูล ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ดีใจมากมายตามประสาคนบ้าบอล...

การเดินทางไปสนามจากบ้านย่าน Earl's court ของผมก็เลยถือว่าสะดวกมาก เพราะนั่งรถไฟไปแค่สองสต็อปก็ถึงแล้ว เกมนี้เตะเวลา 1.30 ที่อังกฤษตื่นมาจึงมีเวลานั่งอ่านข่าว สเปอร์สปลดรามอสฟ้าผ่าก่อนเกมกับโบลตันแล้วจึงออกไปหม่ำ Breakfast ที่ห้องทำงานของนักข่าว
ไฮไลต์ก่อนเกมนี้นั้นราฟาเอล เบนิเตซประกาศเสียงดัง ฟังชัดครับว่าพร้อมจะพาลูกทีมมาหยุดสถิติไร้พ่าย 86 นัด ของเจ้าถิ่น ทำเอาผมถึงกับตะขิดตะขวงใจไม่น้อยว่าหงส์แดงจะ ทำได้หรือในวันที่ขาดหัวหอกหมายเลขหนึ่งของทีมอย่างเฟอร์นานโด ตอร์เรส ?

เกมนี้ราฟาและลูกทีมตอบคำถามนี้ของ ผมแบบสะอาดหมดจดยิ่งกว่า น้ำยาล้างจานซันไลต์เมื่อออกนำไป ก่อนจากลูกยิงที่ถือว่าเฮงเล็กๆ เมื่อชาบี้ อลอนโซ่ยิงไปแฉลบโจเซ่ โบซิงวาเข้าไปในนาทีที่ 10 และตลอดทั้งเกมก็โชว์ฟอร์มได้สมราคาคุย ที่กุนซือสมองเพชรชาวสแปนิชว่าไว้จริงๆ

นอกเหนือจากการหยุดสถิติในบ้านสุดหรูของเชลซีแล้ว เกมนี้ยังถือเป็นการส่งสัญญาณจากหอ กระจายข่าวที่แอนฟิลด์ไปถึงอีกสอง ทีมเต็งอย่างแมนฯยูไนเต็ดและอาร์เซนอลไปในตัวด้วยว่า ปีนี้หงส์แดงคงจะไม่หลุดจากวงโคจร การลุ้นแชมป์ง่ายดายเหมือนในอดีตอีก

การคัมแบ็กแบบเหนือชั้นในเกมพลิกกลับมาเอาชนะทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มิดเดิลสโบรห์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และวีแกน คงแสดงให้เห็นนะครับว่าพวกเค้ามีจิตใจที่มุ่งมั่น และกระหายต่อความสำเร็จขนาดไหนและคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ ที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้บังเกิดได้หลายต่อหลายครั้งในช่วงเวลาที่ใกล้กันแบบนี้

เกมนี้ก็เช่นกันที่นักเตะพลังหงส์เล่นได้ยอดเยี่ยม ไม่แพ้นัดที่เอาชนะแมนฯยูไนเต็ดเลย เพราะเปี่ยมไปด้วยวินัยในเกมรับ ความทุ่มเทของนักเตะทุกคนในสนาม และการเล่นที่ดูเป็นระบบ ระเบียบผิดหูผิดตาจากหงส์แดงปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง

เชลซีหลังจากเสียประตูแรกไปเร็ว ตลอดทั้งเกมก็พยายามครองบอล ถ่ายบอลไปทั่วสนามเพื่อดึงผู้เล่นของหงส์แดง ออกมาจากแอเรียอันตรายเพื่อหาจังหวะเข้าทำแบบไม่หยุดหย่อน แต่ทว่าการขึ้นนำไปก่อนในเกมที่ต้องเล่นเป็นทีมเยือนแบบนี้มันเลย ช่วยให้เกมของหงส์แดงเล่นได้อย่างสบายใจขึ้นไม่กดดันเพราะมีตุนอยู่แล้ว 1 ประตู

ขณะที่เชลซีหลายต่อหลายจังหวะ ดูร้อนรนกันไปเองเมื่อ โดนแผงกองกลางของลิเวอร์พูลวิ่งเข้าเพรสซิ่งทำลายจังหวะ นักเตะอย่างแลมพาร์ด เดโก้ สองมิดฟิลด์โฟร์เอสสร้างสรรค์ เกมนี้โดนสั่งประกบไม่ให้ตั้งหลักตั้งลำได้เลยเพราะชาบี้ อลอนโซ่และฮาเวียร์ มาสเคราโน่นั้นคอยตามติดเป็นเหาฉลาม คุณไปไหนผมไปด้วย ชวนทะเลาะตลอดเกมทำเอาแลมพ์และเดโก้ซึ่งไร้อิทธิฤทธิ์ไปเลย ทำหน้าเป็นตูดลิงตอนจบเกมเพราะ ไม่ได้เล่นเกมที่ตัวเองถนัด ฮ่า

เมื่อสองตัวอันตรายในแดนกลางเชลซีโดน ประกบติดมันก็เลยเป็นที่มาของการบังคับทางอ้อม ให้ผู้เล่นเชลซีต้องสาดบอลยาวใส่กำแพงเหล็กของทีมเยือน สาดไปแล้วก็เด้งกลับมาหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งจาก Press Box ที่ผมนั่งอยู่ก็เห็นชัดครับว่าบิ๊กฟิล สโคลารี่นั้นหงุดหงิดมากทีเดียว ที่ปากเปียกปากแฉะบอกนักเตะว่าให้เน้นบอล เรียดกับพื้นแต่นักเตะไม่ฟังเลยตะบี้ตะบันโยนมันเข้าไปจนนักข่าวฝรั่งที่นั่งข้างๆ สองสามคนยังบ่นประหลาดใจที่เห็นเชลซีเล่นแบบนี้

มีจังหวะนึงฮามากครับ บิ๊กฟิลเรียกจอมทัพคู่บารมีอย่างเดโก้ไป กระซิบพึมพำอะไรไม่ทราบแต่ผมเดาว่าน่าจะกระซิบ ให้เล่นบอลกับพื้นมากขึ้น เดโก้ผงกหัวหงึกๆ เหมือนจะรู้เรื่องแต่ถัดไปอีกไม่กี่วิเท่านั้นครับ มิดฟิลด์เลือดฝอยทองได้บอลเสร็จ เพื่อนใกล้ๆ มีไม่จ่าย แกเลือกโยนยาวแล้วดันพลาดทำเอาบิ๊กฟิลนอตหลุดตะโกนออกมา "โอ้มายก็อด!" พลางส่งสายตาอาฆาตพยาบาทจนเดโก้ที่แอบเหลือบหน้า มามองเจ้านาย ถึงกับจ๋อยเลยทีเดียว ที่สอนอยู่ไม่ทันไรเอ็งเอาอีกแล้ว อ้ายเดโก้เอ้ยย !!??

มุมนึงก็เห็นใจนักเตะเชลซีนะครับที่โดนบีบจนเล่นบอล กับพื้นไม่ถนัด เพราะเซตบอลเข้าถึงจุดเข้าทำอันตรายทีไร ก็โดนแนวรับหงส์แดง ตามติดไม่ให้โอกาสตั้งป้อมยิงแถวสองหรือผ่านบอลสวยๆ ตามช่องเลย
การยืนตำแหน่งของแนวรับหงส์แดงนั้นทำการ บ้านมาได้ดีมากเชลซีเลยไม่มีทางเลือกต้องบอมบ์ให้ กองหน้าไปวัดดวงเอาอย่างที่เห็นและแผงหลังลิเวอร์พูลซึ่งนำโดยเจมี่ คาร์ราเกอร์และดาเนี่ยล แอกเกอร์ก็เหนียวซะ นี่ไม่รู้ว่ามาร์ติน สเคอร์เทลกลับมาจะเบียดตำแหน่งคืนได้มั้ย น่าสนใจครับ

เมื่อบุกแล้วเจาะไม่เข้าหน้าเป้าอย่างอเนลก้าโดนตัดออกจากเกม ผลการแข่งขันก็เลยออกมาอย่างที่เห็นเชลซีพ่าย ในลีกคาบ้านเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี...ปล่อยให้แฟนตัวเองเดินคอตกกลับบ้านโดยทันทีที่ฮาวเวิร์ด เว็บบ์เป่านกหวีดหมดเวลาการแข่งขัน มีแฟนเชลซีรายนึงวิ่งหลุดมาในสนามหวัง จะเล่นงานนักเตะหงส์แดงยังดีที่การ์ดของ สนามคว้าตัวไว้ได้ทันไม่อย่างนั้นเกมนี้ไม่ใครก็ใครสักคน ของทีมหงส์แดงอาจมีเจ็บตัว
ภาพแห่งความชื่นมื่นของเหล่าแฟนบอลเดอะค็อปที่ตาม มาเชียร์ถึงขอบสนาม จำนวนหลายพันคนในเกมนี้เดินออก จากสนามร้องรำทำเพลงอย่างมีความสุข ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาอ่อนๆ ประหนึ่งว่าวันเวลาแห่งความยิ่งใหญ่ของพวกเค้ากำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้

นานเหลือเกินที่พวกเค้าไม่ได้สัมผัสแชมป์ลีก...ถึงเวลาหรือยังที่แฟนหงส์จะได้เดินฉีกยิ้มอย่างเต็มภาคภูมิเสียที ?

Friday, 24 October 2008

Winning Ugly คุณสมบัติที่แชมเปี้ยนต้องมี

เห็นภาพ "กัปตันกระดูกเหล็ก" จอห์น เทอร์รี่กระโดดเขกทำประตูเอฟซี โรม่าได้ในนาที 75 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมาส่งเชลซีขึ้นแท่น เป็นจ่าฝูงกลุ่ม A ศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีกรอบแบ่งกลุ่ม แล้วนั่งคิดครับว่าขนาดในเกมที่เต็มไปด้วย ความอึดอัดและน่าที่จะจบลงด้วย ผลเสมอก็ยังอุตส่าห์เก็บ 3 คะแนนได้จนเผลออุทานออกมาว่า...

"อะไรมันจะเฮงขนาดนั้น เล่นไม่ดีก็ยังชนะ" ผมคงอุทานเสียงดังไปหน่อยจนเพื่อน ที่บ้านซึ่งเป็นแฟนเชลซีแอบ ค้อนควับก่อนสวนกลับ "ดีกว่าสเปอร์สคุณละกาน เล่นไม่ดีซ้ำยังไม่มีดวง ฮ่าๆ" มันเดินฉีกยิ้มจากไปแบบสบายอารมณ์ ปล่อยให้ผมนั่งอึ้งกิมกี่งงว่ามันจงเกลียดจงชัง อะไรน้องไก่แช่บ๊วยอะไรนักหนา แค่อิจฉาเสียงดังแค่นี้ทำเป็นเคือง ^^

ครับแม้เกมนี้เชลซีจะไม่ได้เล่นฟุตบอลสไตล์สวยงามอย่างที่หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่คุยเอาไว้ก่อนเกมแต่เชื่อได้ว่าลึกๆ แล้วแฟนบอลเชลซีคงให้อภัยเฮียแกแน่นอนกับชัยชนะแบบ Winning Ugly แบบนี้ เนื่องจากถ้าเกมนี้เอาชนะไม่ได้ขึ้นมาพวกเค้าก็จะมีแค่ 5 คะแนน นำหน้าทีมอันดับสองอย่างคลูจเพียงแค่ 1 คะแนน มากไปกว่านั้นจะส่งผลให้ทีมอันดับสามและสี่อย่าง โรม่าและบอร์กโดซ์ กลับมามีลุ้นเข้ารอบและสิงห์ไฮโซจะหืดขึ้นคอทันที เพราะว่าสามนัดสุดท้ายเป็นเกมที่ต้องออกไปเยือนถึงสองครั้ง

ความแตกต่างของเกมนี้ แทบจะไม่มีให้เห็นเลยนะครับเพราะเกมสูสีกันเกือบทั้ง 90 นาที บางจังหวะทีมเยือนจากโรมที่มีฟรานเชสโก้ ต๊อตตี้ยืนค้ำเป็นหน้าเป้าคนเดียวก็อันตรายน่า ดูเหมือนกันเพราะเก๋าเกมและเซตบอลให้เพื่อนได้สวยๆ หลายครั้ง ซึ่งแท็กติกส์สไตล์อิตาเลียนแท้ๆ ก็เกือบจะเพียงพอให้ลูกทีมของลูชาโน่ สปัลเล็ตติบุกมาแบ่งแต้มตามเป้าหมายได้ ถ้าเชลซีไม่มีมนุษย์เหล็กที่ชื่อเทอร์รี่อยู่ในสนาม...
บทบาทเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่แข็งแกร่งประดุจกำแพงเสริมใยเหล็ก หาข้อผิดพลาดแทบไม่เจอแม้อาการบาดเจ็บ ที่หลังจะทำให้ต้องเข้าโรงหมอเกือบตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา และพลาดสองเกมคัดบอลโลกกับทีมชาติเมื่อสัปดาห์ก่อน

แต่ความเจ็บปวดของเทอร์รี่จากการพลาดจุดโทษ ในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีกที่กรุงมอสโกฤดูกาลก่อนยังคงวนเวียนอยู่ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเทอร์รี่ถึงอยากเล่นให้ดีที่สุดกับเชลซี แรงกายแรงใจที่ทุ่มลงไปนั้นก็เพื่อเติมเต็มความฝัน ในการยืนถือถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีกนั้นเองครับ ผมเชื่ออย่างนั้น

นอกจากนี้บทบาทผู้นำสนามก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชลซีมีผลงานสุดแจ่ม ขนาดนี้เพราะเทอร์รี่เปรียบเสมือนศูนย์รวมความเชื่อมั่นในยามที่ทีมเจอสภาวะความกดดัน นาย "เจที" นี้แหละครับสามารถทำได้หมดทั้งโชว์ให้เห็นถึงความทุ่มเท 200 % ในสนาม ตะโกนสั่งการกระตุ้นเพื่อนราวกับว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้แล้ว รวมถึงปลดล็อกชัยชนะได้เองด้วยกับการขึ้นมาเติมยิงประตูสำคัญๆ ให้ทีมเหมือนในเกมกับโรม่า
เชื่อได้เลยครับว่าเกมกับลิเวอร์พูลในวันอาทิตย์นี้หากเชลซียังเล่นได้แข็งแกร่ง แบบนี้แม้ตัวผู้เล่นตัวหลักบางรายจะยังเจ็บอยู่ก็ตาม แต่ผมว่าโอกาสที่ทีมหงส์แดงจะบุกมาชนะนั้นโอกาสน้อยเหลือเกินหากราฟาเอล เบนิเตซและขุนพลหงส์แดงไม่ท็อปฟอร์มจริงๆ โอกาสบุกมาชนะถือว่ายากมากครับ

เกมล่าสุดของทีมหงส์แดงในการออกไปเยือนแอตเลติโก มาดริดคงต้องเรียนตามตรงว่าน่าเสียดายมากที่ไม่สามารถเก็บ 3 คะแนน เข้ากระเป๋าได้ทั้งๆ ที่อุตส่าห์ได้ประตูขึ้นนำเร็วจากร็อบบี้ คีน ซึ่งเกมนี้ไปยืนหน้าเป้าตัวเดียวในเกมที่ราฟาเอล เบนิเตซเลือกที่จะดรอปเดิร์ค เคาท์ไว้ข้างสนามและส่งยอสซี่ เบนายูนลงสนามแทนในตำแหน่งริมเส้นด้านขวา

การขึ้นนำแล้วผ่อนเกมจนน่ากลัว + เล่นถอดตัวสำคัญออกถือเป็นสาเหตุที่ทัพเรดแมชีนเก็บได้แค่หนึ่งคะแนน โอเคการถอดคีนน้อยและชาบี้ อลอนโซ่ออกเพราะมีปัญหาบาดเจ็บจริงถือว่าพอรับได้ แต่การพักกัปตันอย่างสตีเฟ่น เจอร์ราร์ดออกทั้งที่ไม่มีอาการบาดเจ็บและใส่ไรอัน บาเบิ้ลลงซึ่งเล่นเกมรับไม่ดี มันก็เหมือนกับการที่นักมวยแรงเริ่มอ่อนการ์ดเริ่มตกเดินถอยหนีตีวงอย่างเดียว ไม่มีการปล่อยหมัดไว้แย็บขู่ให้คู่ชกกลัวมันก็ต้องรอโดนหมัดน็อกสถานเดียวละครับ นี้ดีนะที่เกมนี้หงส์แดงไม่แพ้กลับมา ไม่เช่นนั้นแล้วนึกสภาพไม่ออกเลยจริงๆ ว่าราฟาจะโดนสับเละขนาดไหนกับการเปลี่ยนตัวแบบนี้

เอาล่ะครับผมเชื่อว่าแฟนๆ ลิเวอร์พูลยังพอรับได้กับผลเสมอในเกมนี้ เพราะทีมยังอยู่สถานการณ์ที่ไม่เลวเลยเมื่อครองตำแหน่งจ่าฝูงกลุ่ม D ร่วมกับแอตเลติโก มาดริดอยู่ (มี 7 คะแนนเท่ากัน) โดยเกมหน้าพวกเค้ามีคิวเปิดบ้านรับการมาเยือนของขุนพลตราหมีบ้าง คิดว่าทัพหงส์แดงจะเล่นสวยงามหรือไม่แฟนบอลคงไม่ว่าขอแค่เก็บ 3 คะแนน เพื่อการันตีการเข้ารอบต่อไปอย่างที่เชลซีแสดงให้เห็นก็น่าจะเพียงพอแล้วนะครับ

Thursday, 23 October 2008

ผจญภัยที่แมนเชสเตอร์ (จบ)

ต่อจากเมื่อวานนะครับ ผม,โจ และจี มาถึงร้าน Thai Banana เพื่อขอความช่วยเหลือในยามที่จนตรอกไม่มีทางเลือกแล้ว ในเวลาที่เข็มนาฬิกาใกล้จะเฉียดเที่ยงคืนรถเมล์เริ่มหดผู้คนเริ่มหาย ช่างเปล่าเปลี่ยวเอวังเสียเหลือเกิน...
‘เอาว่ะ ดีกว่าต้องนอนที่ชานชาลา’ ผมตัดสินใจที่จะเป็นคนเอ่ยปากกับพนักงานในร้าน
‘สวัสดีครับ เอ่อ...ไม่ทราบพวกพี่พอจะรู้จักที่พักละแวกนี้บ้างมั้ยฮะพอดีว่า ผมกับเพื่อนหามาหลายที่แล้วเต็มหมดเลย’

‘นั่งก่อนน้อง พี่ไม่คิดเงิน’ พี่เด็กเสิร์ฟปล่อยมุขพร้อมยกโค้ก 3 แก้วมาให้ สอบถามว่าเป็นไงมาไงถึงได้หลงมาอยู่ที่หน้าร้านเค้าได้ พอได้เห็นท่าทีที่เหนื่อยอ่อน+ทราบเรื่องสุดอนาถของพวกเราเท่านั้นละครับ พนักงานในร้านทุกคนต่างก็กุลีกุจอรีบโทร.หาเพื่อนที่รู้จักเช็กโรงแรมกันให้วุ่นทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ญาติมิตรก็ไม่ใช่

15 นาทีผ่านไปยังไม่มีความคืบหน้า จนกระทั่งพี่ผู้หญิงคนไทยในร้านคนนึงพูดมาว่า ‘สงสัยต้องโทร.หาหลวงพี่ส่งนอนวัดศรีฯแล้วทีนี้’ ให้ตายเถอะครับ ผมนึกว่าแกพูดเล่นแต่เปล่าเลยพี่แกโทร.ไปวัดจริง ๆ สุดท้ายหลวงพี่ที่วัดขอสายผมบอกให้มานอนได้

อารมณ์ดีใจปนอึ้งเล็ก ๆ ไม่คิดว่าจะโชคดีได้รับความช่วยเหลือดีขนาดนี้ ความรู้สึกมันซาบซึ้งใจจนไม่สามารถหาคำไหนมาอธิบายได้ พวกเราได้แต่กล่าวคำขอบคุณพร้อมจะขอตัวนั่งแท็กซี่ไปวัดกันเอง เนื่องจากรู้สึกเกรงใจมาก ๆ แต่พี่แอนนาเชฟไทยร้าน Take away จีน แกมีรถจึงอาสาขับไปส่งพวกเราที่วัด โชคสองชั้นของผมและเพื่อนจริงๆที่ได้มาเจอกลุ่มคนไทยน้ำใจงามในต่างแดนแบบนี้

หลังจากขับหาวัดอยู่นานเนื่องจากพี่แอนนาก็ไม่ค่อยคุ้นเส้นทางขับหลง อยู่ประมาณเกือบชั่วโมงเนื่องจากแถวนั้นมืดมาก ในที่สุดเราก็เจอบ้านเล็ก ๆ หลังนึงมีป้ายแปะว่าวัดศรีรัตนารามพี่แอนนาบอก ‘ถึงแล้วนี่แหละวัดพี่ส่งพวกน้องๆแค่นี้เดินทางกันดี ๆ โชคดีนะจ๊ะ’

พี่แอนนาคงเหนื่อยมากเพราะก็ดึกมากแล้ว ล่ำลากันเสร็จเราก็พบ พระสงฆ์อินเดียรูปหนึ่งพูดไทยไม่ค่อยชัดพาเราไป ห้องพักที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดีสำหรับพวกเราสามคน หลวงพี่รูปนั้นแนะนำว่าห้องน้ำห้องท่าอยู่ไหนและก็ขอตัวขึ้นไปจำวัดต่อ แต่เราก็ไม่อาบน้ำหรอกนะครับจังหวะนั้นหลับเป็นตายกันทุกคน ฮ่า

6 โมงเช้าวันรุ่งขึ้น จีปลุกผมบอกว่าตื่นได้แล้วเพราะเราต้องเข้าไปในตัวเมือง เพื่อขึ้นรถโค้ชไปลิเวอร์พูลกันต่อ ตื่นมาได้สักพักก็เจอพี่จิต (พี่ผู้หญิงที่มานั่งสมาธิที่วัด) และหลวงพี่ปกานนท์เดินเข้ามาทักทายและชวนไปสวดมนต์รอบเช้า+นั่งสมาธิกัน

นานมากแล้วครับ ที่ผมไม่เคยได้นั่งท่องบทสวดมนต์นาน ๆ แบบนี้ บทสวดบางบทที่เคยท่องจนคล่องสมัยเด็ก ๆ ก็เริ่มเลือนหายไปพร้อมกับกาลเวลา...บางครั้งหลายสิ่งหลายอย่างก็ทำให้ชีวิตคนเราทุกวันนี้ดูวุ่นวาย เป็นทุกข์ อยากมี อยากเก่ง อยากได้จนลืมไปแล้วว่า ‘ความสุขที่แท้จริง’อยู่ตรงไหน ?

ผมรู้สึกสบายใจและหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยนะครับที่ได้กลับมาสู่พื้นฐานของความสงบ ไร้ซึ่งความว้าวุ่นใจอีกครั้ง แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตามที
เราได้นั่งสนทนาธรรมคุยถึงเรื่องเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกวันนี้ ปัญหาความแตกแยกของคนไทยที่ต่างคนต่างก็มี ‘ทิฐิ’ อยากได้มาซึ่งชื่อเสียงเงินทองจนหลายครั้งหลายหนมันเกินขอบเขตทำให้ส่วนรวมต้องวุ่นวาย บาดเจ็บ ล้มตายอย่างที่เห็น

ผมตั้งใจไว้แล้วนะครับ ได้กลับไทยครั้งหน้าอยากจะกลับไปบวชเดินธุดงค์ในป่าสักเดือนตามที่หลวงพี่ปกานนท์แนะนำ เพราะท่านเห็นว่าเด็กสมัยใหม่ช่วงหลังบวชแค่พอเป็นพิธีและไม่ได้ลงลึกไปถึงพระธรรม บวชแปบ ๆ ก็สึกไม่ได้เข้าถึงพระธรรมคำสั่งสอนอย่างถ่องแท้

ให้มันสมกับที่พ่อผมเคยบวชเรียนเป็นเวลาเกือบยี่สิบปีเสียหน่อย เดี๋ยวญาติพี่น้องจะหาว่าลูกไม้นี้หล่นไกลต้น ^^

พวกเรานั่งทานข้าวต้มที่พี่จิตเตรียมไว้ให้พร้อมลาหลวงพี่ พระปกานนท์ออกเดินทางเข้าตัวเมืองแมนเชสเตอร์กันต่อ ก่อนออกหลวงพี่ยังแอบแซวว่า ‘ถ้าคราวหน้าคราวหลังโยมจะมาพักอาตมาแนะนำให้บุ๊กอินแอดวานซ์น่ะ’ ฮ่าๆอายได้ป่ะ หลวงพี่!

เรานั่งรถเมล์เข้าเมืองต่อด้วยจับรถโค้ชไปลิเวอร์พูลเพื่อเยือนถิ่นแอนฟิลด์ของ ลิเวอร์พูลและกูดิสันปาร์คของเอฟเวอร์ตันกันต่อทีแรกตั้งใจว่าจะไปเยือน The Beatles Museum เพื่อชมแบนด์ขวัญใจผมด้วย แต่คำนวณเวลาแล้วกลัวจะไม่พอเดี๋ยวตกรถขากลับลอนดอนจะวุ่นวายเอาเปล่าๆเลยไม่อยากเสี่ยงอีก

ตัวเมืองลิเวอร์พูลในวันที่ไม่มีแมตช์แข่งนั้นเงียบเหงาราวกับป่าช้าครับ ถ้าไม่นับในแถบช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ผู้คนก็แทบจะไม่มีให้เห็น เราไปเยือนสนามกูดิสัน ปาร์คเพื่อถ่ายรูป+ช็อปของที่ระลึกกันเล็กน้อยแต่ขอเซฟเงินไม่เข้า พิพิธภัณฑ์เพราะก่อนหน้านี้ตกลงกันแล้วว่าจะไปเข้าที่ลิเวอร์พูลกัน
ระยะทางจากสนามเอฟเวอร์ตันไปลิเวอร์พูลนั้นใกล้มากสามารถเดินถึงกันได้ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีเลยด้วยซ้ำ เราก็จะพบสนามแอนฟิลด์ที่เจ้าโจเห็นแล้วคงไม่สบอารมณ์และควักถุงช็อปปิ้งของ แมนฯยูฯออกมาจากกระเป๋าแล้วรีบเรียกให้ผมถ่ายภาพไว้ซะอย่างนั้น เอาเป็นว่าแฟนหงส์แดงเห็นหรือเจอเจ้าตัวที่ไหนก็ตราหน้าหมอนี่เอาไว้แล้วกันนะครับ ฮ่า

เงิน 5 ปอนด์ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ถือว่าคุ้มสุดคุ้มครับ เพราะภายในมีคำประวัติ ถ้วยรางวัล เหรียญรางวัลแห่งความสำเร็จในอดีตของลิเวอร์พูลพร้อมทั้ง เสื้อผ้ารองเท้าสตั๊ดของตำนานหลายคนอาทิเช่น เควิน คีแกน ก็ถูกแสดงไว้ ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ด้วย


เดินได้สักพักใหญ่ ๆ พวกเราก็ต้องเตรียมตัวกลับลอนดอนครับ โดยเราไปนั่งหม่ำเบอร์เกอร์กันที่ผับและชมเกมสโต๊ค-สเปอร์สให้ผมช้ำใจเล่น ๆ เพราะน้องไก่โดนอีกแว้ว แต่ไม่เป็นไรครับเพิ่งเข้าวัดมาตอนนี้ไม่คิดมาก ปลงได้! ใครอยากล้อ เชิญ อิอิ (แนะนำแฟนไก่ให้คิดแบบนี้นะครับจะได้ไม่เครียด คิดซะว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ผลงานจะดำดิ่งแค่ไหนก็ต้องตามเชียร์ สู้!)

ขากลับเรานั่งรถโค้ชกลับเข้าลอนดอน ออกจากลิเวอร์พูล 5 โมงครึ่งแต่รถติดสุด ๆ กินเวลาไป 6 ชั่วโมง (จากกำหนดแค่ 4 ช.ม.) เนื่องจากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบนถนนเส้นที่เรากลับจึงนั่งรถซะก้นชา ผู้โดยสารหลายคนออกอาการหงุดหงิดกันเป็นแถบ แต่สำหรับผม จีและโจซึ่งเจอชุดใหญ่ไปแล้วเมื่อคืนแค่นี้ถือว่าสิว ๆ ไปเลยครับ : )

ป.ล. ทริปนี้ขอขอบคุณคนไทยน้ำใจงามทุกท่านจากร้าน Thai Banana, Manchester รวมถึงหลวงพี่ปกานนท์แห่งวัดศรีรัตนาราม สำหรับที่พักและคำสอนดีๆที่มีให้ครับ



Wednesday, 22 October 2008

ผจญภัยที่แมนเชสเตอร์ (ตอน 1)

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมดีดตัวเอง ออกนอกกรุงลอนดอน เป็นครั้งแรกนับ ตั้งแต่ฟุตบอลพรีเมียร์ชิพ ฤดูกาลนี้เปิด ฉากขึ้น โดยงานนี้มุ่งหน้า ขึ้นเหนือ สู่เมือง แมนเชสเตอร์เพื่อชมเกมคู่ แมนฯยูไนเต็ด-เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยนที่แข่งกัน ไปวันเสาร์ที่ผ่านมา

"จี" และ "โจ" คือเพื่อนร่วมทริปนี้และ ทั้งคู่เป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้ผมตัดสินใจ ออกเดินทางอีกครั้งนึง ทั้ง ๆ ที่วันเดียวกัน ก็มีคู่ที่น่าสนใจกว่าใน ลอนดอนอย่างอาร์เซนอลพบเอฟเวอร์ตัน เราสามคนมีจุดหมายปลายทาง ที่ต่างกันไปในการมาเยือนดินแดน "เดอะเธียเตอร์ออฟดรีม" แห่งนี้...

"จี" ลูกอาเสี่ยเจ้าของกิจการนวดแผนโบราณที่เมืองไทยเป็นแฟนเชลซีมานาน และกำลังจะกลับเมืองไทยกลางเดือนหน้าจึงอยากไปดูสนาม ของทีมคู่ปรับสำคัญว่าจะยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหน
ส่วน "โจ" เด็กแนวแฟนผีแดงเพิ่งมาอังกฤษได้ไม่นาน มีความฝันอยากจะไปโอลด์ แทรฟฟอร์ดเพื่อบรรลุการเป็น เด็กผีให้สมบูรณ์แบบการเป็นสาวกพันธุ์แท้และ ผมนักข่าวฟุตบอลที่เกลียดผีแดงอย่างกับขี้ (เนื่องจากชอบใช้เงินกวาดนักเตะสเปอร์สไปเข้าเล้า!!) เกิดมายังไม่เคยไปเหยียบสนามแห่งนี้เช่นกัน การมาเยือนสักทีไม่ให้เสียชาติเกิด ประกอบกับการได้มีเพื่อนร่วมเดิน ทางอีกต่างหากทริปนี้ จึงพอหยวนได้ครับ ^^
การเดินทางของเราสามคนก็เริ่มต้นที่สถานีรถไฟ Euston, London โดยแพลนของเราในครั้งนี้ก็คือจะไปดูบอลที่แมนฯยูฯก่อนค้างแรมที่นั่น 1 คืน ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะไปลิเวอร์พูลซึ่งไม่ไกลมากจากแมนเชสเตอร์ (ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.โดยรถโค้ช) เพื่อท่องเที่ยว+เยี่ยมชมสนามแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูลและกูดิสัน ปาร์คของเอฟเวอร์ตันให้คุ้มค่าเวลาและเม็ดเงินที่เราเสียไปกับค่าเดินทางให้ได้มากที่สุด


เราออกจากลอนดอนเวลาประมาณ 11 โมงเช้าและนั่งรถไฟ National Express ไปถึงเมืองแมนเชสเตอร์เวลาประมาณบ่าย 3 โมงตรง เกมคู่นี้นั้นเริ่มเวลา 5 โมงครึ่ง แม้จะไม่ทันการเดินทัวร์พิพิธภัณฑ์อย่างที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก แต่ก็ยังเพียงพอสำหรับการเดินเล่นรอบสนามรวมถึงเมกะสโตร์เพื่อ ให้นายโจสวมวิญญาณเลือดเศรษฐีเดือด กระหน่ำช็อปของฝากกลับลอนดอน

บรรยากาศรอบๆ สนาม ยิ่งใกล้ถึงเวลาคิกออฟเท่าไร ไม่ทราบว่ากองเชียร์ได้ไหลกันมาจากไหนเยอะแยะเดิน กันเบียดกันให้เต็มไหนเต็มหนึ่งแม้คู่แข่งจะเป็นแค่เวสต์บรอมฯ ที่ศักดิ์และศรีเป็นรองสุดกู่แต่นี่แหละครับคือ สโมสรที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นที่รักของแฟนบอลทั่วทุกมุมโลก

Press room และ Press Box ที่นี่ผมโดนใบสั่งจากรีเซฟชันสาวหน้าประตูว่า "กรุณางดใช้กล้องถ่ายรูปข้างในนะคะ" หลังเห็นผมถือเจ้ากล้อง Nikon D-40x อยู่กับมือทำเอาผมถึงกับเซ็งอารมณ์อยากจะเก็บภาพข้างในมาฝากท่านผู้อ่านแต่ก็อด เอาเป็นว่าคราวหน้าถ้าได้มาจะแอบชักภาพมาให้ได้ครับ สัญญา !

สำหรับรูปเกมอย่างที่ทุกท่านคงได้ทราบผลกันไปแล้วว่าผีแดงกดไปเน้นๆ 4-0 แม้ว่าในครึ่งแรกจะโนสกอร์เจาะไข่แดงทีมเยือนไม่ได้ก็ตาม เนื่องจากแนวรับของเวสต์บรอมฯ นั้นยืนกันได้เป็นระบบระเบียบดีมาก ส่วนนึงต้องชมการวางหมากของโทนี่ โมว์เบรย์ที่สามารถต้านทานแนวรุกมหาประลัยของทีมปิศาจแดงเอาไว้ได้ถึง 55 นาที อย่างไรก็ดีแมนฯยูฯก็ยังเป็นทีมที่มี Winning-Mentality หรือความกระหายของนักเตะที่จ้องจะเอา 3 คะแนน ให้ได้ทุกๆ นัดที่ลงสนามและการไม่เคยผ่อนเกม ถอนคันเร่งจนกว่าจะสิ้นสุดเสียงนกหวีดจากกรรมการ

สิ่งนี้แหละครับจำเป็นที่สุดสำหรับแชมเปี้ยนในกีฬาทุกประเภท เพราะเราไม่สามารถชะล่าใจหรือประมาทคู่แข่งได้เลยแม้เสี้ยววินาทีเดียว หากเค้า/เธอ หรือทีมทีมนั้นต้องการที่จะ ประสบความสำเร็จในบั้นปลายของการแข่งขัน

นั่นคือสิ่งที่ "บิ๊กโฟร์" แตกต่างและพิเศษกว่าทีมอื่นๆ ในลีก...

เกมนี้ก็เช่นเดียวกันพลพรรคปิศาจแดงแสดง ให้เห็นถึงความลงตัวของทีมที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ได้คริสติอาโน่ โรนัลโด้กลับมาฟิตลงสนาม และดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟเริ่มมองตาก็รู้ใจกับเวย์น รูนีย์หัวหอกฟอร์มฮอตที่สุดในเกาะอังกฤษเวลานี้

"เหนือฟ้ายังมีฟ้า" คือสิ่งที่ผมกลัวแทนเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเนื่องจากในวันเดียวกันเชลซีของหลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ซึ่งมีนักเตะเจ็บกันเป็นเบือกลับไม่ได้มีเอฟเฟกต์ใดๆ กับผลการแข่งขันเลย แม้ต้องออกไปเป็นทีมเยือนและไล่กะซวกมิดเดิลสโบรห์ไส้แตกคาบ้าน 5-0 ประกาศศักดาการเป็นแคนดิเดตหมายเลขหนึ่งในการขอแย่งแชมป์ลีกคืนจากแมนฯยูไนเต็ดแบบเต็มตัว

ครับ เกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดจบลงไปด้วยความชื่นมื่นของแฟนผีแดงกว่า 7 หมื่น 5 พันคน แต่การเดินทางของผม จี และ โจยังไม่จบเนื่องจากต้องค้างแรมกันที่แมนเชสเตอร์ เราไม่ได้บุ๊กโรงแรมกันมาล่วงหน้าจึงแวะพักท้องกันที่ร้าน KFC แถวสนามก่อนคุยกันว่าจะออกเดินล่าหาโฮเต็ลถูกๆ ที่ไม่ไกลจากโค้ชสเตชันกัน เพราะรุ่งขึ้นมีคิวต้องไปทัวร์ลิเวอร์พูลกันต่อ

ชิวครับ ยังชิวได้อีกเพราะนาทีนั้นไม่คิดว่าตัวเองกำลังจะต้องตกระกำลำบากเดินแบกกระเป๋าหนักๆ เป็นหลายกิโลหาโรงแรมเกือบทั้งคืน !!!

เชื่อมั้ยครับว่าคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาโรงแรม ในตัวเมืองแมนเชสเตอร์เต็มเกือบหมด ที่พอจะเหลือก็เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้น และราคาก็มหาโหด 200 ปอนด์อัพ เดินวนไปวนมาอยู่ร่วมชั่วโมงเศษ อากาศยิ่งดึกยิ่งหนาว+แรงเริ่มหมดเราจึงตัดสินใจ เรียกแท็กซี่โดยก่อนขึ้นก็ถามว่าพอจะรู้จักโรงแรมถูกๆ ย่านชานเมืองแมนเชสเตอร์บ้างมั้ย

"โอเช ขึ้นมาเลยพ่อหนุ่ม ไอพอจะรู้ที่พักถูกๆ เดี๋ยวไอจัดห้าย" โอ้ โล่งอกครับ ผมและเพื่อนๆ กระโดดขึ้นแค็บดำแบบไม่ลังเลถึงค่าใช้จ่ายที่เริ่มบานปลาย (ออกจากสถานีรถไฟตอนขาไปสนามก็นั่งแท็กซี่โดนไป 8 ปอนด์ แบบว่าอยากถึงสนามเร็วๆ วัยรุ่นใจร้อน^^)

ขับไปขับมาตาลุงนี่ไม่รู้ขับอ้อมหรือเปล่าพวกเราชักเสียวจึงถามไปว่า "ลุงฮะ อีกไกลมั้ย"
"ไม่กี่ไมล์หรอกไอ้หนู" ชิบหายแล้วสิครับตาลุงมันพาออกนอกตัวเมืองซะไกลแบบนี้ ถ้าขืนไม่ได้โรงแรมจะกลับเข้าเมืองยังไงวะเนี่ย ??!! ในใจผมเริ่มร้อนรุ่มแต่ยังนิ่งไม่อยากทำให้จีและโจที่เงียบไปเลย เสียขวัญ

ลุงคนนี้มาปล่อยเราที่หน้าโรงแรมจิ้งหรีดแห่งนึงครับ บอกว่าหัวมุมถนนมีโรงแรมถูกๆ อีกสองสามที่ ลองเดินหาดูคิดว่าน่าจะมีห้องว่าง จ่ายตังค์โดดลงรถเรียบร้อยปรากฏว่าเคราะห์ซ้ำกรรม ซัดโรงแรมจิ้งหรีดสภาพเก่าๆ ก็ยังทะลึ่งเต็มหมด!
มองหน้ากันเลิ่กลั่ก แล้วจังหวะนี้ ทั้งเหนื่อย ทั้งหนาว ทั้งหมดแรงปนท้อใจไม่รู้จะซุกหัวนอนที่ไหนดีพอดีว่า ระหว่างทางที่นั่งมาเราเห็นร้านอาหารไทยชื่อร้าน Thai Banana ระดมความกล้ากันเฮือกสุดท้ายดีกว่าไม่มีที่นอน จึงตัดสินใจกันว่าจะเดินเข้าไปถามเผื่อว่าจะได้คำแนะนำอะไรบ้างจากคนไทยในต่างแดนด้วยกันแบบนี้...

ป.ล.เนื้อที่หมดไว้จะมาต่อพรุ่งนี้นะครับว่าคืนนั้นเราไปลงเอยกันที่ไหนและทริปที่ลิเวอร์พูลจะเป็นเช่นไร โปรดติดตามครับ : )