Tuesday, 26 August 2008

สัปดาห์ที่สุดแสนสำคัญของสเปอร์ส


หากจะเปรียบความรักของสเปอร์สที่มีต่อดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟในตอนนี้ก็คงต้องบอกว่าอยู่ในช่วง อึมครึมสุดขีดและพร้อมจะหย่าร้างกันอย่างเป็นทางกันอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ รอก็เพียงแค่ให้ ‘มือที่สาม’ อย่างแมนฯยูไนเต็ดเอาเงินค่าเสียหายจำนวนประมาณ 25-30 ล้านปอนด์ ฝาดหัวสามีเก่าอย่างสเปอร์สแบกรับมันเอาไว้แบบไม่เต็มใจ พร้อมยืนดูแฟนใหม่จูงมือคนรักเก่า นามว่า ‘วันทอง’เชื้อสายบัลแกเรียน หอบผ้าหอบผ่อนหนีตามกันไปอยู่เท่านั้นเอง

เห็นแล้วเจ็บจี๊ดแทนไก่เดือยทอง สเปอร์สไปถึงขั้วหัวใจครับ เพราะเลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ อุตสาห์เปิดโอกาสให้เจ้าตัวได้สร้างชื่อในเวทีพรีเมียร์ฯ แต่สุดท้ายกลับได้แค่ตัวของเบอร์บา แต่ไม่อาจได้ใจของนักเตะ และหากไม่มีอะไรผิดพลาดหรือหักมุม ดีลที่กำลังจะจบลง ‘ตอกย้ำ’ ให้เห็นกันอีกครั้งว่าสุดท้ายแล้ว ยุคโมเดิร์นฟุตบอล หลังปี 2000 เป็นต้นมา นักเตะมีอำนาจต่อรองมากจนน่ากลัวเหลือเกินว่า ต่อจากนี้ลายน้ำหมึกที่เซ็นลงไปในการทำสัญญามันจะเป็นเพียงแค่กระดาษทิชชู่ห่วยๆที่พร้อมแปรสภาพเป็นกระดาษเช็ดก้นในทันตา หากว่านักเตะเกิดอาการ ‘หมดใจ’ กับสโมสรอู่ข้าวอู่น้ำของตนเอง

นิยายรักสามเส้าที่ยืดเยื้อคาราคาซังในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมามีตัวอย่างให้เห็นเยอะครับ เช่นกรณีพิพาทของ คริสติอาโน่ โรนัลโด้ แกเรธ แบร์รี่ หรือ ร็อบบี้ คีน โดยสองรายแรกไม่ได้ย้ายทีมสมความปรารถนาเพราะมีปัจจัยต่างๆเข้ามามีส่วนทำให้สโมสรต้นสังกัดรอดพ้นการเสียนักเตะหลักของตัวเองไปหวุดหวิด
จะมีก็แต่รายหลัง ซึ่งในที่นี้ก็คือร็อบบี้ คีน ที่ตัวและหัวใจของหอกไอริชจอมตีลังกานั้นฝากไว้กับทีมหงส์แดงลิเวอร์พูลมานานตั้งแต่เป็นเด็กตัวกะเปี๊ยก และรับใช้สเปอร์สมาอย่างยาวนาน ซื่อสัตย์ และทุ่มเทเกินร้อยเสมอยามที่ลงสนาม การที่เจ้าตัวขอเคลียร์กับฆวนเด้ รามอสดีๆ + ให้สัมภาษณ์ร่ำลาแฟนบอลทีมตราไก่ตอนเปิดตัวที่แอนฟิลด์ มันเป็นการลาจากที่สวยงามและน่าจดจำทั้งในส่วนของคีนเอง แฟนบอลสเปอร์ส และสโมสร...

กลับกันในเคสของเบอร์บาตอฟ นักเตะอยากย้ายไปเติมเต็มความฝันในการลงเล่นแชมป์เปี้ยนส์ลีกมานานก่อนดีลของร็อบบี้ คีนจะเริ่มด้วยซ้ำ แต่แมนฯยูไนเต็ดดันไม่ใจป้ำพอที่จะยื่นเม็ดเงิน 30 ล้านปอนด์ตามที่ดาเนี่ยล เลวี่ ต้องการทำให้ ดีลนี้ยืดยาวออกไปจนฟุตบอลเปิดฤดูกาล และผลกระทบนี้ก็ไม่ได้ตกที่เบอร์บา หรือ ทีมปีศาจแดงของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โดยตรงครับ แต่เป็นฝั่งสเปอร์สที่เสียหายเต็มๆ เนื่องจากฆวนเด้ รามอสต้องพบกับความยากลำบากในการจัดแผนและรูปแบบการเล่น

นัดแรกที่สเปอร์สพ่ายให้แก่มิดเดิลสโบรห์ หากยังจำกันได้คงเห็นนะครับว่าสีหน้าของหัวหอกอารมณ์ติสต์นั้นบ่งบอกชัดเจนว่ากระจิตกระใจไม่พร้อมที่จะเล่นให้สเปอร์สอีกต่อไปแล้ว ซึ่งถึงตรงนั้นผมคาดว่าหลายคนที่ได้ชมเกมนี้คงคิดไม่ต่างจากผมว่าเวลาของเบอร์บาตอฟกับสเปอร์สนั้นกำลังจะจบลงแล้ว

ถัดมาอีกหนึ่งอาทิตย์ให้หลังก็เป็นจริงตามคาดครับ ความสัมพันธ์ของเบอร์บาและรามอสมาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อก่อนเกมที่สเปอร์สมีคิวต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของซันเดอร์แลนด์ และนักเตะเข้าไปพบเฮดโค้ชชาวสเปนและแจ้งให้ทราบถึง ความกระสันส่วนตัวอย่างออกหน้าออกตา ประมาณว่าอยากสวมเครื่องแบบผีแดงเต็มแก่ และจิตใจไม่พร้อมที่จะเล่นในเกมระดับนี้หากยังไม่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ

ประเด็นของเบอร์บาตอฟในครั้งนี้ ผมคิดว่าองค์ใหญ่อย่างฟีฟ่าก็ดี หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรองลงมาอย่าง ‘เอฟเอ’ น่าจะเก็บไว้เป็นกรณีศึกษาในเรื่องของ ‘อำนาจต่อรองของนักเตะ’ ว่าต้นสังกัดจะมีมาตรการใดในการปกป้องและมีกรรมสิทธิ์ในตัวนักเตะมากกว่านี้
หาใช่ต้นสังกัดจ่ายค่าเหนื่อยรายสัปดาห์แพงระยับ แต่นักเตะดันอิดออดที่จะลงสนาม !!
สเปอร์สตอนนี้นั้นทำได้แค่เพียงปรับเงิน บักตอฟ 45,000 ปอนด์ ซึ่งจุ๋มจิ๋มสิ้นดี สำหรับนักเตะที่ทำตัวไร้ความเป็นมืออาชีพเยี่ยงนี้ ส่วนตัวผมแล้วยืนยัน นอนยันเลยว่าองค์กรที่รับผิดชอบควรมีมาตรการใดๆก็ตามที่ทำให้นักเตะหลาบจำ และจะไม่ทำตัวอย่างเบอร์บาตอฟ หรือ หนูโด้ ที่กระจอง งอแง หากไม่ได้ย้ายทีม ทั้งๆที่สัญญาก็ยังเหลืออีกบานตะไทกับต้นสังกัดเดิม

อย่างไรก็ดี ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่ากฎและระเบียบต่างๆควรย้อนยุคกลับใช้ ‘สัญญาทาส’ หรือให้สิทธิ์และอำนาจเด็ดขาดแก่ต้นสังกัดเหมือนอย่างเคย แต่ผมอยากเห็นดีลที่แฟร์กับสโมสรอู่ข้าวอู่น้ำของนักเตะมากกว่านี้ก็เท่านั้นเองครับ

ถึงนาทีนี้ สิ่งที่ฆวนเด้ รามอส และ ดาเนี่ยล เลวี่ ต้องรีบทำเป็นการด่วนเลยก็คือสรุปให้ชัดไปเลยว่าจะขายไม่ขาย เพราะหากปล่อยยืดเยื้อ หรือเลยเดดไลน์ไปแล้ว พวกเค้าก็จะอดได้เงินก้อน มาซื้อกองหน้าเสริมทัพ หรือหากว่าตัดสินใจขายแต่ดันขายช้าก่อนตลาดปิดไม่กี่วัน การที่จะหาตัวแทนที่มีประสิทธิภาพ หรือ ใกล้เคียงเบอร์บาตอฟในตลาดนั้นบอกได้คำเดียวครับว่าเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ดีลกับอังเดร อาร์ชาวิน นั้นดูเหมือนจะฟื้นคืนชีพกลับมาเมื่อเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์กยอมลดราคามาใน วงเงินที่สเปอร์สยอมรับได้ แต่ในแง่ของแท็คติกส์แล้ว อย่างที่ทุกคนทราบนะครับว่า อาร์ชาวินเป็นนักเตะที่ดีก็จริง แต่หมอนี่ไม่ได้เล่นเซ็นเตอร์ฟอร์เวิดร์ และยิงไปแค่ 3 เม็ดเท่านั้นจาก19 หลังสุด ขณะที่พวกครีเอทีฟ มิดฟิลด์ สเปอร์สนั้นก็แทบจะทับกันตายอยู่แล้วในสนาม ทั้ง ลูก้า โมดริช โจวานนี่ ดอส ซานโต๊ส หรือ เดวิด เบนท์ลีย์ ซึ่งนัดที่ผ่านมาโดนจับไปยืนหน้าต่ำแทนที่จะเป็นปีกขวาตำแหน่งที่ดีที่สุดของเจ้าตัว

ดังนั้นชื่อของ โรมัน พาฟลูเชนโก้, ราดาเมล ฟัลเกา (ของริเวอร์ เพลท) หรือ คลาส แยน ฮุนเตลาร์ น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่าสำหรับสเปอร์สในยามนี้ที่ขาดแคลนกองหน้าประเภทโป้งเดียวหาย เนื่องจากดาร์เรน เบนท์นั้นยิ่งดูก็ยิ่งอดสู และค่อนข้างแน่ว่าเป็นทิ้งพึ่งพาของทีมไม่ได้เลยหากดูผลงานเฮียแกจากสองนัดที่ผ่านมา

สรุปเลยนะครับ ว่าสเปอร์สควรต้องรีบปล่อยเบอร์บาตอฟให้ผีแดงภายในวันสองวันต่อจากนี้ และรีบหาตัวแทนในตำแหน่งกองหน้าให้เร็วที่สุด หากหวังจะเก็บ1 คะแนนออกมาจากถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในการออกไปเยือนเชลซีวันอาทิตย์นี้

หากเก็บได้สักคะแนนผมเชื่อนะครับว่า ขวัญและกำลังใจของทีมตราไก่คงจะดีขึ้นเป็นอักโขเลย แต่หากไม่เป็นอย่างนั้นการพ่ายแพ้สามนัดรวดจะเป็นการออกสตาร์สที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 29 ปีของสโมสร และเก้าอี้ของฆวนเด้ รามอสอาจสั่นคลอนก่อนถึงเวลาอันควรก็เป็นได้ครับ

Wednesday, 13 August 2008

เอฟเฟกต์จากทักษิณถึงแมนฯซิตี้


สวัสดีวันแม่ย้อนหลังกันไปหนึ่งวันนะครับ ไม่ทราบว่า คุณผู้อ่าน ได้ทำอะไรให้แก่ผู้หญิง ที่คลอดเราออกมาใน วันสุดพิเศษ ที่ผ่านมาหรือเปล่าเอ่ย? ถ้ายังหรือไม่มีเวลา ที่จะเจอหน้าท่าน แค่การโทร. บอกรักท่าน หรือทำดีกับ ท่านในทุก ๆ วัน ไม่จำเป็นเฉพาะวันแม่ ก็น่าจะทำให้ท่าน ชื่นใจไม่น้อยครับ ผมเองหลังจากห่างครอบครัวไปนาน และเพิ่งถึงประเทศไทยได้สองวัน ก็ได้โอกาสพาคุณแม่ไป ทานอาหารทะเลกับพ่อ และน้องสาวแถว ๆ มหาชัย การกลับมาบ้านใน รอบสองปีครั้งนี้ รู้สึก และรู้ซึ้งเลย ว่าไม่มีชาติใดในโลกที่จะ มีอาหารเลิศรสไปกว่าประเทศ ของเราอีกแล้ว อีกทั้งน้ำใจไมตรี และความเป็นมิตรที่พร้อมมีรอยยิ้มให้กัน+ช่วยเหลือเกื้อกูล แม้จะไม่ได้รู้จักมักจี่ก็เป็นสิ่งนึง ที่ผมคิดถึงเสมอเนื่องจากคนอังกฤษนั้นหากไม่ใช่ญาติก็ยากหน่อยล่ะครับที่จะเห็นสิ่งดี ๆ เหล่านี้เกิดขึ้น เพราะต่างคนต่างก็สนใจแต่เรื่องของชีวิตตัวเอง...
ไม่ใช่ว่าคนอังกฤษไม่ดีนะครับ คนดี ๆ มีน้ำใจก็พอจะมีให้เห็น แต่ทว่ามหานครที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายอย่างลอนดอน ชีวิตประจำวันเดิน ไปเร็วมากเหลือเกิน เร็วจนคนที่ถือคติช้าแต่ชัวร์อย่างผม หลาย ๆ ครั้งรู้สึกเหนื่อยมากกับการใช้ชีวิตที่นั่น แม้ว่าจะชื่นชอบ ชื่นชมในเรื่องระเบียบวินัยของพลเมือง, ระบบขนส่งมวลชน ไปไหนมาไหนก็สะดวกสบาย อีกทั้งอากาศก็ไม่ร้อนตับแตกเหมือนไทย แต่เชื่อผมเถอะครับ ไม่มีที่ไหน ‘สุขใจ’ ได้เท่าผืนแผ่นดินแห่งนี้อีกแล้ว : )

เช้านี้ผมได้เห็นหัวพาดหัวข่าวจาก ‘เดอะ ซัน’ และสื่ออีกหลายรายจากอังกฤษประโคมข่าวเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวกับการลี้ภัยทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบกับเรือใบสีฟ้า แมนฯซิตี้ ในซีซั่นใหม่ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นเร็ว ๆ นี้

ใจนึงก็สงสาร และเห็นใจอดีตผู้นำไทยนะครับ หากว่าเจ้าตัว จะไม่ได้กลับมาใช้ชีวิตที่เหลือที่ประเทศบ้านเกิดอีก... อย่างไรก็ดีวันนี้เรื่องของการเมืองผมไม่อยากจะไปพูดถึง หรือพาดพิงใคร แต่ที่น่าเป็นห่วงแทนก็คือ ผลกระทบที่มีต่อแมนฯซิตี้ ทีมที่ คุณทักษิณได้ซื้อมาไว้ครอบครองเมื่อประมาณ 14 เดือนก่อน
ผลกระทบนั้นมีแน่นอนพันเปอร์เซ็นต์อยู่แล้วครับ อยู่ที่ว่าจะ ส่งผลกับเรือใบลำนี้ ช้าหรือเร็ว มาก หรือน้อย เท่านั้นเอง เนื่องจากเมื่อเจ้าของทีม ‘งานเข้า’ เจอคดีมากมายรุมเร้าแบบนี้ มันจึงเป็นเรื่องยากมากครับ ที่ แฟรงค์ ซินาตรา จะมีเวลามา ปรึกษาหารือกับทีมงานเกี่ยวกับทิศทาง และความเป็นไป ของสโมสรจากย่านอีสต์แลนด์
เรื่อง Budget หรืองบประมาณที่เคยให้คำมั่นสัญญากับ ‘สปาร์กี้’ มาร์ค ฮิวจ์สเอาไว้ ถึงตอนนี้ ซิตี้สอยมาแค่ โจ หัวหอกเลือด แซมบ้าค่าตัว 19 ล้านปอนด์ (ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์) กับ ทาล เบน ฮาอิม เท่านั้น ขณะที่ก็ฮิวจ์สก็ยัง ‘อ้ำอึ้ง’ และไม่ชัดเจนเท่าไรถึงกรณีที่ทีมจะขาย เวดราน ชอร์ลูก้า ให้สเปอร์ส และสตีเฟน ไอร์แลนด์ ที่มีข่าวกับซันเดอร์แลนด์

เคสของสองตัวหลัก ที่อาจจะโดน ‘บีบ’ ให้ย้ายออกไปโดยบอร์ดนี้แหละครับ อาจจะส่งผลโดยตรงถึงการ ตัดสินใจของฮิวจ์สได้เลยว่าจะ Commit หรือทุ่มเทตนให้อู่ข้าว อู่น้ำใหม่ของเค้าต่อ ตามแบบฉบับของมืออาชีพที่พึงกระทำ หรือจะเลือก "หักดิบ" ตัดช่องน้อยแต่พอตัวลาออกไปเพื่อ ความสบายใจของตัวเอง
จากการให้สัมภาษณ์ช่วงหลัง ๆ ของกุนซือฮาร์ดคอร์รายนี้บ่งบอกได้เป็นอย่างดีครับว่าเจ้าตัว ‘อึดอัด’ กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสโมสรแมนฯ ซิตี้ พอสมควร เพราะหลาย ๆ อย่าง ตัวเค้าซึ่งน่าจะเป็นคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องการซื้อ / ขายผู้เล่นมากที่สุดกลับโดนมองข้ามหัวและ ได้แต่ทำหน้าที่คุมทีม+ วางแท็กติกส์ รอความหวัง และคำมั่นสัญญาเรื่องงบประมาณ ใช้จ่ายซื้อตัวผู้เล่นมาเสริมทีม ไปวัน ๆ อย่างนั้นหรือ

ผมไม่เชื่อนะครับว่าคนที่เด็ดขาด และมีความชัดเจนใน การทำงานพอสมควรอย่างฮิวจ์สคง ต้องขอเคลียร์กับ บอร์ดบริหารก่อนฤดูกาลจะเริ่มขึ้นอย่างแน่นอน และจากนี้น่าสนใจมากครับว่า ความสัมพันธ์ของผู้จัดการทีมเลือดเวลส์ และอดีตนายกฯชาวไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป
อีกเรื่องที่ผมสนใจเป็นพิเศษก็คือประเด็นที่ พรีเมียร์ลีกนำโดย CEO ริชาร์ด สคูดามอร์ อาจทบทวนความเหมาะสมของ “ทักษิณ” ในฐานะเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้อีกครั้งนึง เพราะตามกฎของพรีเมียร์นั้นบอกไว้ชัดเจนว่า หากคุณทักษิณโดนพิสูจน์ + ตัดสินว่ามีความผิด ทางกฎหมายอาญาจริง ‘คุณสมบัติ’ การครอบครองสโมสรแมนฯซิตี้ ก็อาจจะหมดลง และหากไม่ยอมลงจากเก้าอี้ พรีเมียร์มีสิทธิ์ที่จะ ถอดถอนสโมสร ออกจากการแข่งขัน ตามกฎ D10

เคสโดนถอน ออกจากการแข่งขัน คือ สมมติฐานที่อาจเกิด ขึ้นอย่างเลวร้ายที่สุดนะครับ และก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจไป เพราะว่าหากเรื่องบาน ปลายไปถึงขั้นนั้นจริง ๆ ผมเชื่อว่าคุณทักษิณน่าจะหานายทุน รายใหม่มารับช่วงต่อได้แน่ เพราะซิตี้ก็เป็นทีมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แฟนบอลในเมืองแมนเชสเตอร์ ก็มากกว่าแมนฯยูไนเต็ดด้วยซ้ำไป นอกจากนี้ทรัพยากร และศักยภาพของทีมเรือใบก็ไม่ได้ขี้เหล่เลย

ส่วนตัวเชื่อนะครับว่าถ้าซิตี้ ได้เม็ดเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย + ท่านประธานออกมาชี้ให้ชัดถึงเป้าหมาย และทิศทางที่แน่นอน กุนซือฝีมือดีอย่าง มาร์ค ฮิวจ์ส น่าจะพาเรือใบแล่นฉิวได้ไม่ยาก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่ว่า เมื่อถึงเวลาแฟนบอลแมนฯซิตี้ ยังจะเชื่อมั่นในตัวประธานสโมสรอยู่หรือเปล่า เพราะกระแสต่อต้าน หลังจากด่วนปลด สเวน โกรัน เอริคส์สัน ก็เริ่มมีให้เห็น เมื่อรวมเรื่องความเหมาะสม ที่ถูกตั้งคำถามขึ้นมาอีก อันนี้คงยังไม่มีใครสามารถตอบได้ และ ‘เวลา’ เท่านั้นครับที่เป็นบทเฉลยนิยายเรื่องนี้...

Wednesday, 6 August 2008

คู่หน้าใครคมกว่า จะพาทีมเถลิงแชมป์พรีเมียร์ลีก

รอบอาทิตย์ที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่ชีวิต ของผมใน ประเทศอังกฤษยุ่งเหยิง พอสมควรครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สอบที่มหาวิทยาลัย จัดของแพ็คกระเป๋าเตรียมตัว ไปฮอลิเดย์เมืองไทยตามด้วยต่อ License ของ ‘คิกออฟ’ กับ ‘เอฟเอ’ เพื่อที่จะได้มาซึ่ง League Photo ID Cards (บัตรนักข่าวของซีซั่นนี้) + ต่ออายุ Journalist Insurance (ประกันภัยผู้สื่อข่าว) ที่หมดลงไป และมาเร่งทำสองอาทิตย์สุดท้ายก่อนกลับ
ถึงตอนนี้คิด ว่าทุกอย่างน่าจะ จบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะประกันภัยก็ต่อไปแล้ว สอบ และรายงาน กองโตก็ผ่านพ้นไปด้วยดี เหลือก็แต่รอบัตร Press card เนี่ยแหละครับ ไม่รู้ว่าจะทันได้รับก่อน จะกลับไทยวันเสาร์นี้หรือเปล่าเท่านั้นเอง

ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และท้าทายดีสำหรับผมครับโดยเฉพาะ เรื่องการต่อไลเซนต์กับ Football DataCo Ltd หนึ่งในองค์กรย่อยของเอฟเอ พรีเมียร์ลีกซึ่งทำหน้าตรวจเช็ครายละเอียดข้อมูล และ ‘มอบอำนาจ’ ให้ Third party หรือ ’สื่อ’ (ซึ่งในที่นี้ก็คือ “คิกออฟ”) มีสิทธิ์ได้เข้าไปชมฟุตบอลลีกของ ที่นี่โดยกฎเกณฑ์หลัก ๆ นั้นก็เหมือนเช่นเคยครับที่ นักข่าวต้องแฟกซ์ หรืออีเมล์ยื่น ความจำนงไปว่าอยากจะเข้าชมเกมไหนเป็นครั้ง ๆ ไป ไม่มีการจองล่วงหน้า หลังจากนั้นวันสองวันก่อน ‘แมตช์เดย์’ ก็จะได้ ‘คำตอบ’
จากสโมสรที่เราติดต่อไปว่าจะได้ ‘ที่นั่ง’ ในเกมนั้น ๆ หรือไม่
จากประสบการณ์ในซีซั่นที่แล้ว หากเป็นเกมใหญ่ ๆ อย่างคู่ แมนฯยูฯ-ลิเวอร์พูล หรืออาร์เซนอล-สเปอร์ส โอกาสที่จะได้ตั๋วสำหรับสื่อเอเชียหัวดำก็อาจจะน้อยลงไป ตามกฎเกณฑ์ที่พอจะเข้าใจได้ว่า ต้องให้พื้นที่สื่อเจ้าถิ่นก่อน อย่างไรก็ดีครับ ไม่ใช่ว่าคู่ใหญ่ ๆ จะไม่มีโอกาสได้เอาซะเลย เพราะปลายซีซั่นที่แล้วอย่างคู่ อาร์เซนอล-ลิเวอร์พูล ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ผมก็ ‘ฟลุ๊ค’ ได้ที่นั่งมาเหมือนกันนะ : )
ก่อนหน้านี้ยอมรับตามตรงว่าเกือบทุกอย่างนั้นมี ‘ใหม่ โมบาย’ หรือเฮียใหม่ ที่ตอนนี้ผ่านการ อบรบโค้ชฟุตบอลทั้งที่ David Beckham Academy และล่าสุดก็เพิ่งไปสอยใบ ประกาศจากบราซิลมาอีกใบ เป็นคนดูแล และช่วยเหลือเรื่องการติดต่อ ประสานพวกนี้ให้ตลอด ในช่วงที่ผมอยู่ในช่วง ‘เริ่มหัดเดิน’ จากนี้ไปก็คงถึงเวลาที่ต้องยืนด้วยลำแข้ง ตัวเองเสียทีครับหลังจากทำตัวเป็นภาระให้แกมานาน
จำได้แม่นว่าช่วงที่มาอังกฤษใหม่ ๆ จะหาบ้าน ย้ายบ้าน หรือแค่อยากรู้ว่าร้านอาหาร ไหนดีไม่ดีก็ได้เฮีย แกนี่แหละครับช่วยไว้ จริง ๆ ก็เกรงใจนะครับ ที่ต้องรบกวนแกบ่อย แต่เพราะ ผมถือคติที่ว่าแกอยู่มานาน น่าจะช่วยผมได้ ฮ่า ๆ (แย่เนอะ...ว่ามั๊ย?)
ส่วนเรื่องของฟุตบอลอังกฤษ ณ.นาทีนี้ ผมยังคงติดตาม ‘ดีล’ ของคริสติอาโน่ โรนัลโด้ อย่างใกล้ชิดเหมือนเช่นเคยครับ สาเหตุหลักก็เพราะส่วนตัวเชื่อว่า ดีลนี้จะมี เอฟเฟกส์ โดยตรง กับทิศทางของสเปอร์สทีมในดวงใจว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะถ้าหนูโด้ซึ่งกำลังจะ กลับไปพบหน้าเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่แคมป์ผีแดง เคลียร์ปัญหาหัวใจกันได้ แล้วตัดสินใจอยู่ค้าแข้งกับทีมต่อก็จะหมายความว่าโอกาสที่เบอร์บาตอฟจะ อยู่ล่าตาข่ายในเล้าไก่ต่อไปจะมีโอกาสเป็นไปได้สูง
ในทางกลับกัน หากปีกเทพเลือด ฝอยทองยังจะดื้อดึง ยืนยัน นอนยันว่ายังไงหนูก็จะไปค้าแข้งที่สเปนกับรีลมาดริด เชื่อได้ว่าจอมคนเลือดสกอตอย่างเฟอร์กูสัน ก็คงไม่ง้ออีกแล้ว และจะยอมหั่นสะบั้นความสัมพันธ์ฉันพ่อลูก และยอมปล่อยออกไปพร้อมกับเงิน ก้อนโตไม่ต่ำกว่า 60 ล้านปอนด์อย่างแน่นอนซึ่งนั่นก็จะหมายความว่าเรา จะได้เห็นเบอร์บาตอฟในชุดแดงเพลิงเช่นกัน
ซึ่งถ้าหวยออกมาแบบนั้น สเปอร์สของฆวนเด้ รามอสก็จะได้ Budget ราว ๆ 30 ล้านปอนด์ออกช็อปปิ้งอีกคำรบพร้อมถอยโปรเจค ‘สอยบีญ่า ล่าฝันบิ๊กโฟร์’ มายืนเป็นหอกคู่ ดาร์เรน เบนท์ สากเลี่ยม ทองค่าตัวแพงระยับที่ไม่รู้กินยาอะไรผิดในช่วงฟุตบอลปิดเทอม ยิงเหมือนเก็บกด อะไรไว้ไม่ทราบ พ่อสอยไปซะ 10 โกล์ จากการลงเล่น 5 นัดในช่วงที่ผ่านมา
ยิงแบบนี้ผมก็ได้แต่จุดธูป สวดมนต์ปนภาวนา ให้พ่อเบนท์เป็นหอก นิลกาฬที่ยิงได้แบบนี้เรื่อย ๆ นะ...สาธุ ไหน ๆ ก็พูดถึงผู้เล่นในตำแหน่ง กองหน้าแล้ว ผมเชื่อ + ขออนุญาติฟันธงล่วงหน้าเช่นเคยนะครับว่าปีนี้ ทีมไหนที่กองหน้าเล่นได้แบบมองตาก็รู้ใจคู่ขามากที่สุด ทีมนั้นจะ มีโอกาสสอยพรีเมียร์ชิพโทรฟี่มาครอบครอง...โดยสมมุติฐานนี้ ผมขอเลือกมาจากแค่ 4 ทีมจากบิ๊กโฟร์เท่านั้นนะครับ
พาร์ทเนอร์คู่แรกที่อยากพูดถึงในวันนี้ คิดว่าน่าจะเป็นคู่หน้าที่หลายคนนั่งนับวันให้พรีเมียร์เปิดเร็ว ๆ เพราะอยากดูการประสานงานกัน มากน่าจะเป็นคู่ คีน-ตอร์เรส นะครับ เพราะดูจากสไตล์ของทั้งคู่ บวกสถิติส่วนตัวของแต่ละคนที่สะสมมา ทั้งคู่น่าจะการันตีอย่างน้อย ๆ 40 ประตูให้หงส์แดง ลิเวอร์พูล แน่นอน
อย่างไรก็ดีครับผมเชื่อว่า สุดท้ายแล้วแม้คีนจะปรับตัวได้เร็วในรั้วแอนฟิลด์ แต่สุดท้ายผมยังเชื่อว่าแนวรับ และ ปรัชญาการทำทีมของราฟา เบนิเตซ ยังไม่เหมาะกับแชมป์ที่ต้องลุ้นกันไปยาวๆอย่างพรีเมียร์ชิพครับ
คู่ที่สอง ทีมผีแดงส่งเข้าประกวดคือคู่ รูนี่ย์-เตเบซ สองคนนี้ดูจากสรีสะ และสไตล์การเล่นดูเหมือนจะไปกันไม่ได้ แต่ก็อย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆ ประจักษ์สายตากันไปแล้วว่า ทั้งคู่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก แม้ว่าในปีที่ผ่านมาสองคนนี้จะโดนจับยืนตำแหน่งด้านข้างซะเยอะ แต่ซีซั่นใหม่ที่จะถึงนี้ หากหนูโด้มีอันต้องโบกมือลาทีมไปจริง ๆ ผมเชื่อครับว่า สองหน่อร่างตันนี้จะไม่ทำให้แฟนผีแดงร้องไห้ คร่ำครวญคิดถึงปีกสุดหล่อนานนัก เพราะไหนจะมีเทพ เบอร์บาตอฟเข้ามาเสริมอีก ดังนั้นผีแดงยังไงก็เป็น ‘เต็งหนึ่ง’ ในใจผม
ถัดมาเป็นคู่หอกสองสี สองสไตล์ ที่เจ๊เวนเกอร์ส่งเข้าประกวดครับ โรบิน ฟานเพอร์ซี่ และเอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ที่คนนึงก็เซนส์บอลดี บวกเท้าซ้ายที่แม่นราวกับจับวางหากว่า On form มานี่หาตัวจับได้ยากมาก (มีข้อแม้ว่าต้องฟิตนะ) ขณะที่อีกคนก็เป็นกองหน้าในฝันของกุนซือทุกคน เพราะมีความใหญ่ ไว คม และเทคนิคดี แม้หากดูจากสภาพทีมโดยรวม เดอะ กันเนอร์สจะเสียตัวหลัก ๆไปพอสมควร แต่เท่าที่ได้เห็นฟอร์มแบบคร่าว ๆ ในเอมิเรตส์ คัพ แล้ว “ยังบลัด” ที่เวนเกอร์เตรียมดันขึ้นมานั้นขอบอกเลยครับว่าไม่ธรรมดา และเจเนอเรชั่นชุดนี้จะพาอาร์เซนอลให้ได้ลุ้นไปยาว ๆ แน่นอนในพรีเมียร์ชิพปีนี้
คู่สุดท้ายเป็นสิงห์ไฮโซ ส่งเข้าประกวดครับ เป็นหอกดำทะมึน แต่ท็อปคลาสด้วยกันทั้งคู่ ดิดิเยร์ ดร็อกบา คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณกันให้เสียเวลานะครับ เพราะว่ามีคุณสมบัติกองหน้าที่ดีครบทุกอย่างเหมือนกับอเดบาบอร์ ขณะที่พาร์ทเนอร์ของเค้าถึงตอนนี้น่าจะเป็น นิโคลาส์ อเนลก้า ที่แม้จะดับไม่เป็นท่ากับซีซั่นแรก ที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ เพราะโดนจับไปเล่นปีกมั่ง กองหน้ามั่ง แต่ฟอร์ม ณ ปัจจุบันของหอกอารมณ์ติสด์ ชาวฝรั่งเศษรายนี้นั้นยิงกระจายโดยเฉพาะเกมล่าสุดที่สอยไปสี่ตุง ในเกมกับมิลานนั้นทำให้ผมเชื่อมั่นครับว่า อเนลก้าจะกลับมาเล่นได้ดีขึ้นแน่นอนในฤดูกาลหน้า
ยิ่งถ้าสิงห์บลูได้โรบินโญ่มาเสริมแนวรุกจริง ๆ อย่างที่เป็นข่าว เชลซีนี่แหละครับคือผู้ท้าทายตำแหน่ง แชมป์ในปีนี้กับแมนฯยูไนเต็ด อย่างแท้จริงครับ..

Tuesday, 29 July 2008

เศรษฐกิจตกต่ำกระเทือนตลาดนักเตะในภาพรวม

หากรัก จะเป็น นักฟุตบอลบอล เมื่อต้องโดนโยกย้าย ตำแหน่งมาเล่นตำแหน่งที่ไม่ถนัดเฉกเช่น สตีวี่ จี มายืนปีกขวา โอเว่น ฮาร์กรีฟ ที่บางครั้งโดนจับยืนแบ็ก หรือ ดิออน ดับลิน อดีตกองหน้า ช้างกระทืบโรง โคเวนทรีซึ่งครั้งนึงก็เคยย้าย จากกองหน้า มาเล่นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ก็ต้องเล่นให้ได้+ทำให้ดี เพื่อผลประโยชน์โดย รวมของ ‘ทีม’ ไม่ใช่ออกลูกงอแงแบบ วิลเลี่ยม กัลล่าส์ ที่โดนจับยืนแบ็ก สมัยอยู่เล่นอยู่กับเชลซีแล้ว งอนตุ๊บป่องขอขึ้นทรานสเฟอร์ลิสต์ย้ายทีม

เป็นนักข่าวก็เช่น กันครับผมเชื่อว่า หากมี Flexibility หรือ ความยืดหยุ่นให้สูงเข้าไว้ เหมือนที่ท็อป ‘ไข่มุกดำ’ และโด้ ‘ลูกแม่กิ่ง’ ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบในการไปทำข่าวยูโรฯ ครั้งที่ผ่านมา (เรื่องการจัดตารางดูบอล เส้นทางการเดินทางฯลฯ) ก็จะช่วย ให้เป็นปัจจัยนึงที่จะทำให้งานออกมาดี และราบรื่นที่สุด...

ผมเอง ซึ่งถือว่ายังค่อนข้างใหม่กับงานนี้ และเท่าที่ได้ตามอ่านงาน ของพวกเค้าก็บอกตามตรงครับว่าวันนึง ‘ฝัน’ที่จะทำให้ได้บ้าง แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลาบ่มประสบการณ์อีกหลายล้านปีแสงก็ตาม ฮ่าๆ

ที่เกริ่นมาแบบนี้ ไม่ใช่อะไรหรอกครับคือว่าจริง ๆ แล้ววันนี้ผมมีเวลา 3 ชั่วโมงในการปั่นงาน ชิ้นนี้ให้เสร็จตามคำสั่งของท่านพี่ท็อป และก็จะพยายามใช้พื้นที่ตรงนี้ให้งาน ออกมาให้เนียนที่สุดเท่า ที่จะทำได้ เพราะจากนี้ไป ไม่แน่เหมือนกันครับว่าเร็ว ๆ นี้เส้นทางชีวิตของผมอาจถึง ‘จุดเปลี่ยน’ ครั้งสำคัญก็เป็นได้...
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ กรุงลอนดอนนั้นยังคงรักษา ดีกรีความร้อนแรงของ อากาศซัมเมอร์ไทม์ได้แบบที่ว่า ร้อนที่สุดในรอบปีนี้อย่างต่อเนื่องและยาวนานมาร่วมหนึ่งอาทิตย์เต็มๆครับ สำหรับพวกฝรั่งมังค่า ที่ผมได้เจอและไถ่ถามนั้นแต่ละคนนั้นพูดเป็นเสียงเดียวกันครับว่า ร้อน อิ๊บอ๋าย
ดังนั้นช่วงนี้ร้านอาหารไทยที่นี้จึงค่อนข้างเงียบเหงาพอสมควร เพราะว่าอาหารบ้านเราในสายตาชาวต่างชาตินั้น ถือว่าขึ้นชื่อในเรื่องความเผ็ดอยู่แล้ว ขืนกินในช่วงที่อากาศแตะหลัก 30 องศาแบบนี้ อาจได้เห็นฝรั่งน็อกคาโต๊ะอาหารกันละครับ

จบจากเรื่องอากาศร้อนๆ เรามาดูเรื่อง ‘ดีล’ ร้อนๆที่เริ่มขยับ และเป็นรูปร่างมากขึ้นตามเวลาที่บีบเข้ามาเรื่อยๆเพราะซีซั่นใหม่นั้นใกล้จะเปิดแล้ว และผู้จัดการทีมก็เชื่อได้ครับว่า อยากจะให้การเจรจานั้นลุล่วงให้รวดเร็วที่สุดเพื่อที่จะได้เตรียมวางตัว + ลองทีมในช่วงปรีซีซั่นที่เหลืออยู่อีกไม่นาน
ดีลใหญ่ล่าสุดที่คิดว่าน่าจะลงเอยได้สวยและเป็น ‘ดีล’ ที่จะทำให้ตลาดขยับอีกครั้งก็คือการย้ายทีมของร็อบบี้ คีน กัปตันทีมชาติไอร์แลนด์วัย 28 ขวบของไก่เดือยทอง สเปอร์สที่คาดว่าจะได้ รับค่าเหนื่อยไปเหนาะๆ 80,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์พร้อมสัญญา 5 ปี


ผมเชื่อนะครับว่านี้น่าจะเป็นการย้ายทีมครั้งสุดท้ายแล้ว ของกองหน้าจอมพเนจรคนนึงในโลกลูกหนัง เพราะคีนน้อยนั้น อยู่มาแล้ว 5 ทีม (แจ้งเกิดกับวูล์ฟแฮมป์ตันก่อนย้ายไป โคเวนทรี,อินเตอร์ มิลาน, ลีดส์ และสเปอร์ส) ค่าตัวรวมกันหากนับครั้งล่าสุดประมาณ 18 ล้านปอนด์เข้าไปด้วย ก็จะทำให้เค้ามีค่าตัวย้ายทีมรวมกันทุกครั้งถึง 56 ล้านปอนด์ ! จะเป็นรองก็แค่ นิโกลาส์ อเนลก้า ( 86.8 ล้านปอนด์) ฮวน เวรอน (76.2 ล้านปอนด์) และเฮอร์นัน เครสโป (70.8ล้านปอนด์) สามคนนี้เท่านั้นเอง

และสังเกตเห็น อะไรมั้ยครับ สามรายชื่อข้างบนที่กล่าวมา นั้น จะเห็นได้ว่า สองรายเคยเป็น อดีตนักเตะของเชลซี ขณะที่อีกราย ก็ค้าแข้งอยู่กับสิงห์ไฮโซในชั่วโมงนี้ ดังนั้นเราจึงสรุป ได้ว่าตลาดนักเตะ ตอนนี้ที่ไม่ค่อยขยับนั้น สาเหตุนึงนั้นมาจากการที่เชลซีไม่ได้ขยับตัว มากนักในปีนี้

เพราะหากเทียบกับสมัยเมื่อสามสี่ปีก่อน ที่พวกเค้าซื้อแบบไม่คิดหน้าคิดหลังสักเท่าไร ฟุตบอล ‘ปิดเทอม’แต่ละปี พวกเค้าใช้จ่ายไม่อั้นและพร้อมสอยทุกรายหากอยากได้ใคร โดยไม่ได้คำนึงถึงค่าตัว ที่บางครั้งพุ่งสูงเกินความเป็นจริงที่มันควรจะเป็น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็เช่น รายของ ไรท์-ฟิลลิปส์ 21ล้านปอนด์ หรือ อังเดร เชฟเชนโก้ 30ล้านปอนด์ ฯลฯ
เอาเป็นว่าช่วงหลังๆที่พวกเค้ารัดเข็มขัดมากขึ้นเพราะกลัว ตลาดนักเตะปั่นป่วน + ราคาค่าตัวแบบไร้ ขีดจำกัด เมื่อรวมกับเศรษฐกิจโดยรวมของโลกในยุคปัจจุบันที่ราคาน้ำมันก็แพง และพี่เบิ้มอย่างสหรัฐ อเมริกาก็อยู่ในช่วง Recession ทุกปัจจัยเมื่อมารวมๆกันจึงทำให้ตลาดนักเตะ ในอุตสาหกรรมฟุตบอล ไม่คึกคักเหมือนสองสามปีก่อนหน้านี้ เอซี มิลาน บาร์ซ่า เรอัล มาดริด เองที่เคยทำตัวจ่ายไม่อั้น มาปีนี้ก็อย่างที่เห็นนะครับว่าระมัดระวังตัวเรื่องการใช้จ่ายขึ้นเยอะทีเดียว

ส่วนทีมที่ทำให้ผมแปลกใจ ที่สุดในช่วงนี้ก็คือสเปอร์สเนี่ยแหละครับ กลัว กลั๊ว กลัว ว่าทีมรักจะถังแตกเพราะเล่นช็อปซะสี่ทีม ‘บิ๊กโฟร์’ อายเลยปีนี้
หากตามข่าวกันดีๆเนี่ย ลองดูนะครับไม่ว่านักเตะดังๆ หรือพอมีชื่อหน่อยตกเป็น ข่าวจะย้ายทีมทีไรเนี่ย ไก่จอมเจ้าชู้พร้อมมีเอี่ยวกับเค้าตลอด นี่ยังดีที่บอร์ดบริหาร และฆวนเด้ รามอส มีแพลนล้างบางนักเตะ เพื่อนำมาเป็นทุนบ้างไม่ใช่สักแต่ว่าจ่าย ไม่หารายรับเข้าสโมสร

กลับมาที่ลิเวอร์พูล หลังจากที่ได้คีนน้อยมาแล้ว จากนี้น่าสนใจมากครับว่า ‘ดีล’ กับแกเรธ แบร์รี่ที่ติดต่อ ไว้ก่อนคีนด้วยซ้ำ จะล้มหรือไม่ เพราะชาบี้ อลอนโซ่ก็ยังอยู่และไม่ได้ย้ายไปยูเวนตุส ดังนั้นเงินก่อนที่จะนำไปโปะเป็นค่าตัวแบร์รี่นั้นหายไปแล้ว
ไม่แน่เหมือนกันนะครับ อาร์เซนอลที่ตอนนี้ทำตัวเป็นตาอยู่ รอดูดีลนี้อยู่ห่างๆ อาจจะทำตัวเป็น ‘ตาอยู่’ คว้าแบร์รี่ไป ใช้บริการก็เป็นไปได้เหมือนกัน เพราะที่ผมมอง จุดประสงค์ในการย้ายทีม ของกัปตันสิงห์ผงาดรูปหล่อรายนี้ อยู่ที่โอกาสในการเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีกมากกว่า อีกอย่างอาร์เซนอลก็เสียกองกลางไปแล้วถึงสามรายและ Need นักเตะในตำแหน่งนี้ มากกว่าหงส์แดง ที่ผู้เล่นในตำแหน่งนี้นั้นมีทั้ง เจอร์ราร์ด มาสเคราโน่ อลอนโซ่ ไม่นับลูคัส เลว่า ที่รอโอกาสอยู่
สุดท้าย ดีลที่อยากให้ติดตามดูเพราะ น่าสนใจมากก็คือ สงครามประสาทระหว่างทางแมนฯยูฯกับสเปอร์ส ที่ถึงนาที แมนฯยูฯ ( แกล้ง) ไปสนใจ เธียร์รี่ อองรี ซามูเอล เอโต้ และ โรเก้ ซานตาครูซ ซะอย่างนั้น ดีลนี้ผมมองว่าสุดท้ายแล้วฝ่ายที่ใจอ่อนก่อนน่าจะเป็นสเปอร์สที่มีสิทธิ์ตกหลุม พรางนี้ของเฟอร์กี้และขายในราคาที่ไม่เกิน 30 ล้านปอนด์ครับ

Wednesday, 23 July 2008

เป้าหมายทีมตราไก่ซีซั่น 2008/09


เปิดเว็บไซต์ดูพยากรณ์อากาศจาก BBC เช้าวันอังคารนี้แล้ว สุขใจครับสำหรับคนขี้หนาวอย่างผม เพราะสองสามวันต่อจากนี้อุณหภูมิใน ลอนดอนมีโอกาสแตะถึงหลัก 30 องศาเซลเซียส และนี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของชาวอังกฤษ และผมกับการที่จะได้ซึมซับบรรยากาศ ซัมเมอร์ไทม์เป็นครั้งสุดท้ายในปีนี้ก่อนที่หน้าฝน และหน้าหนาวจะเข้ามารับช่วงต่อในเดือนหน้า

พูดแล้วก็ใจหายครับ เพราะไม่คิดจริง ๆ ว่าเวลาเดินเร็วขนาดนี้ อยู่ไปอยู่มาก็จะเข้าปีที่สองแล้ว สำหรับผม กับประเทศอังกฤษ และก็ยังไม่รู้ครับว่านี่จะเป็นซัมเมอร์ครั้งสุดท้าย ของผมหรือเปล่า เพราะจากนี้คงต้องตัดสินใจอีก ทีว่าเรียนจบในเดือน พฤษภาคมปีหน้าแล้วจะกลับไปมาตุภูมิบ้านเกิดเลย หรือจะเลือกใช้โควตาขยายเวลา ไปอีกปีสองปีตามกฎใหม่ของคนจบปริญญาโทที่จะได้โอกาสหางานที่นี่ต่อ
เขียนเรื่องตัวเองตามฟอร์มครับ ตามประสาคนไกลบ้าน + นึกมุขอะไรไม่ออกในช่วงที่ข่าวฟุตบอล อังกฤษค่อนข้างเงียบเหงา เพราะ ‘ดีล’ ใหญ่ ๆ นั้นยังคาราคาซัง และไม่คืบหน้าสักเท่าไรเลย ^^
เคสของ คริสติอาโน่ โรนัลโด้ และดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ที่เขียนถึงอาทิตย์ที่แล้วก็ยังนิ่งอยู่ซึ่งถึงตรงนี้บอก ตามตรงว่าผิดคาดเล็กน้อยที่การเจรจายังไม่ลุล่วง เพราะแมนฯยูฯเองก็ไม่อยากเสียปีกโปรตุเกสไป แม้ว่าใจโด้จิ๋วนั้นลอยไปซานติอาโก้ เบอร์นาบิวนานแล้ว
แต่ก็อย่างว่าครับหากมองกันให้ลึกลงไปถึงตำแหน่ง ของหนูโด้ และเบิร์บนั้นคนละตำแหน่งอย่างชัดเจน และปรมาจารย์อย่างเฟอร์กี้ก็คงบวกลบคูณหารแล้ว การเก็บหนูโด้ไว้ และได้เบอร์บาตอฟมาเสริมความน่ากลัวในแนวรุกน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด หาใช่เอาเบิร์บมาเป็นตัวแทนโด้จิ๋วอย่างที่ออกข่าวมาในตอนแรก
ขณะที่ในมุมของสเปอร์ส ดู ๆ แล้ว ฆวนเด้ รามอส นั้นพร้อมจะปล่อยผู้เล่นที่ไม่มีใจออกไปอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าดาเนียล เลวี่ ท่านประธานไก่ดันรู้สึกเหมือนตัวเอง โดนตีท้ายครัวจึงออกอาการกริ้วอย่าง ออกนอกหน้าทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว หากจำกันได้สเปอร์สเองก็เพิ่งทำกับคริสตัล พาเลซ ในกรณีการไปฉกตัว จอห์น บอสต็อค มาด้วยค่าตัวจุ๋มจิ๋มแค่ 700,000 ปอนด์จนทำเอาไซม่อน จอร์แดนตอนนี้ถึงกับเซ็งในความ ไม่ยุติธรรมของวงการฟุตบอล และกำลังจะขายสโมสรทิ้งเร็ว ๆ นี้
มองอีกด้านมันก็เหมือนกรรมมันตามทันสเปอร์สที่ทำเอาไว้กับพาเลซ เพราะพวกเค้าก็มีโอกาสมากกว่า 70% ที่จะเสียทั้งเบอร์บาตอฟ รวมไปถึงร็อบบี้ คีน สองหัวหอกตัวเก่งของทีม
หากถามแฟนสเปอร์ส (รวมทั้งตัวผม) คงต้องบอกว่าหากเสียทั้งคู่ไปจริง ปีหน้าแนวรุกสเปอร์สจะมีปัญหาแน่นอน เพราะต่อให้รามอสจะไปสอย อังเดร อาร์ชาวิน หรือดิเอโก้ มิลิโต้ มาได้ แต่ผมก็ไม่เชื่อว่าสองคนนี้จะประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน อีกอย่างราคาของอาร์ชาวินที่แม้จะโดดเด่นพอสมควรในยูโรก็แพงเกินความจริง
อย่าลืมนะครับว่านักเตะฟอร์มดีในทัวร์นาเมนต์สั้น ๆ อย่างยูโร หรือฟุตบอลโลกต่าง “สอบตก” ในลีกอังกฤษมาแล้วนับไม่ถ้วน ดังนั้น 21.5 ล้านปอนด์ที่เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เรียกมาถือว่าแพงบรรลัยครับ

อย่างไรก็ดีทิศทางของทีมตราไก่ในชั่วโมงนี้ น่าสนใจมาก และถือเป็นย่างก้าวที่สำคัญ อย่างยิ่งกับอนาคตของสโมสรว่าจะแทรกตัวไปเป็นหนึ่งใน ‘บิ๊กโฟร์’ ได้มั้ย
ประการแรก บอร์ดบริหารชุดนี้ถือว่ามีการวางแผนการทำทีมในระยะยาวได้ดี + เข้าใจลงทุนกับนักเตะอายุไม่เยอะแต่ฝีเท้าดีมาเสริมทีมอยู่เรื่อย ๆ จริงอยู่ที่บางครั้งดูเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ อย่างเช่นรายของ เควิน ปรินซ์ บัวเต็ง, ดาร์เรน เบนท์ หรือยูเนส คาบูล
อย่างไรก็ดีทุกอย่างมีด้านขาว และดำ เพราะมีหลายคน เช่นกันที่ซื้อเข้ามาแล้วคุ้มเกินคุ้ม อย่างในรายของ โจนาธาน วู้ดเกต (8ล้านปอนด์), เบอร์บาตอฟ (10.9 ล้านปอนด์), แอรอน เลนนอน (1ล้านปอนด์) หรือแม้กระทั่งแกเร็ธ เบล (5 ล้านก้อนแรก อีก 5 ล้านตามจำนวนนัด+ ความสำเร็จ) ที่แม้เจ็บปิดเทอมยาวในซีซั่นที่แล้ว แต่ฟอร์มเท่าที่ดูแล้วถือว่าสอบผ่านสบายสำหรับปีแรกในพรีเมียร์ชิพ
รายชื่อที่ไล่มานี้ถือว่าเป็นดีลที่โชว์ Vision ของเหล่าแมวมองของสเปอร์สว่าไม่ได้ด้อย ไปกว่าทีมคู่ปรับอย่างอาร์เซนอลสักเท่าไร
นี่ยังไม่รวม ลูก้า โมดริช หรือจิโอวานี่ โดส ซานโตส ที่รอการพิสูจน์ตัวเองกับพรีเมียร์ชิพ แต่แค่ฉกสองคนนี้มาเล้าไก่ได้ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว สำหรับสองดาวรุ่งพุ่งแรงที่ได้รับการกล่าว ขานว่าจะเป็นดาวดังในอนาคตอันใกล้โดยเฉพาะโมดริชที่เราเห็น ‘คลาส’ ของเจ้าตัวมาบ้างแล้วในศึกยูโรครั้งที่ผ่านมา
ประการที่สอง หากสเปอร์สสามารถขาย 4 นักเตะอย่าง มัลบรองค์, คาบูล, ไทนิโอ และชิมบงด้าได้ในราคาประมาณ 23 ล้านปอนด์อย่างที่ตกเป็นข่าวจริงสเปอร์ส ก็อาจไม่จำเป็นต้องขายคีนน้อยไปหงส์แดง เพราะแม้หอกไอริชจะเป็นแฟนลิเวอร์พูล แต่ลึก ๆ แล้วเชื่อว่าด้วยความผูกพันที่เจ้าตัวกับสเปอร์สมีมากว่า 6 ปี สุดท้ายแล้วกองหน้าจอมตีลังกาจะอยู่ช่วยทีมท้าทาย ‘บิ๊กโฟร์’ ในซีซั่นหน้า
ประการสุดท้าย ความสามารถของฆวนเด้ รามอส ที่สร้างปาฏิหาริย์พาทีมได้แชมป์คาร์ลิ่ง คัพ ในนัดชิงฯกับเชลซีนั้นสร้างความฮึกเหิม + เพิ่มความเชื่อมั่นให้บอร์ดบริหาร ในการกล้าให้งบประมาณ มาแต่งองค์ทรงเครื่องทีมตราไก่ขึ้นอีกเยอะ
ปีนี้เราจะได้ดูกันเต็ม ๆ ล่ะว่า แกจะทำได้ดีแค่ไหน และฟุตบอลสไตล์เดินหน้าฆ่ามันที่เจ้าตัวชื่นชอบ นักหนาจะรักษา บาลานซ์ของทีมได้มั้ย เพราะคงไม่ดีแน่ครับ หากต้องเป็นแบบซีซั่นก่อนที่พร้อมเสียประตูทุกเมื่อ และสกอร์ 6-4 (ชนะเรดดิ้ง) หรือเสมอ 4-4 ในการพบกับแอสตัน วิลล่า และเชลซีในซีซั่นก่อน มันดูจะบีบหัวใจคนดูไปหน่อยกระมังครับ โดยเฉพาะกับแฟนตราไก่ที่จริงอยู่ว่าชื่นชอบเอนเตอร์เทนฟุตบอล แต่มันคงไม่ดีแน่ครับสำหรับคนเฒ่าคนแก่ ที่เชียร์อยู่หน้าจอ เพราะหัวใจอาจวายตายคาหน้าจอทีวีเอาได้ง่าย ๆ ^^
สรุปนะครับว่า แน้วโน้มทีมกุ๊กไก่ใน ปีหน้าฟ้าใหม่ที่จะถึงนี้ แม้จะได้ตัวแจ่ม ๆ มาเสริมทีมเยอะ แต่โอกาสที่จะแทรกไปเป็นหนึ่งใน ‘บิ๊กโฟร์’ ต้องยอมรับความจริงว่า โอกาสมีไม่ถึง 30 % เลย เพราะโครงสร้างทีม อำนาจเงิน และกึ๋นกุนซือของทีมอย่าง แมนฯยูฯ, เชลซี, อาร์เซนอล หรือลิเวอร์พูล นั้นยังดูดีกว่าสเปอร์สมาก
ดังนั้น ‘ท็อปซิกซ์’+ แชมป์บอลถ้วยสักแชมป์ น่าจะเป็นเป้าหมายที่ไม่หลอกตัวเองเกินไปครับ

Wednesday, 16 July 2008

พรีเมียร์ชิพกับวัฏจักร"คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า"


หายเงียบไปเกือบ ๆ สองวีกครับเนื่องจากว่าติดภารกิจที่มหาลัย + โหมทำงานร้านอาหารเก็บเงินมาเที่ยวไทย ในช่วงเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ทำให้ไม่ได้โผล่หัวมาเขียน คอลัมน์ Viva London เลย ^^
กลับมารอบนี้สัญญาครับว่าจะพยายามเขียน ให้ได้ทุกวันพุธเหมือนเคย ต่อให้โค้งสุดท้ายของคอร์สซัมเมอร์ ป.โทที่ลงเรียนไปจะหนักหนาแค่ไหนก็ตาม...
บรรยากาศความเคลื่อนไหวที่ประเทศอังกฤษ ในช่วงนี้หลังจากหมดช่วงยูโร 2008 ไปก็มีเทนนิสวิมเบิลดันมาทำให้ซัมเมอร์ ที่นี่ครึกครื้นใช้ได้ทีเดียว อากาศเย็นสบายอุณหภูมิประมาณ 15-24 องศา แม้จะมีฝนตกประปรายลงมาบ้าง แต่ภาพรวมแล้วถือว่าหน้าร้อนปีนี้ยาวนานกว่าปีที่แล้วพอสมควรเลยละครับ
เกริ่นกันพอคร่าว ๆ ละกันสำหรับเรื่องฟ้าฝน วกกลับมาคุยเรื่องฟุตบอลของที่นี่กันบ้างดีกว่า ว่ามีอะไรอัพเดตกันไปถึงไหนแล้ว : )
อย่างที่ทราบ ๆ กันนะครับว่า ช่วงปิดฤดูกาลแบบนี้ "ประเด็น" ร้อนส่วนใหญ่ที่คนให้ความสนใจกันก็คือเรื่องการตกแต่งขุมกำลังของแต่ละทีมซึ่งปีนี้ถือว่าทั้งตลาดนักเตะ และกุนซือนั้นย้ายขั้วสลับดอกกันเยอะแทบจะเป็นประวัติการณ์เลย
นัยหนึ่งก็อาจมองได้ครับว่าอุตสาหกรรมฟุตบอลที่อังกฤษนั้นเติบโตขึ้นมามากทีเดียวในช่วง 4-5 ปีหลังนี้ บรรดาแข้งดังต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลกนั้นเข้ามาเพิ่มสีสันให้วงการฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งถึงตอนนี้คงพูดได้เต็มปากเต็มคำแล้วล่ะว่าเป็นลีกหมายเลขหนึ่งที่แฟน ๆ ให้ความสนใจมากที่สุดในโลกไปแล้ว
ปีนี้สตาร์ดังจากยูโรที่ตบเท้าเข้ามาเล่น ในอังกฤษก็มี บิ๊กเนม อย่าง ซาเมียร์ นาสรี่, เดโก้, โจเซ่ โบซิงวา และลูก้า โมดริช ขณะเดียวกันก็มีอยู่หลายรายเช่นกันที่อยากจะออกไป ค้าแข้งกับลีกอื่น อย่าง ซีรีส์อาของอิตาลี หรือลาลีกาของสเปน เช่น มาติเยอ ฟลามินี่ และอเล็กซานเดอร์ คเล็บที่เผ่นหนีอาร์เซนอลไปเรียบร้อยแล้ว โดยรายหลังนั้นให้เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเลยด้วยการอ้างว่า ลอนดอนนั้นวุ่นวายเกินไปสำหรับเจ้าตัว !
ถามหน่อยเถอะครับว่า เมืองบาร์เซโลน่านั้นเงียบเชียบกว่าลอนดอน ขนาดนั้นเชียวเหรอ ??
ยิ่งพอเห็นลูกงอแงของเอ็มมานูเอล อเดบายอร์ เกี่ยวกับสัญญาฉบับใหม่แล้วก็สงสารทีมปืนโตจริง ๆ ครับ เพราะหลายต่อหลายครั้งที่พวกเค้าดึงบรรดาแข้งเพชรในโคลนตมมาเจียระไนจนมีชื่อเสียง แล้วสุดท้ายก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนขายออกไปทำให้ทีมขาดความต่อเนื่อง + ไปไม่ถึงฝั่งฝันเสียที
นอกจากนี้ในรายของ ‘เดอะดร็อก’ และหนุ่ม ‘แลมพ์’ จากค่ายสิงโตน้ำเงินคราม เชลซี อนาคตของทั้งคู่ก็ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามตัวโตให้กุนซือใหม่ถอดด้ามอย่าง ‘บิ๊กฟิล’ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ต้องรีบดำเนินการทำอะไรสักอย่างแล้วเพื่อที่จะได้เตรียมการวางแท็กติกส์ ตัวผู้เล่นว่าใครจะยืนตรงไหน และเล่นรูปแบบอย่างไร หากว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง ๆ
เพราะอย่าลืมนะครับว่าทั้งสองหน่อที่ว่ามานี้ถือเป็นสองผู้เล่นคนสำคัญของทีมในฤดูกาลที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะดร็อกบาที่ถือเป็นหัวหอกในทีมคนเดียวตอนนี้ของทีมที่ไว้วางใจได้มากที่สุดแล้ว เนื่องจากว่า นักเตะอย่างนิโกลาส์ อเนลก้า, เคลาดิโอ ปิร์ซาโร่ หรืออดีตจรวดทางเรียบจากยูเครนอย่าง อังเดร เชฟเชนโก้ นั้นสอบตกกันเรียบวุธในปีที่ผ่านมา
ขณะที่ในรายของแฟรงค์ แลมพาร์ด ที่โดนกุนซือคู่ซี้อย่าง โจเซ่ มูรินโญ่ตามเกี้ยวเช้า เกี้ยวเย็นให้ไปร่วมหอลงโรงทำมาหากินกัน ที่เมืองมะกะโรนี ผมกลับมองว่า หากเชลซีจะเสียกองกลางจอมถล่มประตูรายนี้ไป มันก็ไม่ได้เสียหายมากนัก เพราะยังมีชอยซ์ อย่างมิชาเอล บัลลัค หรือเดโก้ ที่คุณภาพไม่ได้ด้อยไปกว่ากันสักเท่าไรรอพื้น ที่สัมปทานตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกอยู่แล้ว หากหนุ่มแลมพ์ต้องจากทีมไปจริง ๆ
ส่วนอีกหนึ่ง "ดีล" ที่น่าจะถือเป็นมหากาพย์เรื่องยาว และคาดว่าน่าจะได้บทสรุปในเร็ววันนี้อย่าง ในรายของ คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ที่ยืดเยื้อ และกลายเป็นประเด็นลุกลามใหญ่โตจนประธานองค์กรลูกหนังโลก อย่างเซปป์ แบล็ตเตอร์ ดูเชิงมาพักใหญ่คงเกิดอาการเปรี้ยวปากออกมา ‘โชว์ความเพี้ยน’ ด้วยการเปรียบ ปีกสับสยองว่าเป็น ‘Modern Slavery’ หรือนางทาสปี 2008 สร้างความโกรธเคืองให้บรรดาตำนานแข้งผีแดง และผู้คร่ำหวอดในวงการลูกหนังหลายรายออกมาสับ แบล็ตเตอร์ซะเสียผู้เสียคน ที่สำคัญการออกมาพูดโดยไม่คิดแบบนี้ ถือว่าดิสเครดิตตัวเองไปเยอะทีเดียวสำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้
อย่างไรก็ดีครับสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมคิดว่าดีล ‘"หนูโด้" จะจบลงเร็ว ๆ นี้ก็เพราะว่า ณ เช้าวันอังคารที่ผมกำลังส่งต้นฉบับอยู่นี้ ข่าวจากหลายสำนักได้ออกข่าวมาแล้วครับว่าแมนฯยูฯกำลังจะกระชากตัว ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟมาสู่อ้อมอกได้เต็มแก่ด้วยค่าตัวประมาณ 28 ล้านปอนด์โดยสเปอร์สนั้นตอบรับข้อเสนอสุดงามจากทีมผีแดงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่ว่าหัวหอกชาวบัลแกเรียจะคุยรายละเอียดส่วนตัวได้ราบรื่นหรือไม่เท่านั้นเอง
สเปอร์สนั้นถึงตอนนี้คงต้องบอกว่าไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะว่าช่วงปิดซีซั่นที่ผ่านมานี้พวกเค้าทำตัวเป็น อาเสี่ยกระเป๋าหนัก ควักเงินไม่อั้นสอยนักเตะมาสนองตัณหาฆวนเด้ รามอสไปแล้วร่วม 30 ล้านปอนด์ซึ่งถือว่าไม่น้อยทีเดียวสำหรับทีมที่จบอันดับ 11 ในปีที่แล้ว และได้เพียงแค่ถ้วยน้ำจิ้มอย่าง คาร์ลิ่ง คัพ มาหลอกตัวเองว่าพร้อมจะก้าวเท้าไปเขย่าบัลลังก์ บิ๊กโฟร์อย่างทีมอื่นเค้า
เรียกได้ว่าจากนี้ไปหากรามอสคิดจะดึง เดวิด เบนท์ลี่ย์, โรเก้ ซานตา ครูซ หรือหลุยส์ การ์เซีย เข้ามาเสริมทีมอย่างที่เป็นข่าวจริงแล้วละก็คงต้องเลือกปล่อยไม่ เบอร์บาตอฟ, ร็อบบี้ คีน หรือดาร์เรน เบนท์ คนใดคนหนึ่ง (หรือสองจากสามคนนี้) มาเป็นทุนสักก้อนเพื่อนำเงินมาสอยแข้งใหม่เข้าเล้า ไม่อย่างนั้นสเปอร์สอาจจะจบเห่ถึงขั้นล้มละลายแบบลีดส์ในยุคจ่ายไม่อั้นก็เป็นได้ หากไม่มีการวางแผนการใช้จ่ายให้ดี...
สรุป และขออนุญาตฟันธงล่วงหน้านะครับว่าถ้าเบอร์บาตอฟมาแมนฯยูฯจริง หนูโด้ก็จะได้ย้ายไปหากินที่สเปนสมใจ ขณะที่ในรายของโรนัลดินโญ่ที่มีข่าวกับทีมเรือใบสีฟ้าของคุณทักษิณ ถ้ามาจริงก็ถือว่าเซอร์ไพรส์มาก ๆ เพราะโดยส่วนตัวผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าตัวจะยอมลดคลาส + ตัดความก้าวหน้าในอาชีพตัวเองมาตายรังที่ทีมจากย่านอีสต์แลนด์ อย่างน้อย ๆ ก็ควรจะไปเอซี มิลาน, เชลซี หรือหากไปไหนไม่ได้จริง ๆ ก็สู้อยู่พิสูจน์ตัวเองที่บาร์ซ่าน่าจะเป็นทางออกที่ไม่เลวสำหรับเจ้าตัวครับ (หวังว่าแฟนแมนฯซิตี้ที่อ่านคงเข้าใจ และไม่โกรธกันเด้อ!)

Thursday, 26 June 2008

ดูบอลยูโรที่เบลเยี่ยม (ตอน2)


ต่อจากเมื่อวานนี้นะครับ ที่ผมเล่าค้างไว้ถึงตอนที่มาถึงจัตุรัสกรองด์พลาส (Grand Place) ในใจกลางกรุงบรัสเซลล์เพื่อชมรูปปั้นแมนเนคินน ปิส หรือ’เด็กเยี่ยว’
สำหรับประวัติความเป็นมาของรูปปั้นแมนเนคินน ปิส (Manneken Pis) ที่แท้จริงเป็นอย่างไรนั้นไม่มีใครรู้แน่ชัดครับ เพราะตำนานของเด็กชายผู้ได้รับการยกย่องเป็นราษฎรอาวุโสที่สุดของเมืองนั้นมีอยู่หลายเรื่องเหลือเกิน...
อย่างไรก็ดีผมเก็บประวัติคร่าวๆมาฝากกัน : )

เริ่มกันที่เรื่องที่เก่าแก่ที่สุดเลยแล้วกันนะครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นกลางคริสต์ศตวรรษที่ 8 เล่ากันว่าภรรยาของขุนนางผู้ครองแคว้นได้ให้กำเนิดบุตรชาย และขณะที่กำลังประกอบพิธีสวดขอบคุณพระเจ้าอยู่ เด็กน้อยได้ปัสสาวะพุ่งขึ้นจนเปียกเคราของบาทหลวง จึงได้รับการตั้งชื่อว่าแมนเนคิน ปิส ต่อมาขุนนางบิดาของแมนเนคิน ปิส ได้ทำให้นักบุญหญิงผู้หนึ่งโกรธจึงสาปให้แมนเนคิน ปิส เป็นเด็กอยู่เช่นนั้นและปัสสาวะไม่หยุดตลอดไป
ตำนานอีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า แมนเนคิน ปิส เป็นเด็กชายซึ่งได้สร้างวีรกรรมในระหว่างสงคราม โดยการปัสสาวะรดต้นเพลิงที่ข้าศึกจุดขึ้นเผาบ้านเมืองจนไฟดับ ทำให้สามารถรักษา เมืองบรัสเซลส์มาได้จนถึงทุกวันนี้ หรือจะเป็นเรื่องที่ว่าเจ้าหนูแมนเนคินน ปิส เป็นเพียงบุตรชายคหบดีคนหนึ่งซึ่งเกิดพลัดหลงกับบิดาในระหว่างงานรื่นเริงของเมือง หลายวันต่อมาคหบดีจึงตามพบบุตรชายขณะกำลังยืนปัสสาวะอยู่ จึงได้สร้างรูปปั้นไว้ตรงจุดที่พบไว้เป็นอนุสรณ์ และอีกหลายต่อหลายตำนานที่ผู้คนที่นี้กล่าวขานกัน ฯลฯ

จะอย่างไรก็ตามครับ ไม่ว่าเรื่องเล่าทั้งหลายเหล่านี้จะเป็นเรื่องจริงหรือแค่อิงนิยายไอ้เด็กเยี่ยวคนนี้ก็ถือเป็นสัญลักษณ์อยู่คู่เมืองบรัสเซลส์มานานนมและเรียกรายได้จากนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้ไม่น้อยเลย

เสร็จจากการเดินทอดน่องตามไกด์อีกสักพักต่อมหูฟังของผมภาษาอังกฤษของผมก็ปิดสวิตช์ไปดื้อๆครับ ไกด์บรรยายข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับจตุรัสกรองด์พลาสต่อ แต่หูไม่รับแล้วจริงๆ เนื่องจากกระเพราะอาหารมันส่งสัญญาณแล้วว่าให้เจ้าของร่างกายหยุดพักสักนิดแล้วให้หาอะไรกระแทกท้องเถอะ ^_^

ผมไม่รอช้าครับ ปลีกตัวออกมาเนียนๆพร้อมกับขวัญและจีจี้ ปรึกษากันสักพักว่าเราควรจะหาอะไรรองท้องกันสักนิดดีมั้ย ดูแล้วทั้งคู่ก็คงไม่ต่างจากผมเท่าไร สังเกตได้จากสีหน้าที่อิดโรยและท่าทีที่อ่อนล้า
หันซ้ายแลขวาหาของกินเพียงแวบเดียวเท่านั้นครับ ขวัญเพื่อนรักเธอไวมาก She กลับมาพร้อมวาฟเฟิล 3 ชิ้น 3 รส มีหน้าแยม หน้าช็อคโกแลต และสตรอเบอรี่ สนนราคาตกชิ้นละ 2 ยูโรเห็นจะได้ (1ยูโร = 52บาท โดยประมาณ) ผมลังเลเอื้อมมือไปหยิบหน้าสตรอเบอรี่ของโปรดมาเป็นกรรมสิทธิ์ทันที (ไม่ถามคนซื้อสักคำว่าอันไหนของผม ฮ่า)

วาฟเฟิล หรือขนมรังผึ้งที่หลายคนเบลเยี่ยมนิยมทานเป็นอาหารเช้าเป็นของที่กินได้ทุกเวลาครับ โดยเคล็ดลับที่พอทราบมาก็คือเวลาทำ ต้องเปิดเตาเหล็กพิมพ์ทิ้งไว้ให้ร้อนประมาณ10 นาทีเพื่อให้ได้ขนมวาฟเฟิลที่กรอบนอกนุ่มใน เจ้าขนมที่ว่านี้ขายทุกหัวมุมถนนในตัวเมืองทีเด็ดที่สุดก็เห็นจะเป็นมีสูตร ซูเฟล่ หรือวาฟเฟิลโปะวิปครีมและสตรอเบอรี่สด ที่ผมซัดไปนั่นเอง

เดินไปกินไปรอบตัวเมืองอีกสักพัก ทีมไกด์และคณะทัวร์เริ่มจะหิวกันแล้วครับเพราะตั้งแต่ลงจากรถไฟยูโรสตาร์มาเราก็ยังไม่ได้พักกันเลย ทุกคนเลยลงมติกันว่าจะแวะพักเป็นเวลา 45 นาทีเพื่อให้ทุกคนได้ไปแวะพักท้องตามร้านอาหารที่แต่ละคนชอบแล้วจะกลับมาเจอกันที่จุดนัดหมาย

ผม ขวัญ จีจี้และพี่บุปผาตัดสินใจตรงดิ่งไปร้านอาหารเบลเยี่ยมครับ โดยผมเองท้องยังแน่นๆจากวาฟเฟิลอยู่จึงไม่ได้สั่งอาหาร แต่ก็ไม่นั่งเฉยนะครับจัดการสั่งเบียร์ท้องถิ่นมาลองของหน่อยเพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงเบียร์ที่นี้นั่นดังกระฉ่อนไม่แพ้ต้นตำรับอย่างเยอรมันเนื่องจากเบลเยี่ยมมีเบียร์ให้เลือกสรรกว่า 300-400 แบรนด์!
Simply the best ครับ ผมเลือกเบียร์ท้องถิ่นที่เบสิกที่สุดยี่ห้อ BEL PILS มาและก็ไม่ผิดหวังจริงๆ รสชาตินุ่มกลมกล่อมมาก ขณะที่ขวัญเล่นยากหน่อยสั่งเบียร์ยี่ห้ออะไรจำไม่ได้ แต่ราคาแพงกว่าหน่อย (เบียร์ 1 ไพน์ตกประมาณ 1.7-2.5 ยูโร) แต่เธอและผมเห็นตรงกันว่าของผมอร่อยกว่าเยอะ อิอิ

กินกันเสร็จสรรพ เราออกมาเจอสตีฟและไกด์สาวอีกสองคนชื่อ นามิต้า และ วิคตอเรีย แจ้งว่าโปรแกรมวันนี้เหลือพาไปชม Edmond park en-paleis แค่นั้นหลังจากนั้นใครประสงค์เดินเล่นต่อในตัวเมืองก็ต้องจับรถไฟกลับที่พักเอง หรือถ้าเหนื่อยก็จะกลับโรมแรม Husa Hotel พร้อมไกด์ก็ได้
ลูกทัวร์บางส่วนเลือกที่จะกลับครับเพราะเหนื่อยล้ามาทั้งวัน แต่ก็มีผมและบางส่วนที่ทาน Lunch เสร็จแล้วมีเรี่ยวแรงอยากเดินต่อจึงตัดสินใจเดินเล่นรอบๆเมืองอีกหน่อยเพราะโปรแกรมพรุ่งนี้ค่อนข้างแน่น ไหนจะหาซื้อของฝากอีก + อยากใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดกับเงินที่เสีย ฯลณ

หารู้ไม่ว่ากำลังจะตกระกำลำบาก เพราะแผนที่รถไฟที่บรัสเซลส์เป็นอะไรที่งงมากมาย
ป้ายหรือสัญญาณบอกทาง และผู้คนส่วนใหญ่ก็พูดแค่สามภาษาหลักๆ คือ ดัตช์ ฝรั่งเศส เยอรมัน (ภาษาราชการที่นี้) เราหลงขึ้นรถไฟกลับไปกลับมากันอยู่ร่วมๆ 40 นาทีเห็นจะได้ครับ กว่าจะคลำทางหาทางกลับที่พักถูก

อันนี้ต้องขอบคุณขวัญที่พอจะพูดภาษาฝรั่งเศษได้บ้าง ไม่อย่างนั้นนึกไม่ออกจริงๆครับว่าผมกับลูกทัวร์ที่เหลือจะกลับโรงแรมกันยังไง ^^
ระหว่างทางกลับผมได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ในทริปชื่อ เออเดม (Erdem) จากตุรกีด้วยอายุที่ไล่เลี่ยกันเราจึงคุยกันค่อนข้างถูกของครับโดยเฉพาะการที่เราสองคนมีฟุตบอลอยู่ในเส้นเลือดเหมือนๆกัน

เออเดมมาจากอิสตันบูลครับ ผมจึงถามแย็บๆไปครับว่ารู้สึกพอใจมั้ยกับผลงานของทีมชาติตุรกีในยูโรครั้งนี้ และคิดยังไงกับเกมที่จะต้องพบกับเยอรมัน

หนุ่มร่างใหญ่คนนี้ ยิ้มและบอกครับว่าสำหรับชาวตุรกีการได้ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมก็ถือว่าทำผลงานได้ตามเป้าแล้ว แต่การที่ขุนพลเติรก์ คัมแบ็คได้สามแมตช์ซ้อน (เกมกับสวิส เช็ค และ โครแอตโดนนำก่อนแต่กลับมาชนะ) ถือว่าเป็นอะไรที่สุดยอดยิ่งกว่า ดังนั้นการพบกับอินทรีเหล็กเยอรมันนี ที่ตุรกีนั้นติดโทษแบน + เจ็บกันกระจายนั้น จะแพ้ชนะ ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรมาก ขอแค่เล่นให้ประทับใจเหมือนที่ผ่านมา นักเตะตุรกีทุกคนก็ถือเป็นฮีโร่ในใจของคนทั้งประเทศแล้ว

ผมฟังแล้วคิดถึงทีมชาติไทยขึ้นมาตงิดๆครับ เพราะบอกตามตรงถึงแม้จะเลิกฝันมานานแล้วว่าเมื่อไรเราจะได้ไปบอลโลก แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าเราเล่นได้ประทับใจคนดูมากกว่านี้ คนไทยทุกคนก็คงจะรู้สึกดีมากกว่านี้อีกเยอะทีเดียว...

เรามาถึงโรงแรมกันประมาณ 5 โมงกว่าครับ จริงๆผมมีนัดกับ เออเดม เวลา สองทุ่มสี่สิบห้าที่รีเซฟชั่นโรงแรม แต่ทว่าด้วยความเหนื่อยอ่อนทำให้เผลอหลับยาวไป มารู้ตัวอีกทีตอนที่จีจี้ปลุกมาดูคู่ฮอลแลนด์-รัสเซีย ซึ่งเกมนี้บอกตามตรงครับว่าฮอลแลนด์แพ้ที่แท็คติกส์ของกุนซืออย่างแท้จริง
งานนี้ขอซูฮกความอัจฉริยะของ กุส ฮิดดิ้งค์ที่แม้นักเตะจะเป็นรองขุนพลฟลายอิ้งดัตช์แมน ในเรื่องของศักยภาพตัวผู้เล่นที่มีขีดจำกัดมากกว่า แต่กลับเล่นสอนบอลและหยุดความมหัศจรรย์ทีมกังหันได้อย่างช็อคแฟนบอลทั่วโลก
ผมมั่นใจครับว่าเกมกับสเปนในค่ำคืนนี้ทีมหมีขาวจะสู้ได้อย่างสมศักดิ์ศรีแน่นอน...

ปล. พรุ่งนี้ Day 2 in Brussels จะพาไปชม Atomium, มินิยุโรป พิพิทธภัณฑ์การ์ตูนพร้อมต้นกำเนิดตัวการ์ตูนสีฟ้านามว่า สเมิร์ฟกันครับ