Tuesday, 29 July 2008

เศรษฐกิจตกต่ำกระเทือนตลาดนักเตะในภาพรวม

หากรัก จะเป็น นักฟุตบอลบอล เมื่อต้องโดนโยกย้าย ตำแหน่งมาเล่นตำแหน่งที่ไม่ถนัดเฉกเช่น สตีวี่ จี มายืนปีกขวา โอเว่น ฮาร์กรีฟ ที่บางครั้งโดนจับยืนแบ็ก หรือ ดิออน ดับลิน อดีตกองหน้า ช้างกระทืบโรง โคเวนทรีซึ่งครั้งนึงก็เคยย้าย จากกองหน้า มาเล่นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ก็ต้องเล่นให้ได้+ทำให้ดี เพื่อผลประโยชน์โดย รวมของ ‘ทีม’ ไม่ใช่ออกลูกงอแงแบบ วิลเลี่ยม กัลล่าส์ ที่โดนจับยืนแบ็ก สมัยอยู่เล่นอยู่กับเชลซีแล้ว งอนตุ๊บป่องขอขึ้นทรานสเฟอร์ลิสต์ย้ายทีม

เป็นนักข่าวก็เช่น กันครับผมเชื่อว่า หากมี Flexibility หรือ ความยืดหยุ่นให้สูงเข้าไว้ เหมือนที่ท็อป ‘ไข่มุกดำ’ และโด้ ‘ลูกแม่กิ่ง’ ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบในการไปทำข่าวยูโรฯ ครั้งที่ผ่านมา (เรื่องการจัดตารางดูบอล เส้นทางการเดินทางฯลฯ) ก็จะช่วย ให้เป็นปัจจัยนึงที่จะทำให้งานออกมาดี และราบรื่นที่สุด...

ผมเอง ซึ่งถือว่ายังค่อนข้างใหม่กับงานนี้ และเท่าที่ได้ตามอ่านงาน ของพวกเค้าก็บอกตามตรงครับว่าวันนึง ‘ฝัน’ที่จะทำให้ได้บ้าง แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลาบ่มประสบการณ์อีกหลายล้านปีแสงก็ตาม ฮ่าๆ

ที่เกริ่นมาแบบนี้ ไม่ใช่อะไรหรอกครับคือว่าจริง ๆ แล้ววันนี้ผมมีเวลา 3 ชั่วโมงในการปั่นงาน ชิ้นนี้ให้เสร็จตามคำสั่งของท่านพี่ท็อป และก็จะพยายามใช้พื้นที่ตรงนี้ให้งาน ออกมาให้เนียนที่สุดเท่า ที่จะทำได้ เพราะจากนี้ไป ไม่แน่เหมือนกันครับว่าเร็ว ๆ นี้เส้นทางชีวิตของผมอาจถึง ‘จุดเปลี่ยน’ ครั้งสำคัญก็เป็นได้...
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ กรุงลอนดอนนั้นยังคงรักษา ดีกรีความร้อนแรงของ อากาศซัมเมอร์ไทม์ได้แบบที่ว่า ร้อนที่สุดในรอบปีนี้อย่างต่อเนื่องและยาวนานมาร่วมหนึ่งอาทิตย์เต็มๆครับ สำหรับพวกฝรั่งมังค่า ที่ผมได้เจอและไถ่ถามนั้นแต่ละคนนั้นพูดเป็นเสียงเดียวกันครับว่า ร้อน อิ๊บอ๋าย
ดังนั้นช่วงนี้ร้านอาหารไทยที่นี้จึงค่อนข้างเงียบเหงาพอสมควร เพราะว่าอาหารบ้านเราในสายตาชาวต่างชาตินั้น ถือว่าขึ้นชื่อในเรื่องความเผ็ดอยู่แล้ว ขืนกินในช่วงที่อากาศแตะหลัก 30 องศาแบบนี้ อาจได้เห็นฝรั่งน็อกคาโต๊ะอาหารกันละครับ

จบจากเรื่องอากาศร้อนๆ เรามาดูเรื่อง ‘ดีล’ ร้อนๆที่เริ่มขยับ และเป็นรูปร่างมากขึ้นตามเวลาที่บีบเข้ามาเรื่อยๆเพราะซีซั่นใหม่นั้นใกล้จะเปิดแล้ว และผู้จัดการทีมก็เชื่อได้ครับว่า อยากจะให้การเจรจานั้นลุล่วงให้รวดเร็วที่สุดเพื่อที่จะได้เตรียมวางตัว + ลองทีมในช่วงปรีซีซั่นที่เหลืออยู่อีกไม่นาน
ดีลใหญ่ล่าสุดที่คิดว่าน่าจะลงเอยได้สวยและเป็น ‘ดีล’ ที่จะทำให้ตลาดขยับอีกครั้งก็คือการย้ายทีมของร็อบบี้ คีน กัปตันทีมชาติไอร์แลนด์วัย 28 ขวบของไก่เดือยทอง สเปอร์สที่คาดว่าจะได้ รับค่าเหนื่อยไปเหนาะๆ 80,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์พร้อมสัญญา 5 ปี


ผมเชื่อนะครับว่านี้น่าจะเป็นการย้ายทีมครั้งสุดท้ายแล้ว ของกองหน้าจอมพเนจรคนนึงในโลกลูกหนัง เพราะคีนน้อยนั้น อยู่มาแล้ว 5 ทีม (แจ้งเกิดกับวูล์ฟแฮมป์ตันก่อนย้ายไป โคเวนทรี,อินเตอร์ มิลาน, ลีดส์ และสเปอร์ส) ค่าตัวรวมกันหากนับครั้งล่าสุดประมาณ 18 ล้านปอนด์เข้าไปด้วย ก็จะทำให้เค้ามีค่าตัวย้ายทีมรวมกันทุกครั้งถึง 56 ล้านปอนด์ ! จะเป็นรองก็แค่ นิโกลาส์ อเนลก้า ( 86.8 ล้านปอนด์) ฮวน เวรอน (76.2 ล้านปอนด์) และเฮอร์นัน เครสโป (70.8ล้านปอนด์) สามคนนี้เท่านั้นเอง

และสังเกตเห็น อะไรมั้ยครับ สามรายชื่อข้างบนที่กล่าวมา นั้น จะเห็นได้ว่า สองรายเคยเป็น อดีตนักเตะของเชลซี ขณะที่อีกราย ก็ค้าแข้งอยู่กับสิงห์ไฮโซในชั่วโมงนี้ ดังนั้นเราจึงสรุป ได้ว่าตลาดนักเตะ ตอนนี้ที่ไม่ค่อยขยับนั้น สาเหตุนึงนั้นมาจากการที่เชลซีไม่ได้ขยับตัว มากนักในปีนี้

เพราะหากเทียบกับสมัยเมื่อสามสี่ปีก่อน ที่พวกเค้าซื้อแบบไม่คิดหน้าคิดหลังสักเท่าไร ฟุตบอล ‘ปิดเทอม’แต่ละปี พวกเค้าใช้จ่ายไม่อั้นและพร้อมสอยทุกรายหากอยากได้ใคร โดยไม่ได้คำนึงถึงค่าตัว ที่บางครั้งพุ่งสูงเกินความเป็นจริงที่มันควรจะเป็น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็เช่น รายของ ไรท์-ฟิลลิปส์ 21ล้านปอนด์ หรือ อังเดร เชฟเชนโก้ 30ล้านปอนด์ ฯลฯ
เอาเป็นว่าช่วงหลังๆที่พวกเค้ารัดเข็มขัดมากขึ้นเพราะกลัว ตลาดนักเตะปั่นป่วน + ราคาค่าตัวแบบไร้ ขีดจำกัด เมื่อรวมกับเศรษฐกิจโดยรวมของโลกในยุคปัจจุบันที่ราคาน้ำมันก็แพง และพี่เบิ้มอย่างสหรัฐ อเมริกาก็อยู่ในช่วง Recession ทุกปัจจัยเมื่อมารวมๆกันจึงทำให้ตลาดนักเตะ ในอุตสาหกรรมฟุตบอล ไม่คึกคักเหมือนสองสามปีก่อนหน้านี้ เอซี มิลาน บาร์ซ่า เรอัล มาดริด เองที่เคยทำตัวจ่ายไม่อั้น มาปีนี้ก็อย่างที่เห็นนะครับว่าระมัดระวังตัวเรื่องการใช้จ่ายขึ้นเยอะทีเดียว

ส่วนทีมที่ทำให้ผมแปลกใจ ที่สุดในช่วงนี้ก็คือสเปอร์สเนี่ยแหละครับ กลัว กลั๊ว กลัว ว่าทีมรักจะถังแตกเพราะเล่นช็อปซะสี่ทีม ‘บิ๊กโฟร์’ อายเลยปีนี้
หากตามข่าวกันดีๆเนี่ย ลองดูนะครับไม่ว่านักเตะดังๆ หรือพอมีชื่อหน่อยตกเป็น ข่าวจะย้ายทีมทีไรเนี่ย ไก่จอมเจ้าชู้พร้อมมีเอี่ยวกับเค้าตลอด นี่ยังดีที่บอร์ดบริหาร และฆวนเด้ รามอส มีแพลนล้างบางนักเตะ เพื่อนำมาเป็นทุนบ้างไม่ใช่สักแต่ว่าจ่าย ไม่หารายรับเข้าสโมสร

กลับมาที่ลิเวอร์พูล หลังจากที่ได้คีนน้อยมาแล้ว จากนี้น่าสนใจมากครับว่า ‘ดีล’ กับแกเรธ แบร์รี่ที่ติดต่อ ไว้ก่อนคีนด้วยซ้ำ จะล้มหรือไม่ เพราะชาบี้ อลอนโซ่ก็ยังอยู่และไม่ได้ย้ายไปยูเวนตุส ดังนั้นเงินก่อนที่จะนำไปโปะเป็นค่าตัวแบร์รี่นั้นหายไปแล้ว
ไม่แน่เหมือนกันนะครับ อาร์เซนอลที่ตอนนี้ทำตัวเป็นตาอยู่ รอดูดีลนี้อยู่ห่างๆ อาจจะทำตัวเป็น ‘ตาอยู่’ คว้าแบร์รี่ไป ใช้บริการก็เป็นไปได้เหมือนกัน เพราะที่ผมมอง จุดประสงค์ในการย้ายทีม ของกัปตันสิงห์ผงาดรูปหล่อรายนี้ อยู่ที่โอกาสในการเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีกมากกว่า อีกอย่างอาร์เซนอลก็เสียกองกลางไปแล้วถึงสามรายและ Need นักเตะในตำแหน่งนี้ มากกว่าหงส์แดง ที่ผู้เล่นในตำแหน่งนี้นั้นมีทั้ง เจอร์ราร์ด มาสเคราโน่ อลอนโซ่ ไม่นับลูคัส เลว่า ที่รอโอกาสอยู่
สุดท้าย ดีลที่อยากให้ติดตามดูเพราะ น่าสนใจมากก็คือ สงครามประสาทระหว่างทางแมนฯยูฯกับสเปอร์ส ที่ถึงนาที แมนฯยูฯ ( แกล้ง) ไปสนใจ เธียร์รี่ อองรี ซามูเอล เอโต้ และ โรเก้ ซานตาครูซ ซะอย่างนั้น ดีลนี้ผมมองว่าสุดท้ายแล้วฝ่ายที่ใจอ่อนก่อนน่าจะเป็นสเปอร์สที่มีสิทธิ์ตกหลุม พรางนี้ของเฟอร์กี้และขายในราคาที่ไม่เกิน 30 ล้านปอนด์ครับ

Wednesday, 23 July 2008

เป้าหมายทีมตราไก่ซีซั่น 2008/09


เปิดเว็บไซต์ดูพยากรณ์อากาศจาก BBC เช้าวันอังคารนี้แล้ว สุขใจครับสำหรับคนขี้หนาวอย่างผม เพราะสองสามวันต่อจากนี้อุณหภูมิใน ลอนดอนมีโอกาสแตะถึงหลัก 30 องศาเซลเซียส และนี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของชาวอังกฤษ และผมกับการที่จะได้ซึมซับบรรยากาศ ซัมเมอร์ไทม์เป็นครั้งสุดท้ายในปีนี้ก่อนที่หน้าฝน และหน้าหนาวจะเข้ามารับช่วงต่อในเดือนหน้า

พูดแล้วก็ใจหายครับ เพราะไม่คิดจริง ๆ ว่าเวลาเดินเร็วขนาดนี้ อยู่ไปอยู่มาก็จะเข้าปีที่สองแล้ว สำหรับผม กับประเทศอังกฤษ และก็ยังไม่รู้ครับว่านี่จะเป็นซัมเมอร์ครั้งสุดท้าย ของผมหรือเปล่า เพราะจากนี้คงต้องตัดสินใจอีก ทีว่าเรียนจบในเดือน พฤษภาคมปีหน้าแล้วจะกลับไปมาตุภูมิบ้านเกิดเลย หรือจะเลือกใช้โควตาขยายเวลา ไปอีกปีสองปีตามกฎใหม่ของคนจบปริญญาโทที่จะได้โอกาสหางานที่นี่ต่อ
เขียนเรื่องตัวเองตามฟอร์มครับ ตามประสาคนไกลบ้าน + นึกมุขอะไรไม่ออกในช่วงที่ข่าวฟุตบอล อังกฤษค่อนข้างเงียบเหงา เพราะ ‘ดีล’ ใหญ่ ๆ นั้นยังคาราคาซัง และไม่คืบหน้าสักเท่าไรเลย ^^
เคสของ คริสติอาโน่ โรนัลโด้ และดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ที่เขียนถึงอาทิตย์ที่แล้วก็ยังนิ่งอยู่ซึ่งถึงตรงนี้บอก ตามตรงว่าผิดคาดเล็กน้อยที่การเจรจายังไม่ลุล่วง เพราะแมนฯยูฯเองก็ไม่อยากเสียปีกโปรตุเกสไป แม้ว่าใจโด้จิ๋วนั้นลอยไปซานติอาโก้ เบอร์นาบิวนานแล้ว
แต่ก็อย่างว่าครับหากมองกันให้ลึกลงไปถึงตำแหน่ง ของหนูโด้ และเบิร์บนั้นคนละตำแหน่งอย่างชัดเจน และปรมาจารย์อย่างเฟอร์กี้ก็คงบวกลบคูณหารแล้ว การเก็บหนูโด้ไว้ และได้เบอร์บาตอฟมาเสริมความน่ากลัวในแนวรุกน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด หาใช่เอาเบิร์บมาเป็นตัวแทนโด้จิ๋วอย่างที่ออกข่าวมาในตอนแรก
ขณะที่ในมุมของสเปอร์ส ดู ๆ แล้ว ฆวนเด้ รามอส นั้นพร้อมจะปล่อยผู้เล่นที่ไม่มีใจออกไปอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าดาเนียล เลวี่ ท่านประธานไก่ดันรู้สึกเหมือนตัวเอง โดนตีท้ายครัวจึงออกอาการกริ้วอย่าง ออกนอกหน้าทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว หากจำกันได้สเปอร์สเองก็เพิ่งทำกับคริสตัล พาเลซ ในกรณีการไปฉกตัว จอห์น บอสต็อค มาด้วยค่าตัวจุ๋มจิ๋มแค่ 700,000 ปอนด์จนทำเอาไซม่อน จอร์แดนตอนนี้ถึงกับเซ็งในความ ไม่ยุติธรรมของวงการฟุตบอล และกำลังจะขายสโมสรทิ้งเร็ว ๆ นี้
มองอีกด้านมันก็เหมือนกรรมมันตามทันสเปอร์สที่ทำเอาไว้กับพาเลซ เพราะพวกเค้าก็มีโอกาสมากกว่า 70% ที่จะเสียทั้งเบอร์บาตอฟ รวมไปถึงร็อบบี้ คีน สองหัวหอกตัวเก่งของทีม
หากถามแฟนสเปอร์ส (รวมทั้งตัวผม) คงต้องบอกว่าหากเสียทั้งคู่ไปจริง ปีหน้าแนวรุกสเปอร์สจะมีปัญหาแน่นอน เพราะต่อให้รามอสจะไปสอย อังเดร อาร์ชาวิน หรือดิเอโก้ มิลิโต้ มาได้ แต่ผมก็ไม่เชื่อว่าสองคนนี้จะประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน อีกอย่างราคาของอาร์ชาวินที่แม้จะโดดเด่นพอสมควรในยูโรก็แพงเกินความจริง
อย่าลืมนะครับว่านักเตะฟอร์มดีในทัวร์นาเมนต์สั้น ๆ อย่างยูโร หรือฟุตบอลโลกต่าง “สอบตก” ในลีกอังกฤษมาแล้วนับไม่ถ้วน ดังนั้น 21.5 ล้านปอนด์ที่เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เรียกมาถือว่าแพงบรรลัยครับ

อย่างไรก็ดีทิศทางของทีมตราไก่ในชั่วโมงนี้ น่าสนใจมาก และถือเป็นย่างก้าวที่สำคัญ อย่างยิ่งกับอนาคตของสโมสรว่าจะแทรกตัวไปเป็นหนึ่งใน ‘บิ๊กโฟร์’ ได้มั้ย
ประการแรก บอร์ดบริหารชุดนี้ถือว่ามีการวางแผนการทำทีมในระยะยาวได้ดี + เข้าใจลงทุนกับนักเตะอายุไม่เยอะแต่ฝีเท้าดีมาเสริมทีมอยู่เรื่อย ๆ จริงอยู่ที่บางครั้งดูเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ อย่างเช่นรายของ เควิน ปรินซ์ บัวเต็ง, ดาร์เรน เบนท์ หรือยูเนส คาบูล
อย่างไรก็ดีทุกอย่างมีด้านขาว และดำ เพราะมีหลายคน เช่นกันที่ซื้อเข้ามาแล้วคุ้มเกินคุ้ม อย่างในรายของ โจนาธาน วู้ดเกต (8ล้านปอนด์), เบอร์บาตอฟ (10.9 ล้านปอนด์), แอรอน เลนนอน (1ล้านปอนด์) หรือแม้กระทั่งแกเร็ธ เบล (5 ล้านก้อนแรก อีก 5 ล้านตามจำนวนนัด+ ความสำเร็จ) ที่แม้เจ็บปิดเทอมยาวในซีซั่นที่แล้ว แต่ฟอร์มเท่าที่ดูแล้วถือว่าสอบผ่านสบายสำหรับปีแรกในพรีเมียร์ชิพ
รายชื่อที่ไล่มานี้ถือว่าเป็นดีลที่โชว์ Vision ของเหล่าแมวมองของสเปอร์สว่าไม่ได้ด้อย ไปกว่าทีมคู่ปรับอย่างอาร์เซนอลสักเท่าไร
นี่ยังไม่รวม ลูก้า โมดริช หรือจิโอวานี่ โดส ซานโตส ที่รอการพิสูจน์ตัวเองกับพรีเมียร์ชิพ แต่แค่ฉกสองคนนี้มาเล้าไก่ได้ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว สำหรับสองดาวรุ่งพุ่งแรงที่ได้รับการกล่าว ขานว่าจะเป็นดาวดังในอนาคตอันใกล้โดยเฉพาะโมดริชที่เราเห็น ‘คลาส’ ของเจ้าตัวมาบ้างแล้วในศึกยูโรครั้งที่ผ่านมา
ประการที่สอง หากสเปอร์สสามารถขาย 4 นักเตะอย่าง มัลบรองค์, คาบูล, ไทนิโอ และชิมบงด้าได้ในราคาประมาณ 23 ล้านปอนด์อย่างที่ตกเป็นข่าวจริงสเปอร์ส ก็อาจไม่จำเป็นต้องขายคีนน้อยไปหงส์แดง เพราะแม้หอกไอริชจะเป็นแฟนลิเวอร์พูล แต่ลึก ๆ แล้วเชื่อว่าด้วยความผูกพันที่เจ้าตัวกับสเปอร์สมีมากว่า 6 ปี สุดท้ายแล้วกองหน้าจอมตีลังกาจะอยู่ช่วยทีมท้าทาย ‘บิ๊กโฟร์’ ในซีซั่นหน้า
ประการสุดท้าย ความสามารถของฆวนเด้ รามอส ที่สร้างปาฏิหาริย์พาทีมได้แชมป์คาร์ลิ่ง คัพ ในนัดชิงฯกับเชลซีนั้นสร้างความฮึกเหิม + เพิ่มความเชื่อมั่นให้บอร์ดบริหาร ในการกล้าให้งบประมาณ มาแต่งองค์ทรงเครื่องทีมตราไก่ขึ้นอีกเยอะ
ปีนี้เราจะได้ดูกันเต็ม ๆ ล่ะว่า แกจะทำได้ดีแค่ไหน และฟุตบอลสไตล์เดินหน้าฆ่ามันที่เจ้าตัวชื่นชอบ นักหนาจะรักษา บาลานซ์ของทีมได้มั้ย เพราะคงไม่ดีแน่ครับ หากต้องเป็นแบบซีซั่นก่อนที่พร้อมเสียประตูทุกเมื่อ และสกอร์ 6-4 (ชนะเรดดิ้ง) หรือเสมอ 4-4 ในการพบกับแอสตัน วิลล่า และเชลซีในซีซั่นก่อน มันดูจะบีบหัวใจคนดูไปหน่อยกระมังครับ โดยเฉพาะกับแฟนตราไก่ที่จริงอยู่ว่าชื่นชอบเอนเตอร์เทนฟุตบอล แต่มันคงไม่ดีแน่ครับสำหรับคนเฒ่าคนแก่ ที่เชียร์อยู่หน้าจอ เพราะหัวใจอาจวายตายคาหน้าจอทีวีเอาได้ง่าย ๆ ^^
สรุปนะครับว่า แน้วโน้มทีมกุ๊กไก่ใน ปีหน้าฟ้าใหม่ที่จะถึงนี้ แม้จะได้ตัวแจ่ม ๆ มาเสริมทีมเยอะ แต่โอกาสที่จะแทรกไปเป็นหนึ่งใน ‘บิ๊กโฟร์’ ต้องยอมรับความจริงว่า โอกาสมีไม่ถึง 30 % เลย เพราะโครงสร้างทีม อำนาจเงิน และกึ๋นกุนซือของทีมอย่าง แมนฯยูฯ, เชลซี, อาร์เซนอล หรือลิเวอร์พูล นั้นยังดูดีกว่าสเปอร์สมาก
ดังนั้น ‘ท็อปซิกซ์’+ แชมป์บอลถ้วยสักแชมป์ น่าจะเป็นเป้าหมายที่ไม่หลอกตัวเองเกินไปครับ

Wednesday, 16 July 2008

พรีเมียร์ชิพกับวัฏจักร"คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า"


หายเงียบไปเกือบ ๆ สองวีกครับเนื่องจากว่าติดภารกิจที่มหาลัย + โหมทำงานร้านอาหารเก็บเงินมาเที่ยวไทย ในช่วงเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ทำให้ไม่ได้โผล่หัวมาเขียน คอลัมน์ Viva London เลย ^^
กลับมารอบนี้สัญญาครับว่าจะพยายามเขียน ให้ได้ทุกวันพุธเหมือนเคย ต่อให้โค้งสุดท้ายของคอร์สซัมเมอร์ ป.โทที่ลงเรียนไปจะหนักหนาแค่ไหนก็ตาม...
บรรยากาศความเคลื่อนไหวที่ประเทศอังกฤษ ในช่วงนี้หลังจากหมดช่วงยูโร 2008 ไปก็มีเทนนิสวิมเบิลดันมาทำให้ซัมเมอร์ ที่นี่ครึกครื้นใช้ได้ทีเดียว อากาศเย็นสบายอุณหภูมิประมาณ 15-24 องศา แม้จะมีฝนตกประปรายลงมาบ้าง แต่ภาพรวมแล้วถือว่าหน้าร้อนปีนี้ยาวนานกว่าปีที่แล้วพอสมควรเลยละครับ
เกริ่นกันพอคร่าว ๆ ละกันสำหรับเรื่องฟ้าฝน วกกลับมาคุยเรื่องฟุตบอลของที่นี่กันบ้างดีกว่า ว่ามีอะไรอัพเดตกันไปถึงไหนแล้ว : )
อย่างที่ทราบ ๆ กันนะครับว่า ช่วงปิดฤดูกาลแบบนี้ "ประเด็น" ร้อนส่วนใหญ่ที่คนให้ความสนใจกันก็คือเรื่องการตกแต่งขุมกำลังของแต่ละทีมซึ่งปีนี้ถือว่าทั้งตลาดนักเตะ และกุนซือนั้นย้ายขั้วสลับดอกกันเยอะแทบจะเป็นประวัติการณ์เลย
นัยหนึ่งก็อาจมองได้ครับว่าอุตสาหกรรมฟุตบอลที่อังกฤษนั้นเติบโตขึ้นมามากทีเดียวในช่วง 4-5 ปีหลังนี้ บรรดาแข้งดังต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลกนั้นเข้ามาเพิ่มสีสันให้วงการฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งถึงตอนนี้คงพูดได้เต็มปากเต็มคำแล้วล่ะว่าเป็นลีกหมายเลขหนึ่งที่แฟน ๆ ให้ความสนใจมากที่สุดในโลกไปแล้ว
ปีนี้สตาร์ดังจากยูโรที่ตบเท้าเข้ามาเล่น ในอังกฤษก็มี บิ๊กเนม อย่าง ซาเมียร์ นาสรี่, เดโก้, โจเซ่ โบซิงวา และลูก้า โมดริช ขณะเดียวกันก็มีอยู่หลายรายเช่นกันที่อยากจะออกไป ค้าแข้งกับลีกอื่น อย่าง ซีรีส์อาของอิตาลี หรือลาลีกาของสเปน เช่น มาติเยอ ฟลามินี่ และอเล็กซานเดอร์ คเล็บที่เผ่นหนีอาร์เซนอลไปเรียบร้อยแล้ว โดยรายหลังนั้นให้เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเลยด้วยการอ้างว่า ลอนดอนนั้นวุ่นวายเกินไปสำหรับเจ้าตัว !
ถามหน่อยเถอะครับว่า เมืองบาร์เซโลน่านั้นเงียบเชียบกว่าลอนดอน ขนาดนั้นเชียวเหรอ ??
ยิ่งพอเห็นลูกงอแงของเอ็มมานูเอล อเดบายอร์ เกี่ยวกับสัญญาฉบับใหม่แล้วก็สงสารทีมปืนโตจริง ๆ ครับ เพราะหลายต่อหลายครั้งที่พวกเค้าดึงบรรดาแข้งเพชรในโคลนตมมาเจียระไนจนมีชื่อเสียง แล้วสุดท้ายก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนขายออกไปทำให้ทีมขาดความต่อเนื่อง + ไปไม่ถึงฝั่งฝันเสียที
นอกจากนี้ในรายของ ‘เดอะดร็อก’ และหนุ่ม ‘แลมพ์’ จากค่ายสิงโตน้ำเงินคราม เชลซี อนาคตของทั้งคู่ก็ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามตัวโตให้กุนซือใหม่ถอดด้ามอย่าง ‘บิ๊กฟิล’ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ต้องรีบดำเนินการทำอะไรสักอย่างแล้วเพื่อที่จะได้เตรียมการวางแท็กติกส์ ตัวผู้เล่นว่าใครจะยืนตรงไหน และเล่นรูปแบบอย่างไร หากว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง ๆ
เพราะอย่าลืมนะครับว่าทั้งสองหน่อที่ว่ามานี้ถือเป็นสองผู้เล่นคนสำคัญของทีมในฤดูกาลที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะดร็อกบาที่ถือเป็นหัวหอกในทีมคนเดียวตอนนี้ของทีมที่ไว้วางใจได้มากที่สุดแล้ว เนื่องจากว่า นักเตะอย่างนิโกลาส์ อเนลก้า, เคลาดิโอ ปิร์ซาโร่ หรืออดีตจรวดทางเรียบจากยูเครนอย่าง อังเดร เชฟเชนโก้ นั้นสอบตกกันเรียบวุธในปีที่ผ่านมา
ขณะที่ในรายของแฟรงค์ แลมพาร์ด ที่โดนกุนซือคู่ซี้อย่าง โจเซ่ มูรินโญ่ตามเกี้ยวเช้า เกี้ยวเย็นให้ไปร่วมหอลงโรงทำมาหากินกัน ที่เมืองมะกะโรนี ผมกลับมองว่า หากเชลซีจะเสียกองกลางจอมถล่มประตูรายนี้ไป มันก็ไม่ได้เสียหายมากนัก เพราะยังมีชอยซ์ อย่างมิชาเอล บัลลัค หรือเดโก้ ที่คุณภาพไม่ได้ด้อยไปกว่ากันสักเท่าไรรอพื้น ที่สัมปทานตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกอยู่แล้ว หากหนุ่มแลมพ์ต้องจากทีมไปจริง ๆ
ส่วนอีกหนึ่ง "ดีล" ที่น่าจะถือเป็นมหากาพย์เรื่องยาว และคาดว่าน่าจะได้บทสรุปในเร็ววันนี้อย่าง ในรายของ คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ที่ยืดเยื้อ และกลายเป็นประเด็นลุกลามใหญ่โตจนประธานองค์กรลูกหนังโลก อย่างเซปป์ แบล็ตเตอร์ ดูเชิงมาพักใหญ่คงเกิดอาการเปรี้ยวปากออกมา ‘โชว์ความเพี้ยน’ ด้วยการเปรียบ ปีกสับสยองว่าเป็น ‘Modern Slavery’ หรือนางทาสปี 2008 สร้างความโกรธเคืองให้บรรดาตำนานแข้งผีแดง และผู้คร่ำหวอดในวงการลูกหนังหลายรายออกมาสับ แบล็ตเตอร์ซะเสียผู้เสียคน ที่สำคัญการออกมาพูดโดยไม่คิดแบบนี้ ถือว่าดิสเครดิตตัวเองไปเยอะทีเดียวสำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้
อย่างไรก็ดีครับสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมคิดว่าดีล ‘"หนูโด้" จะจบลงเร็ว ๆ นี้ก็เพราะว่า ณ เช้าวันอังคารที่ผมกำลังส่งต้นฉบับอยู่นี้ ข่าวจากหลายสำนักได้ออกข่าวมาแล้วครับว่าแมนฯยูฯกำลังจะกระชากตัว ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟมาสู่อ้อมอกได้เต็มแก่ด้วยค่าตัวประมาณ 28 ล้านปอนด์โดยสเปอร์สนั้นตอบรับข้อเสนอสุดงามจากทีมผีแดงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่ว่าหัวหอกชาวบัลแกเรียจะคุยรายละเอียดส่วนตัวได้ราบรื่นหรือไม่เท่านั้นเอง
สเปอร์สนั้นถึงตอนนี้คงต้องบอกว่าไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะว่าช่วงปิดซีซั่นที่ผ่านมานี้พวกเค้าทำตัวเป็น อาเสี่ยกระเป๋าหนัก ควักเงินไม่อั้นสอยนักเตะมาสนองตัณหาฆวนเด้ รามอสไปแล้วร่วม 30 ล้านปอนด์ซึ่งถือว่าไม่น้อยทีเดียวสำหรับทีมที่จบอันดับ 11 ในปีที่แล้ว และได้เพียงแค่ถ้วยน้ำจิ้มอย่าง คาร์ลิ่ง คัพ มาหลอกตัวเองว่าพร้อมจะก้าวเท้าไปเขย่าบัลลังก์ บิ๊กโฟร์อย่างทีมอื่นเค้า
เรียกได้ว่าจากนี้ไปหากรามอสคิดจะดึง เดวิด เบนท์ลี่ย์, โรเก้ ซานตา ครูซ หรือหลุยส์ การ์เซีย เข้ามาเสริมทีมอย่างที่เป็นข่าวจริงแล้วละก็คงต้องเลือกปล่อยไม่ เบอร์บาตอฟ, ร็อบบี้ คีน หรือดาร์เรน เบนท์ คนใดคนหนึ่ง (หรือสองจากสามคนนี้) มาเป็นทุนสักก้อนเพื่อนำเงินมาสอยแข้งใหม่เข้าเล้า ไม่อย่างนั้นสเปอร์สอาจจะจบเห่ถึงขั้นล้มละลายแบบลีดส์ในยุคจ่ายไม่อั้นก็เป็นได้ หากไม่มีการวางแผนการใช้จ่ายให้ดี...
สรุป และขออนุญาตฟันธงล่วงหน้านะครับว่าถ้าเบอร์บาตอฟมาแมนฯยูฯจริง หนูโด้ก็จะได้ย้ายไปหากินที่สเปนสมใจ ขณะที่ในรายของโรนัลดินโญ่ที่มีข่าวกับทีมเรือใบสีฟ้าของคุณทักษิณ ถ้ามาจริงก็ถือว่าเซอร์ไพรส์มาก ๆ เพราะโดยส่วนตัวผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าตัวจะยอมลดคลาส + ตัดความก้าวหน้าในอาชีพตัวเองมาตายรังที่ทีมจากย่านอีสต์แลนด์ อย่างน้อย ๆ ก็ควรจะไปเอซี มิลาน, เชลซี หรือหากไปไหนไม่ได้จริง ๆ ก็สู้อยู่พิสูจน์ตัวเองที่บาร์ซ่าน่าจะเป็นทางออกที่ไม่เลวสำหรับเจ้าตัวครับ (หวังว่าแฟนแมนฯซิตี้ที่อ่านคงเข้าใจ และไม่โกรธกันเด้อ!)

Thursday, 26 June 2008

ดูบอลยูโรที่เบลเยี่ยม (ตอน2)


ต่อจากเมื่อวานนี้นะครับ ที่ผมเล่าค้างไว้ถึงตอนที่มาถึงจัตุรัสกรองด์พลาส (Grand Place) ในใจกลางกรุงบรัสเซลล์เพื่อชมรูปปั้นแมนเนคินน ปิส หรือ’เด็กเยี่ยว’
สำหรับประวัติความเป็นมาของรูปปั้นแมนเนคินน ปิส (Manneken Pis) ที่แท้จริงเป็นอย่างไรนั้นไม่มีใครรู้แน่ชัดครับ เพราะตำนานของเด็กชายผู้ได้รับการยกย่องเป็นราษฎรอาวุโสที่สุดของเมืองนั้นมีอยู่หลายเรื่องเหลือเกิน...
อย่างไรก็ดีผมเก็บประวัติคร่าวๆมาฝากกัน : )

เริ่มกันที่เรื่องที่เก่าแก่ที่สุดเลยแล้วกันนะครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นกลางคริสต์ศตวรรษที่ 8 เล่ากันว่าภรรยาของขุนนางผู้ครองแคว้นได้ให้กำเนิดบุตรชาย และขณะที่กำลังประกอบพิธีสวดขอบคุณพระเจ้าอยู่ เด็กน้อยได้ปัสสาวะพุ่งขึ้นจนเปียกเคราของบาทหลวง จึงได้รับการตั้งชื่อว่าแมนเนคิน ปิส ต่อมาขุนนางบิดาของแมนเนคิน ปิส ได้ทำให้นักบุญหญิงผู้หนึ่งโกรธจึงสาปให้แมนเนคิน ปิส เป็นเด็กอยู่เช่นนั้นและปัสสาวะไม่หยุดตลอดไป
ตำนานอีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า แมนเนคิน ปิส เป็นเด็กชายซึ่งได้สร้างวีรกรรมในระหว่างสงคราม โดยการปัสสาวะรดต้นเพลิงที่ข้าศึกจุดขึ้นเผาบ้านเมืองจนไฟดับ ทำให้สามารถรักษา เมืองบรัสเซลส์มาได้จนถึงทุกวันนี้ หรือจะเป็นเรื่องที่ว่าเจ้าหนูแมนเนคินน ปิส เป็นเพียงบุตรชายคหบดีคนหนึ่งซึ่งเกิดพลัดหลงกับบิดาในระหว่างงานรื่นเริงของเมือง หลายวันต่อมาคหบดีจึงตามพบบุตรชายขณะกำลังยืนปัสสาวะอยู่ จึงได้สร้างรูปปั้นไว้ตรงจุดที่พบไว้เป็นอนุสรณ์ และอีกหลายต่อหลายตำนานที่ผู้คนที่นี้กล่าวขานกัน ฯลฯ

จะอย่างไรก็ตามครับ ไม่ว่าเรื่องเล่าทั้งหลายเหล่านี้จะเป็นเรื่องจริงหรือแค่อิงนิยายไอ้เด็กเยี่ยวคนนี้ก็ถือเป็นสัญลักษณ์อยู่คู่เมืองบรัสเซลส์มานานนมและเรียกรายได้จากนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้ไม่น้อยเลย

เสร็จจากการเดินทอดน่องตามไกด์อีกสักพักต่อมหูฟังของผมภาษาอังกฤษของผมก็ปิดสวิตช์ไปดื้อๆครับ ไกด์บรรยายข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับจตุรัสกรองด์พลาสต่อ แต่หูไม่รับแล้วจริงๆ เนื่องจากกระเพราะอาหารมันส่งสัญญาณแล้วว่าให้เจ้าของร่างกายหยุดพักสักนิดแล้วให้หาอะไรกระแทกท้องเถอะ ^_^

ผมไม่รอช้าครับ ปลีกตัวออกมาเนียนๆพร้อมกับขวัญและจีจี้ ปรึกษากันสักพักว่าเราควรจะหาอะไรรองท้องกันสักนิดดีมั้ย ดูแล้วทั้งคู่ก็คงไม่ต่างจากผมเท่าไร สังเกตได้จากสีหน้าที่อิดโรยและท่าทีที่อ่อนล้า
หันซ้ายแลขวาหาของกินเพียงแวบเดียวเท่านั้นครับ ขวัญเพื่อนรักเธอไวมาก She กลับมาพร้อมวาฟเฟิล 3 ชิ้น 3 รส มีหน้าแยม หน้าช็อคโกแลต และสตรอเบอรี่ สนนราคาตกชิ้นละ 2 ยูโรเห็นจะได้ (1ยูโร = 52บาท โดยประมาณ) ผมลังเลเอื้อมมือไปหยิบหน้าสตรอเบอรี่ของโปรดมาเป็นกรรมสิทธิ์ทันที (ไม่ถามคนซื้อสักคำว่าอันไหนของผม ฮ่า)

วาฟเฟิล หรือขนมรังผึ้งที่หลายคนเบลเยี่ยมนิยมทานเป็นอาหารเช้าเป็นของที่กินได้ทุกเวลาครับ โดยเคล็ดลับที่พอทราบมาก็คือเวลาทำ ต้องเปิดเตาเหล็กพิมพ์ทิ้งไว้ให้ร้อนประมาณ10 นาทีเพื่อให้ได้ขนมวาฟเฟิลที่กรอบนอกนุ่มใน เจ้าขนมที่ว่านี้ขายทุกหัวมุมถนนในตัวเมืองทีเด็ดที่สุดก็เห็นจะเป็นมีสูตร ซูเฟล่ หรือวาฟเฟิลโปะวิปครีมและสตรอเบอรี่สด ที่ผมซัดไปนั่นเอง

เดินไปกินไปรอบตัวเมืองอีกสักพัก ทีมไกด์และคณะทัวร์เริ่มจะหิวกันแล้วครับเพราะตั้งแต่ลงจากรถไฟยูโรสตาร์มาเราก็ยังไม่ได้พักกันเลย ทุกคนเลยลงมติกันว่าจะแวะพักเป็นเวลา 45 นาทีเพื่อให้ทุกคนได้ไปแวะพักท้องตามร้านอาหารที่แต่ละคนชอบแล้วจะกลับมาเจอกันที่จุดนัดหมาย

ผม ขวัญ จีจี้และพี่บุปผาตัดสินใจตรงดิ่งไปร้านอาหารเบลเยี่ยมครับ โดยผมเองท้องยังแน่นๆจากวาฟเฟิลอยู่จึงไม่ได้สั่งอาหาร แต่ก็ไม่นั่งเฉยนะครับจัดการสั่งเบียร์ท้องถิ่นมาลองของหน่อยเพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงเบียร์ที่นี้นั่นดังกระฉ่อนไม่แพ้ต้นตำรับอย่างเยอรมันเนื่องจากเบลเยี่ยมมีเบียร์ให้เลือกสรรกว่า 300-400 แบรนด์!
Simply the best ครับ ผมเลือกเบียร์ท้องถิ่นที่เบสิกที่สุดยี่ห้อ BEL PILS มาและก็ไม่ผิดหวังจริงๆ รสชาตินุ่มกลมกล่อมมาก ขณะที่ขวัญเล่นยากหน่อยสั่งเบียร์ยี่ห้ออะไรจำไม่ได้ แต่ราคาแพงกว่าหน่อย (เบียร์ 1 ไพน์ตกประมาณ 1.7-2.5 ยูโร) แต่เธอและผมเห็นตรงกันว่าของผมอร่อยกว่าเยอะ อิอิ

กินกันเสร็จสรรพ เราออกมาเจอสตีฟและไกด์สาวอีกสองคนชื่อ นามิต้า และ วิคตอเรีย แจ้งว่าโปรแกรมวันนี้เหลือพาไปชม Edmond park en-paleis แค่นั้นหลังจากนั้นใครประสงค์เดินเล่นต่อในตัวเมืองก็ต้องจับรถไฟกลับที่พักเอง หรือถ้าเหนื่อยก็จะกลับโรมแรม Husa Hotel พร้อมไกด์ก็ได้
ลูกทัวร์บางส่วนเลือกที่จะกลับครับเพราะเหนื่อยล้ามาทั้งวัน แต่ก็มีผมและบางส่วนที่ทาน Lunch เสร็จแล้วมีเรี่ยวแรงอยากเดินต่อจึงตัดสินใจเดินเล่นรอบๆเมืองอีกหน่อยเพราะโปรแกรมพรุ่งนี้ค่อนข้างแน่น ไหนจะหาซื้อของฝากอีก + อยากใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดกับเงินที่เสีย ฯลณ

หารู้ไม่ว่ากำลังจะตกระกำลำบาก เพราะแผนที่รถไฟที่บรัสเซลส์เป็นอะไรที่งงมากมาย
ป้ายหรือสัญญาณบอกทาง และผู้คนส่วนใหญ่ก็พูดแค่สามภาษาหลักๆ คือ ดัตช์ ฝรั่งเศส เยอรมัน (ภาษาราชการที่นี้) เราหลงขึ้นรถไฟกลับไปกลับมากันอยู่ร่วมๆ 40 นาทีเห็นจะได้ครับ กว่าจะคลำทางหาทางกลับที่พักถูก

อันนี้ต้องขอบคุณขวัญที่พอจะพูดภาษาฝรั่งเศษได้บ้าง ไม่อย่างนั้นนึกไม่ออกจริงๆครับว่าผมกับลูกทัวร์ที่เหลือจะกลับโรงแรมกันยังไง ^^
ระหว่างทางกลับผมได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ในทริปชื่อ เออเดม (Erdem) จากตุรกีด้วยอายุที่ไล่เลี่ยกันเราจึงคุยกันค่อนข้างถูกของครับโดยเฉพาะการที่เราสองคนมีฟุตบอลอยู่ในเส้นเลือดเหมือนๆกัน

เออเดมมาจากอิสตันบูลครับ ผมจึงถามแย็บๆไปครับว่ารู้สึกพอใจมั้ยกับผลงานของทีมชาติตุรกีในยูโรครั้งนี้ และคิดยังไงกับเกมที่จะต้องพบกับเยอรมัน

หนุ่มร่างใหญ่คนนี้ ยิ้มและบอกครับว่าสำหรับชาวตุรกีการได้ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมก็ถือว่าทำผลงานได้ตามเป้าแล้ว แต่การที่ขุนพลเติรก์ คัมแบ็คได้สามแมตช์ซ้อน (เกมกับสวิส เช็ค และ โครแอตโดนนำก่อนแต่กลับมาชนะ) ถือว่าเป็นอะไรที่สุดยอดยิ่งกว่า ดังนั้นการพบกับอินทรีเหล็กเยอรมันนี ที่ตุรกีนั้นติดโทษแบน + เจ็บกันกระจายนั้น จะแพ้ชนะ ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรมาก ขอแค่เล่นให้ประทับใจเหมือนที่ผ่านมา นักเตะตุรกีทุกคนก็ถือเป็นฮีโร่ในใจของคนทั้งประเทศแล้ว

ผมฟังแล้วคิดถึงทีมชาติไทยขึ้นมาตงิดๆครับ เพราะบอกตามตรงถึงแม้จะเลิกฝันมานานแล้วว่าเมื่อไรเราจะได้ไปบอลโลก แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าเราเล่นได้ประทับใจคนดูมากกว่านี้ คนไทยทุกคนก็คงจะรู้สึกดีมากกว่านี้อีกเยอะทีเดียว...

เรามาถึงโรงแรมกันประมาณ 5 โมงกว่าครับ จริงๆผมมีนัดกับ เออเดม เวลา สองทุ่มสี่สิบห้าที่รีเซฟชั่นโรงแรม แต่ทว่าด้วยความเหนื่อยอ่อนทำให้เผลอหลับยาวไป มารู้ตัวอีกทีตอนที่จีจี้ปลุกมาดูคู่ฮอลแลนด์-รัสเซีย ซึ่งเกมนี้บอกตามตรงครับว่าฮอลแลนด์แพ้ที่แท็คติกส์ของกุนซืออย่างแท้จริง
งานนี้ขอซูฮกความอัจฉริยะของ กุส ฮิดดิ้งค์ที่แม้นักเตะจะเป็นรองขุนพลฟลายอิ้งดัตช์แมน ในเรื่องของศักยภาพตัวผู้เล่นที่มีขีดจำกัดมากกว่า แต่กลับเล่นสอนบอลและหยุดความมหัศจรรย์ทีมกังหันได้อย่างช็อคแฟนบอลทั่วโลก
ผมมั่นใจครับว่าเกมกับสเปนในค่ำคืนนี้ทีมหมีขาวจะสู้ได้อย่างสมศักดิ์ศรีแน่นอน...

ปล. พรุ่งนี้ Day 2 in Brussels จะพาไปชม Atomium, มินิยุโรป พิพิทธภัณฑ์การ์ตูนพร้อมต้นกำเนิดตัวการ์ตูนสีฟ้านามว่า สเมิร์ฟกันครับ




Monday, 23 June 2008

ดูบอลยูโรที่เบลเยี่ยม (ตอน1)


หายหน้าหายตาไปหลายวันครับสำหรับคอลัมน์ Euro from UK ของผมเนื่องจากไปทริปสองวันหนึ่งคืนที่ประเทศ เบลเยี่ยมกับเพื่อนๆมาในช่วงสุดสัปดาห์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป

ใจจริงแล้วอยากจะหอบหิ้วโน๊ตบุ๊คคู่ใจไว้เก็บเรื่องราวบรรยากาศดูบอลยูโร ที่นี้มาให้อ่าน + ชมภาพประกอบกัน แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆอย่างอาทิเช่นเรื่องของเวลาที่ในแต่ละวันที่โปรแกรมนั้นค่อนข้างรัดตัว สัมภาระที่หิ้วไปในทริปนี้นั้นค่อนข้างหนักเอาเรื่อง กลัวว่าโรงแรมที่พักจะไม่ปลอดภัยแล้วโน๊ตบุ๊คหาย ฯลฯ
ข้ออ้างทั้งหมดทั้งหลายเหล่านี้คงจะพอฟังขึ้นบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ แฮะๆ ^^

สำหรับทริปเบลเยี่ยมนี้ถือเป็นการโผล่หัวออกนอกอังกฤษครั้งแรกตั้งแต่ผมได้มาปักหลักศึกษา หาประสบการณ์ชีวิตในช่วงระยะเวลาเกือบๆจะสองปีเห็นจะได้ ซึ่งสาเหตุที่ไม่เคยได้กระดิกไปเที่ยวไหนเลยก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เรื่องของ ‘มันนี่’ล้วนๆที่มันค้ำคออยู่

ทริปนี้ผมมีเพื่อนคนไทยอีกสามคนเป็นเพื่อนร่วมทริปครับ จีจี้ ขวัญ และพี่บุปผา โดยงานนี้เราสามคนได้แพ็คเกจราคาพอรับได้จากโรงเรียนภาษาที่ขวัญเรียนอยู่สนนราคารวมค่ารถไฟยูโรสตาร์ โรงแรม 4ดาว ไกด์พาเที่ยวรอบเมือง บรัสเซลส์ ก็130ปอนด์ ซึ่งถือว่าไม่แพงมากสำหรับการไปเที่ยวประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก

อย่างไรก็ดี ไอ้ค่าขอเชงเก้นวีซ่าที่สถานทูตเบลเยี่ยมเนี่ยสิครับ แพงหูฉี่ ! ล่อเข้าไป 70ปอนด์ ราคาครึ่งนึงของแพ็คเกจทัวร์เลย ซึ่งตรงนี้ไม่มีทางเลือกครับสำหรับคนไทยที่ไม่ได้อภิสิทธิ์เหมือนประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีหรือญี่ปุ่นที่ไม่ต้องขอวีซ่าในการเข้าประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป

วันแรกของการเดินทางผมและเพื่อนร่วมทางอีกสามคนเรียก Cab หรือที่บ้านเราก็คือรถแท็กซี่ แต่ที่อังกฤษนี้จะต่างออกไปเพราะรถแท็กซี่ทุกคนที่นี้จะเป็นสีดำ อีกทั้งความปลอดภัยก็หายห่วงเพราะภายในตัวรถจะมีกระจกกั้นระหว่างผู้ขับกับคนนั่ง
เราเรียกแคปมารับที่บ้านพี่บุปผาตั้งแต่ตีห้าแล้วไปที่ ST.Pancras International Train Station ด้วยกันเพราจะได้ประหยัดงบ ^^ ส่วนสาเหตุที่ไปตั้งแต่ไก่โห่นั่นก็เพราะรถไฟยูโรสตาร์จะออกเวลา 7 โมงตรง

ทริปนี้ไกด์นำทัวร์ของเราก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าของขวัญและจีจี้แต่อย่างใดครับ เพราะแกเป็นอาจารย์สอนภาษาที่โรงเรียนของทั้งคู่นั่นเอง หนุ่มร่างใหญ่ กลิ่นตัวแรง ตุ้งติ้งคล้ายแต๋วคนนี้มีชื่อว่านาย สตีฟครับ (จริงๆน่าจะเรียกว่านางสตีฟมากกว่า เพราะอาการแต๋วหลุดแกออกเยอะมาก)

ไอ้ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าแกเป็น อีแอบ แต่หลังจากที่เข้าไปคุยทักทายตามมารยาทแล้วดูจากการพูดคุย สายตาจิกๆ และอาการอ้อนแอ้น อรชรผิดจากชายแท้ ทำให้ผมเริ่มรู้สึกเสียวๆข้างหลังขึ้นมาจึงไม่กล้าไปคุยอะไรกะแกมากกลัวจะเป็นยอดชาย 555

ทริปนี้สตีฟและทีมงานอีกสามคนจะพาพวกผมและลูกทัวร์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนโรงเรียนภาษาที่นี้อีก 21 คนเดินทางไปบรัสเซลส์ โดยเท่าที่ทราบมาไกด์ของเราก็พอไว้ใจได้ครับเพราะนี้เป็นครั้งที่สี่แล้วที่พาลูกทัวร์ไปเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องช็อคโกเเลต เบียร์และสัญลักษณ์เด็กยืนเยี่ยว!

สองอย่างแรกนั้นขึ้นชื่อมานานและผมพอจะทราบอยู่บ้างแล้ว แต่ไอ้อันหลังสุดนี่ทำให้ผมไม่เข้าใจตุ้ม และอยากรู้มากจริงๆว่าทำไมผู้คนมากมายถึงได้ยอมเสียเงินเสียทองไปดูรูปปั้นเด็กยืนฉี่...

Day 1 ของผมนั้นสนุกตั้งแต่ด่าน Immigration จากอังกฤษไปเบลเยี่ยมครับ เนื่องจากว่าหนึ่งอาทิตย์หลังถ่ายรูปทำวีซ่าเสร็จดันนึกสนุกอยากเป็นหนุ่มเกาหลี ควักกระเป๋ายอมเสียเงิน 60ปอนด์ไปดัดผมที่ร้านบาร์เบอร์กิมจิแถวๆบ้าน แต่ปรากฏว่าทรงที่ออกมาดันเป็นหยิกหยอยกว่าที่คิด และหลายๆคนบอกว่าหน้าเปลี่ยนไปพอสมควรกับทรงผมคุณป้า (หลายคนว่าอย่างนั้น เสียเซลฟ์+เซ็งมากกก)
คุณพี่ Immigraionคนนี้มองรูปใน Passport และหน้าผมอยู่ร่วมๆนาที จึงลุกออกมาจากเคาท์เตอร์พร้อมค้นตรวจผมราวกับว่าผมเป็นผู้ต้องสงสัยยังไงยังงั้น รื้อหมดครับ กระป่งประเป๋า และค้นตัวยังกะผมเป็นพวกค้ายา โชคดีที่ว่าผมไม่มีอะไรที่ผิดกฏหมาย แกก็ยังไม่วายครับขอเช็คตั๋วขากลับ (Return Ticket) ผมจึงต้องตะโกนเรียกขวัญให้เรียกอีนางสตีฟมายืนยันนอนยันว่าผมเป็นหนึ่งใน กรุ๊ปทัวร์แกและจะกลับมาอังกฤษแน่นอนภายในสองวัน

สองนาทีผ่านมา คุณเจ้าหน้าที่คนนี้ก็ยอมปล่อยผมให้ขึ้นรถไฟแต่โดยดีครับ โดยขวัญ จีจี้ และพี่บุปผา ยืนมองผมด้วยความเป็นห่วง ปนรอยยิ้มแอบขำเล็กน้อย

ยังไงฝากไว้นะครับว่าอย่าไปทะลึ่งเปลี่ยนทรงผมก่อนออกนอกประเทศ หรือถ้าจะเปลี่ยนก็ขอให้เปลี่ยนที่ไม่ต่างจากทรงเดิมของคุณมาก ถ้าไม่อยากเจอปัญหาอย่างผม ^_^

เราใช้เวลาในการเดินทางหนึ่งชั่วโมงเศษๆครับจากลอนดอนสู่บรัสเซลส์ และทันทีที่ลงจากรถไฟไกด์ก็พาผมและคณะลูกทัวร์ไปวางกระเป๋าที่โรงแรม Husa Hotel โรงแรมระดับ 4 ดาว ที่แม้จะออกจากตัวเมืองไปสักเล็กน้อย แต่ขอบอกว่าโรงแรมดีกว่าที่ผมคาดหวังเอาไว้เยอะทีเดียว

เราไม่รอช้าครับ จัดการข้าวของสัมภาระและออกเดินทางมุ่งสู่ใจกลางเมืองเพื่อชม จัตุรัสกรองด์พลาส (Grand Place) สถานที่ตั้งของศาลาว่าการกรุงบรัสเซลส์อันเลื่องชื่อว่าเป็นจัตุรัสที่สวยงามมากที่สุดในยุโรป

ที่แห่งนี้เองผมได้พบรูปปั้นเด็กชายตัวน้อยๆ ที่กำลังยืนฉี่พร้อมกับรอยยิ้มอันไร้เดียงสาซึ่งรู้จักกันในนาม ‘แมนเนคิน ปิส’ ราษฎรผู้อาวุโสที่สุดของเมืองบรัสเซลส์ (Manneken Pis, The Oldest Citizen of Brussels) ซึ่งถือเป็นสัญญลักษณ์ของเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุด
ผู้คนมากมายครับยืนรอ ต่อคิวกันถ่ายรูปปั้น ‘เด็กเยี่ยว’ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

ขณะเดียวกันไกด์ของเราก็เริ่มทำงานโดยเริ่มบรรยายที่มาที่ไปของรูปปั้นแมนเนคินน ปิส...

ปล.วันนี้เนื้อที่มีน้อย ขอติดค้างไว้ฉบับพรุ่งนี้นะครับ ผมจะพาไปรู้จักที่มาที่ไปของไอ้เด็กเยี่ยวที่ว่า พร้อมทั้งเรื่องราวการได้พบเพื่อนใหม่ในทริปชาวตุรกี และความเห็นของเค้าที่มีต่อทีมชาติตุรกีในทัวร์นาเมนต์ยูโร2008 ส่วนวันนี้ฝากรูปที่ถ่ายมาเล่าเรื่องต่อแทนแล้วกันครับ

Monday, 16 June 2008

กลุ่ม A นัดสุดท้าย: ฝอยทองโชว์ห่วย แอนด์ ไก่งวงดวงเฮง


รอบแรกนัดสุดท้ายของยูโร กลุ่มเอ วันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมต้องจำนน ยอมพำนักพักกาย ดูบอลคู่ สวิส-โปรตุเกส ตุรกี-เช็ก ที่บ้านครับ หาใช่ที่ผับเหมือนอย่างเคย เนื่องจากข้อเท้าพลิก บวมปูดอย่างแรงจากการเตะฟุตบอลที่พาร์คแถวบ้าน ทำให้พลาด+เสียรายได้ จากการไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารไทยในคืนวันเสาร์ และอดซ่าออกจากบ้านในวันอาทิตย์ ถือเป็นช่วง ราหูเข้า อย่างแท้จริงสำหรับหนุ่มวัยย่างเจ้าเบญเพศในปีนี้อย่างผม T.T

อย่างไรก็ดีครับ ข้อดีประการนึงจากการออกไปไหนไม่ได้ครั้งนี้ก็คือ ผมสามารถชมฟุตบอลทั้งสองคู่นี้ได้พร้อมๆกัน โดยจอนึงจากทีวีในห้องรับแขกที่บ้าน อีกจอนึงจากแล็ปท็อปตัวเก่งของผมเอง
คู่หลักที่ผมเลือกดูนั้น คือคู่ ตุรกี-เช็กครับ เนื่องจากทั้งสองทีมต้องแย่งกันเป็นที่สองของกลุ่ม หลังโปรตุเกสตีตั๋วจองรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปก่อนใครเพื่อน

ฟุตบอลคู่นี้ ผมยกให้เป็น แมตช์ออฟเดอะทัวร์นาเมนต์ ไปเรียบร้อย แม้การแข่งขันจะยังอยู่ในรอบแรกก็ตาม เนื่องจากส่วนตัว ไม่เชื่อครับว่าจะมีคู่ไหน ‘หักมุม’ ได้เท่านี้อีกแล้ว...

นี้เป็นครั้งที่สองในรอบ 4 วันแล้วครับที่ลูกทีมของ ฟาติห์ เตริมโดนออกนำไปก่อน แต่สามารถ คัมแบ็ก กลับมาชนะคู่แข่งได้ โดยก่อนหน้านั้นก็โดนสวิตเซอร์แลนด์เจ้าภาพที่เล่นได้ประทับใจแฟนบอลทุกนัด ออกนำไปก่อน 1-0 และจวนเจียนๆจะยิงลูก สอง สาม สี่ แต่ทำไม่ได้ จนในที่สุดแข้งพลังเติรก์ ก็โชว์จิตใจที่แข็งแกร่งกลับมายิงสองประตูรวดเอาชนะเจ้าถิ่นไปได้อย่างเจ็บแสบ

เกมนี้ ก็เช่นเดียวกัน ในการพบกับเช็กของ คาเรล บรูคเนอร์ ซึ่งวางหมากมาได้ดีเหลือเกินโดยเฉพาะช่วง 60นาทีแรกของเกม โดยครั้งนี้กลับมาใช้ จุดแข็งที่สุดของตัวเองอย่างเคยด้วยการให้ ไอ้ยักษ์ ปลักถึก อย่าง แยน โคลเลอร์ มาเป็นหอคอยเดี่ยวสูงตระง่าน ใช้ความสูงใหญ่ กดดันหลังตุรกี และแผนแรกของ ขรัวเฒ่าชาวเช็กก็ออกหมัดทำคะแนนได้ก่อนเมื่อ โคลเลอร์เข็กลูกถนัดเข้าไป 1-0

ลูกบอมบ์จากด้านข้างของเช็กเกมนี้ดูจะมีการตระเตรียมกันมาเป็นอย่างดีครับ และทิ้งช่วงห่างเป็น 2-0 เหมือนเป็นการเบิกทางสู่รอบ เซมิ-ไฟนอล กลายๆได้อีกด้วย หลัง โรสลาฟ พลาซิล ดาวเด่นจากยูโรครั้งที่แล้วถีบบอลเข้าไป

บรูคเนอร์รวมถึงนักเตะเช็กชะล่าใจเกินไป + คงหลงคิดว่าพวกเติรก์คงถึงคราวสิ้นน้ำยาก็คราวนี้ หารู้ไม่ว่า ‘ทีมสปิริต’ และ จิตวิญญาณนักสู้ของนักเตะตุรกีชุดนี้นั้น แข็งแกร่งเอามากๆ

ผมเองก็ยอมรับครับว่าตอนสกอร์ 2-0 นั้นตัวเองได้กาชื่อตุรกีออกจากรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน เพราะก่อนหน้านั้นแนวรับของเช็กที่นำโดยผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลกอย่างปีเตอร์ เช็กคุ้มกันอยู่ แนวรับคงปลอดภัยไร้กังวล บวกคู่เซ็นเตอร์ฮาร์ฟ อย่าง โทมัส อูฟาลูซี่ กัปตันทีม และ เดวิด โรเซห์นัล ก็เล่นได้ไม่ผิดพลาด และดูเหนียวแน่นดีในช่วงก่อนจะโดนตีไข่แตก

อีกอย่าง ใครจะไปเชื่อละครับว่าตุรกีจะกลับมายิงสองประตูรวดได้ ในช่วง 5นาทีสุดท้าย?

เป็นอะไรที่ โคตรจะหักมุมครับ สำหรับตอนจบของเทพนิยายทีมเช็กที่ครั้งนึงเคยเป็นทีมที่เขี้ยวสุดๆทั้งเรื่องของแนวรุกที่ดุดัน และจิตใจที่แข็งแกร่งของนักเตะ โดยเฉพาะในยุดที่มี พาเวล เนดเวดเป็นจอมทัพ แยน โคลเลอร์ และ มิลาน บารอส ยังไม่เลยจุดพีค ในชีวิตค้าแข้ง

มาวันนี้ คงพูดได้เต็มปากแล้วว่าเช็กคงหมดยุคเรืองรองแล้วจริงๆ ...

แนวรับเช็กที่เล่นกันมาดีๆ แต่พอเสียประตูแรกไปเท่านั้น ไม่ทราบว่า ขวัญกำลังใจทำไมมันถึงได้หดหายได้อย่างน่าเหลือเชื่อผิดกับทางฝั่งตุรกีที่โดนนำไปสองลูกก่อนแท้ๆ กลับไม่มีถอดใจให้เห็น

งานนี้ต้องชมทั้งฟาติห์ เตริมและขุนพลนักเตะเติรก์ทุกคน โดยเฉพาะ นิฮัต คาห์เวชี่ ดาวซัลโวสูงสุดจากทีมบีญาร์เรอัล (18 ประตูในซีซั่นที่ผ่านมา) ที่โชว์บุคลิกความเป็นผู้นำด้วยการเล่นอย่างมุ่งมั่นทุ่มเทตลอดทั้งเกม

ทั้งสองประตูของหัวหอกร่างเล็กในเกมนี้ แสดงคลาสของเจ้าตัวอย่างแท้จริงครับ ลูกแรกนั้นโชว์สัญชาตญาณ เสือปืนไว ทันทีที่ปีเตอร์ เช็ก ทำบอลหลุด ไม่ถึงเสี้ยววินาที นิฮัตก็โฉบเข้ามาถึงบอลแทบจะทันที ขณะที่ลูกสอง ประตูชัยก็ยิงได้คมกริบ + นิ่งมาก และเป็นตัวทีเด็ดของทีมอย่างแท้จริง
ข้อเสียเดียวของตุรกีในเกมนี้ก็คือ การที่ โวลคาน เดมิเรลประตูของทีม ทำอะไรสิ้นคิดด้วยการไปผลักแยน โคลเลอร์จนหงายท้อง และจะโดนแบนสองแมตช์นั้น ถือเป็นความหายนะของทีมก็ว่าได้ครับ เนื่องจากว่า นายเดมิเรลนี่ เหนียวแน่น และโชว์ฟอร์มได้ดีทีเดียวในทัวร์นาเมนต์นี้

สรุปแล้วคู่นี้ เช็กต้องตกรอบไปคงต้องบอกว่าเป็นเพราะความประมาท + เสียสมาธิในช่วงท้ายเกมของพวกเค้าเอง ขณะที่ตุรกีนั้นดวงดีมาแล้วสองเกมติด เกมต่อไปจะต้องพบกับโครเอเชีย ‘ม้ามืด’ ตัวจริงปีนี้ ในรอบเซมิ-ไฟนอล ผมว่าปาฏิหารย์จะไม่เกิดครั้งที่สามแน่นอนครับ

ส่วนโปรตุเกส ที่บิ๊กฟิลจัดทัพแบบสมยอมให้เจ้าภาพสวิสได้มีรอยยิ้มเล็กๆในนัดสุดท้ายนั้น เท่าที่ดูเกมนี้แบบลวกๆ ผมว่าตัวสำรองทีมฝอยทอง ยังไม่เด็ดสะระตี่เท่า ฟลายอิ้งดัตช์แมน ทีมที่ผมขอเลือกฟันธงว่าอย่างน้อยที่สุดจะได้เข้าชิงในปีนี้

ลูกทีมของบิ๊กฟิลนั้น ปัญหาเดียวที่จะทำให้ทีมไปไม่ถึงฝัน อย่างที่เรียนมาตลอดก็คือตำแหน่งกองหน้าตัวเป้าเพราะทั้ง นูโน่ โกเมส กัปตันทีมหรือ เฮลเดอร์ ปอสติก้า ที่ได้ลงมาสัมผัสเกม โปรตุเกส-สวิส นั้นยังชั้นไม่ถึงและปัญหานี้จะส่งผลแน่นอนกับผลงานในรอบต่อไปของพวกเค้า

สำหรับค่ำคืนนี้ มีเตะสองคู่ ฝรั่งเศษ-อิตาลี และฮอลแลนด์-โรมาเนีย คู่แรกนั้นกระเสือกกระสน ดิ้นรนหาสามแต้มด้วยการทั้งคู่ แต่จากผลงานสองนัดที่ผ่านมา ผมมองแล้วอิตาลีดูดีกว่าเล็กน้อย จึงน่าจะเก็บ 3 คะแนนกู้หน้าแชมป์โลกครั้งล่าสุดได้เสียที

ขณะที่คู่ฮอลแลนด์- โรมาเนีย น่าสนใจว่าลูกทีมของ ฟาน บาสเท่น จะเต็มที่กับเกมนี้ขนาดไหน แต่ลึกๆผมเชื่อว่าพวกเค้าจะเป็นมืออาชีพพอ และจะสยบทีมผีดิบให้กลับไปลงหลุมได้ไม่ยากครับ

Friday, 13 June 2008

กลุ่ม A นัดที่สอง: เจ้าภาพไปแล้วหนึ่ง !


ผ่านเข้ารอบแปดทีมสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนฝอยทองครับสำหรับโปรตุเกสหลังจะเอาชนะเช็กไปแบบไม่อยากเย็นสักเท่าไร 3-1

แม้ผมจะทายถูกว่าโปรตุเกสจะชนะทว่า ผิดจากที่ผมคาดการณ์ไว้เล็กน้อยครับหลังหลงไปคิดว่าลูกทีมของ คาเรล บรูคเนอร์น่าจะทำได้ดีกว่านี้และสกอร์ไม่น่าจะขาดเกินหนึ่งลูก

เกมนี้ ก่อนอื่นเลยคงต้องบอกว่าสองนัดที่ผ่านมาแนวรุกโปรตุเกสทำงานได้อย่างไร้ที่ติ โดยเฉพาะ 3จตุรเทพอย่าง เดโก้ โรนัลโด้ และซิเมา

สองรายแรกนั้นยิงไปคนละหนึ่ง และ แอตซิสต์ให้เพื่อนยิงอีกหนึ่ง ขณะที่ ซิเมานั้นก็วูบวาบและเป็นตัวป่วนชั้นดีให้ทีมคู่แข่งสับสน งงงวยว่าจะเลือกประกบคนไหนดี เนื่องจากว่าหากไปรุมหนูโด้สองคน มิดฟิลด์ตัวรุกคนอื่นๆก็จะว่างและมีพื้นที่ในการเข้าทำ

ข่าวดีที่สุดของโปรตุเกสในเกมนี้ก็คือ คริสเตียนโน่ โรนัลโด้ เริ่มเข้าฝักและเบิกสกอร์แรกได้แล้ว จากนี้ขอให้จับตาชมหนูโด้ให้ดีครับ ผมว่าหมอยอดขมองอิ่มขวัญใจสาวเล็กสาวใหญ่คนนี้แหละ คือผู้ตัดสินชะตาของทีมอย่างแท้จริง หากฟอร์มแกยังแรงไม่มีตก โปรตุเกสน่าจะได้เข้าชิงอีกครั้งในปีนี้....

อย่างไรก็ดีเกมนี้ หลายๆจังหวะคู่เช็นเตอร์ฮาร์ฟ ที่ผมเขียนชมไปคราวที่แล้วอย่างเปเป้ และ ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ เริ่มออกอาการแกว่งให้เห็น โดยเฉพาะลูกโด่ง และเซตพีช ที่ดูแล้วน่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย เนื่องจากทั้งคู่เป็นกองหลังที่เชิงดี แต่ไม่เด่นในลูกกลางอากาศ

อีกประเด็นนึงที่น่าจับตามองไม่แพ้ ฟอร์มของหนูโด้และจุดอ่อนในลูกโด่งของทีมก็คือ ข่าวการเช็นสัญญารับตำแหน่งบอสใหญ่ สิงไฮโซ เชลซี ของหลุยส์ ฟิลิปเป้ สโคลารี่ ที่จะมีผลตั้งแต่1 กรกฏาคมเป็นต้นไป
น่าสนใจมากครับว่า บิ๊กฟิล จะฝากผลงานในระดับนานาชาติทิ้งทวนได้สวยหรูหรือมั้ย หลังเคยพาทีมแซมบ้า บราซิลเถลิงบรรลังค์แชมป์โลกมาแล้วในปี 2002 รวมไปถึงพาโปรตุเกสเข้าชิงแต่พ่ายให้กรีซ ในยูโร 2004 และได้อันดับที่สี่ฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด

ขณะที่เช็ก คู่ต่อกรของทีมแดนฝอยทองในเกมนี้ คงต้องยอมรับสภาพแต่โดยดีว่าพวกเค้าไม่ได้น่ากลัวเหมือนในสมัยที่มี พาเวล เนดเวด เป็นกัปตันทีมอีกแล้ว และอย่างที่เรียนไปครับ การขาดโทมัส โรซิคกี้นั้นส่งผลกระทบเต็มๆกับทัวร์นาเมนต์ของทีม

แยน โคลเลอร์ และ มิลาน บารอส ซึ่งเคยเป็นที่พึ่งพายามยาก ก็เหมือนจะผ่านจุดพีคของตัวเองไปแล้ว ขณะที่วาชลาฟ สเวอร์คอฟ ‘ไพ่ลับของทีม’ ที่ผมอุตสาห์ไปค้นประวัติมา ก็หายหัวไปไหนไม่รู้ในเกมนี้ และไม่เข้าใจตุ้มจริงๆครับว่าทำไม บรูคเนอร์ ไม่ส่งหมอนี้ลงมา ฮ้วย !

กระโดดข้ามมาที่คู่ สวิตเซอร์แลนด์ แดนนาฬิกา ที่พบกับ ทีมไก่งวงดวงดี เลยแล้วกันนะฮะ : )

เกมนี้ ผมพยากรณ์ไว้ว่า สวิส จะไม่ชนะตุรกี ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดครับ เนื่องจากแนวรุกที่ อเล็กซานเดอร์ ฟราย ไปก็เหมือน ทีมขาดหอกตัวเป้าเข้าทำไปเลย

ครึ่งแรกที่เตะกันกลางสายฝนที่ชุ่มช่ำ และเปียกปอน หวนให้นึกความหลังสมัยที่เตะบอลกับ ‘ใหม่ โมบาย’ เมื่อครั้งที่พี่เค้ายังอยู่ที่อังกฤษครับ เพราะนักเตะทีมไทยยูเค ที่แกคุมอยู่ เตะบอลได้ทุกฤดูกาล และ ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะหนาวเหน็บ เข้ากระดูกสักเท่าไร หรือ ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง น้ำท่วมขังสนาม เต็มไปด้วยดินโคลน เตะทีนี่ ทั้งน้ำและดิน กระเด็นเปรอะเปื้อน เราก็เล่นกันมาแล้ว!

ผมได้แต่ยืนอมยิ้มและเก็บความทรงจำดีๆนี้ไว้ในลิ้นชัก พร้อมหยิบปากกามาจดจังหวะสำคัญๆของเกมนี้ต่อ...

ยอมรับตามตรงครับว่าผมสงสารสวิสเหลือเกิน เนื่องจากพวกเค้าเล่นได้ดี มีลุ้นเพียบแต่ก็ไม่มีแต้มตามเคย ราวกับว่าผู้เขียนบท ตั้งใจจะให้ละครของชาวสวิส เรื่องนี้จบแบบเศร้าเคล้าน้ำตา

ออกนำไปก่อนด้วยนะครับในเกมนี้สำหรับเจ้าภาพ แต่อนิจจาพวกเค้าไม่ เหี้ยมพอที่จะฆ่าคู่แข่งให้ตาย และนำแค่หนึ่งลูกในครึ่งแรก ทั้งๆที่มีจังหวะ ‘ดับชีพ’ ตุรกี นับครั้งไม่ถ้วน

หลายต่อหลายจังหวะ ที่สวิสน่าจะยิงได้ในเกมนี้ โดยเฉพาะในครึ่งแรก มีโอกาส เจ๋งๆ 3 ทีจาก ฮาคาน ยาคิน ที่จังหวะแรกได้สับด้วยอีซ้าย บอลกำลังจะพุ่งเสียบเข้ามุมอยู่แล้ว แต่โกล์ตุรกีในทัวร์นาเมนต์นี้อย่าง โวลคาน เดมิเรล เหนียวบรรลัยพุ่งปัดได้สุดปลายมือ

จังหวะที่สอง วาลอน เบห์รามี่ เปิดเข้ามาจากด้านขวาสุดงาม บอลเลยทุกคนไปหมดแล้ว และเป็น ยาคินคนเดิมครับ แกแปโล่งออกเสาไปอย่างน่าเข็กกะโหลก ! จังหวะต่อมาที่น่าจะได้ประตูก็คือลูกฟรีคิกจาก บาร์เน็ตต้านั้นปั่นบอลโค้งจะเข้าอยู่แล้วครับ แต่เป็น นายเดมิเรล ทวารด่านสุดท้ายจาก เฟเนอร์บาห์เช่ เซฟได้อย่างเหลือเชื่อ

เมื่อกองทัพของท่านนายพล ผู้เจนจัดในสนามรบที่เชี่ยวรากอย่างฟาติห์ เตริม รอดพ้นการโดนฝัง และทัพไก่งวงของเค้ายิงประตูตีเสมอคัมแบ็กสู่เกมได้ โมเมนตั้มทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ขวัญกำลังใจของทีม แท็กติกส์การแก้เกมที่เหนือกว่า + โชคเล็กๆ กับลูกประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ฯลฯ

ทั้งหมดที่กล่าวมาในวันนื้ถือเป็นบทเรียนแสนแพงของโคบี้ คูห์นและนักเตะสวิตเซอร์เลนด์ รวมไปถึงเป็นกรณีศึกษาของทีมอื่นๆในยูโรครั้งนี้ครับ ว่าเมื่อมีโอกาสต้อง ฆ่าให้ตาย อย่าปล่อยให้คู่แข่งลอยนวล...

สำหรับค่ำคืนนี้ กลุ่ม C ‘กรุ๊ป ออฟ เดธ’ จะลงเตะนัดที่สอง คู่แรก อิตาลี-โรมาเนีย แม้ว่าลูกทีมของโรแบร์โต้ โดนาโดนี่จะแพ้เละมาจากนัดที่แล้ว แต่ผมเชื่อครับว่าด้วยศักดิ์ศรี แชมป์โลกครั้งล่าสุด +สถานการณ์ที่หลังพิงฝาแบบนี้ พวกเค้าจะคัมแบ็คกลับมาได้ 3 แต้มสำหรับอิตาลี

ส่วน คู่ที่สองฮอลแลนด์นั้นแรงเกินห้ามใจในนัดที่ผ่านมา จะชนะฝรั่งเศษที่มีตัวดีๆเยอะแต่โค้ชจัดทีมค่อนข้างปอดแหกอย่างได้อย่างสบาย ไร้กังวลครับ