Wednesday, 26 March 2008

ส่องกล้องมองเกม ฝรั่งเศส-อังกฤษ


อีสเตอร์เบรกเมื่อสุดสัปดาห์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในปีนี้นั้น เต็มไปด้วยหิมะที่ตกโปรยปราย เรียกบรรยากาศสุขสันต์ให้การเฉลิมฉลอง วันพิเศษของชาวอังกฤษในวันหยุด Bank holiday ชื่นมื่นกันถ้วนหน้า
ไหนจะมี แกรนด์สแลม ซูเปอร์ซันเดย์ คู่ ผี-หงส์ และสิงโต-ปืน ให้ได้ลุ้นได้เชียร์กัน บรรยากาศตามนั่งร้าน และผับยังเนืองแน่นไปด้วยผู้คน อากาศเย็นๆ หิมะสวยๆ ก็ช่วยเพิ่มอารมณ์ "สุนทรีย์" ให้ชีวิตที่ไม่ได้มีแค่ฟุตบอล ของผมที่ลอนดอน น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะทีเดียวครับ

ควันหลงหลังเกม ซูเปอร์ ซันเดย์นั้น อย่างที่เรียนไป ในคอลัมน์อาทิตย์ก่อนว่า Free flowing football ของอาร์เซนอลนั้นเริ่มจะถูกดักทางได้แล้วจากคู่แข่งในลีกด้วยกัน และเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ชัดเจนครับ ว่าทีมปืนโตนั้นโดน ดักทางได้จริงๆ แม้จะผ่านบอลกันได้สวยๆ หลายจังหวะ และหาช่องทางทำกันได้ดี แต่จังหวะสุดท้ายในยามที่ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ และเชสก์ ฟาเบกาส โดนฝากความหวังมากเกินไป อาร์เซนอลก็เปรียบเสมือนปืน ที่ไร้กระสุน จนเป็นเหตุให้โอกาส ในการลุ้นแชมป์ลีกของพวกเค้านั้น ดูห่างไกล และเลือนรางไปทุกทีเพราะโดนทิ้งห่างถึง 6 คะแนน และเหลือเกมให้ลงเล่นอีก 7 นัดเท่านั้น

ขณะที่คู่แมนฯยูฯ-ลิเวอร์พูลนั้นคงไม่ต้องอธิบายอะไรไปมากกว่าคำว่า ยอดเยี่ยมกับผลงานระดับ Masterpiece สมราคาแชมป์เก่าของแข้งผีแดง และหากไม่มีอะไรผิดพลาด ผมค่อนข้างเชื่อมั่นมากว่าพรีเมียร์ชิพในปีนี้ถึง "บทสรุป"แล้ว และถ้วยแชมป์คงจะต้องตก อยู่ในมือของเซอร์เฟอร์กี้ และลูกทีมอีกซีซั่นแบบไร้ข้อกังขา หากมองถึงฟอร์มที่สม่ำเสมอ และจิตใจที่ทนแรงเสียดทานได้ดี ซึ่งตรงนี้แหละครับที่ผมเชื่อว่าทีมผีแดงนั้น เหนือกว่าสองทีมที่ตามมาอย่างเชลซี และอาร์เซนอล

ถัดจากฟุตบอลพรีเมียร์ชิพ ที่ใกล้ถึง ตอนอวสานเต็ม ที่ ค่ำคืนวันนี้ก็จะ มีเกมทีม ชาตินัด กระชับมิตรของทีมชาติอังกฤษ ที่ยกพลออกไปเยือนสนามสต๊าด เดอ ฟรองค์ กรุงปารีสกับทีมชาติฝรั่งเศส โดยเกมนี้ มีความพิเศษอยู่ที่การ ถูกเรียกกลับมาติดทีม ชาติอีกครั้งของเทพบุตร ลูกหนังขวัญใจ แฟนฟุตบอลทั่วโลกอย่าง เดวิด เบ็คแฮม ที่มีลุ้นลงเล่นสร้างตำนานอีกหน้าให้ตัวเอง และทีมชาติอังกฤษ หากได้รับเลือกให้ลงสนาม เพราะจะติดทีมชาติเตะหลัก ร้อยเป็นคนที่ห้าต่อจาก บิลลี่ ไรท์ (105นัด), บ็อบบี้ มัวร์ (108นัด), ปีเตอร์ ชิลตัน (125นัด) และเซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน (106นัด)

เบ็คแฮมวันนี้ในวัย 32 ปีอาจจะไม่ได้ฟิต และสดอย่างแต่ก่อนก็จริงอยู่ แต่การที่ฟาบิโอ คาเปลโล่ เรียกเจ้าตัวกลับมาติดทีมอีกครั้งนั้นก็เพราะว่า ประสบการณ์ และความสามารถในการผ่านบอลแม่นราวกับจับวาง + ความเป็นมืออาชีพที่ตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อม และไม่เคยปริปากบ่นแม้จะโดนหมางเมินจากกุนซือชาวอิตาเลียน ในเกมก่อนกับสวิตเซอร์แลนด์
ทัศนคติ และการออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อทุกครั้งของดาวเตะ ลูกสามจากทีม แอลเอ กาแล็คซี่ นั้นก็ออกมาในแง่บวก และแสดงความเป็นมืออาชีพมาโดยตลอดซึ่งตรงนี้หากเป็นดาวเตะแข้งดังรายอื่นๆ ที่โดนตัดชื่อออกไปอาจจะออกมาโวยวาย และน้อยอกน้อยใจถึงขั้นหันหลังให้ทีมชาติเลยก็เป็นได้ แต่เบ็คแฮมไม่ และเลือกที่จะอดทนรอโอกาสของตัวเองด้วยความอดทน จนเข้าตาทีมงานแบ็กรูมสตาฟฟ์ของคาเปลโล่จนอดไม่ได้ที่จะเรียกตัวกลับมารับใช้ชาติ

ครับ แม้เจ้าตัวจะไม่ได้เป็นกัปตันทีม และการันตีตำแหน่งจากคาเปลโล่ (ได้แต่งตั้ง ริโอ เฟอร์ดินานด์เป็นกัปตันทีมแล้วในเกมนี้) แต่อย่างน้อยอังกฤษจะได้รับผลได้มากกว่าผลเสียแน่นอนใน การที่มีเบ็คแฮมอยู่ในทีมเนื่องจากสามารถใช้ประโยชน์จากลูกโยน เซตพีซ และฟรีคิกต่างๆ จากเจ้าตัว รวมไปถึงความทุ่มเทเกิน 100% ทุกนัดในยามที่สวมเสื้อทรีไลออนส์

นักเตะที่ถูกเลือกมาในครั้งนี้ของทีมชาติอังกฤษ นั้นคาเปลโล่ให้เหตุผลว่าเลือกตามผลงาน และความเหมาะสมของนักเตะคนนั้นว่า จะเข้ากับระบบที่เจ้าตัวจะให้ลงเล่นหรือไม่ อย่างไรก็ดีผมแปลกใจไม่น้อยที่กุนซือ หน้าเครียดเลือกที่จะตัด ฌอน ไรท์ ฟิลลิปส์ และเจอร์เมน จีนาส สองคนยิงประตูให้ทีมในนัดก่อนออกไปจาก 23 คนสุดท้าย แต่กลับให้โอกาส ธีโอ วัลคอตต์ จากอาร์เซนอลที่ฟอร์มลุ่มๆ ดอนๆ และไม่ได้เป็นตัวหลักให้ทีมปืนโตในช่วงที่ผ่านมา และอีกครั้งที่เจอร์เมน เดโฟ ที่ย้ายทีมไปยิงเปรี้ยงปร้างกับปอร์ทสมัธ ยังโดนเมินเฉยจากคาเปลโล่

ด้านความพร้อมตัวผู้เล่นของอังกฤษในชุดนี้มีเพียง แฟรงค์ แลมพาร์ด และเวย์น รูนี่ย์ที่ยังต้องลุ้นกันจนถึงวินาทีสุดท้ายว่าจะมีสิทธิ์ลงสนามหรือ ไม่หลังจากที่ทั้งสองคนมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยจากเกมซูเปอร์ซันเดย์ ที่ผ่านมา นอกนั้นฟิตเปรี๊ยะพร้อมลงเล่นเป็นตัวเลือกให้คาเปลโล่เลือกใช้งาน และลองทีมก่อนฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่อังกฤษจะออกไปเยือนอันดอร์ราในวันที่ 6 กันยายน 2551 ซึ่งจะเป็นเกมที่มีความหมายเกมแรกภายใต้การคุมทีมของคาเปลโล่

ถึงตอนนี้ยังไม่มีใครทราบว่าเกมนี้ คาเปลโล่จะใช้ระบบไหน และใครจะได้ลงสนามเป็น 11 คนแรกบ้าง แต่คาดว่าในแผงหลังจะมีตัวยืนพื้นแน่ๆ ก็คือ เดวิด เจมส์, จอห์น เทอร์รี่ จับคู่กับ ริโอ เฟอร์ดินานด์ โดยมี แอชลี่ย์ โคล และเวส บราวน์เป็นแบ็กซ้าย-ขวา ตามลำดับ

กองกลาง สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด น่าจะได้รับโอกาสลงเล่นกับแกเร็ธ แบร์รี่ หรือโอเว่น ฮาร์กรีฟส์ คนใดคนหนึ่ง ขณะที่ตำแหน่งอื่นๆ นั้นสุดยากจะอ่านใจของกุนซืออิตาเลียนคนนี้ เนื่องจากนี้เป็นเพียงแค่เกมที่สองของเจ้าตัว และจะเป็นโอกาสให้นักเตะหน้าใหม่ ๆ อย่าง เดวิด เบนท์ลีย์ หรือสจ๊วร์ต ดาวนิ่ง ที่โชว์ฟอร์มให้สโมสรได้ดี ลงเล่นเป็นตัวจริง เพราะสองรายนี้ถือเป็นเลือดใหม่ที่น่าจับตามอง ว่าจะเป็นกำลังหลักให้อังกฤษในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 2010

ขณะที่เจ้าถิ่นฝรั่งเศสเป็นที่แน่นอนแล้วครับว่าจะไม่มี เธียร์รี่ อองรี, คาริม เบนเซม่า และปาทริก วิเอร่ากัปตันทีม โดยคู่กองหน้าฝรั่งเศส นั้นน่าจะเป็น ดาวิด เทรเซเกต์ และ นิโกลาส์ อเนลก้า ที่น่าจะได้ผนึกกำลังทดสอบแนวรับของอังกฤษชุดนี้

เกมนี้อาจจะ ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากมายในแง่ของ ผลการแข่งขัน เพราะเป็นเพียงเฟรนด์ลี่ย์แมตช์ แต่อย่างน้อยๆ คาเปลโล่นั้นเพิ่ง เข้ามารับตำแหน่ง และคงไม่อยากแพ้แค่นัดที่สองที่คุมทีม ขณะที่ฝรั่งเศสเจ้าบ้านนั้นรู้ศักยภาพความสามารถของนักเตะอังกฤษดีอยู่แล้ว เพราะหลายๆ คนเคยผ่านเกมในพรีเมียร์ชิพมาก่อน ดังนั้นบอลคู่นี้น่าจะรู้ทางกันเป็นอย่างดี สุดท้ายจึงน่าจะจบลงด้วยผลเสมอกันไปอย่างสนุกครับ

Saturday, 22 March 2008

เมื่อ Free-Flowing Football ของอาร์เซนอลโดนดักทาง


หลังจากที่ล่อแหลมต่อการที่จะเสียตำแหน่ง จ่าฝูงให้ทีมผีแดง มาหลายครั้งหลายหน ในที่สุดอาร์เซนอลของ อาร์แซน เวนเกอร์ก็เครื่องสะดุดไม่ชนะใครในลีกต่อไปเป็นนัดที่ 4 นัดติดต่อกัน และทำแต้มสำคัญในบ้านหลุด มืออีกจนได้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาหลัง ทำได้แค่เสมอกับมิดเดิลสโบรห์ 1-1 ทั้งๆ ที่เมื่อสองอาทิตย์ก่อนหน้านี้ พวกเค้าเพิ่งจะโชว์ฟอร์ม "สุดเทพ" ช็อกแฟนบอลทั่วโลก ด้วยการบุกไปปราบ เอซี มิลาน ถึงซานซิโร่ 2-0 ตบเท้าเข้ารอบ Quarter-Finals ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่าง อลังการสมราคา "เด็กสร้างเจ๊เวน"
แต่ก่อนจะเข้าบทวิเคราะห์หลัง เกมนี้ มีเรื่องจะเมาธ์ (ตามฟอร์ม) ครับ เพราะว่าช่วงเช้าวันเสาร์ก่อนบุกไป เอมิ- เรตส์ สเตเดี้ยม เพื่อชมเกม อาร์เซนอล-โบโร่ นั้น ผมมีโอกาสไปเหยียบสนาม "นิวเวมบลีย์" เป็นครั้งแรก!!
ดีใจมากมายครับ เพราะว่าไม่ได้แค่ไปหน้าสนาม ถ่ายรูปแล้วกลับบ้าน หากแต่ว่าได้เข้าไปถึง VIP Zoneเลย... หลายๆ ท่านอาจสงสัยว่า วันเสาร์โน้นมีแมตช์เล่นที่เวมบลีย์ ด้วยเหรอ?
เปล่าหรอกครับ ที่ไปในครั้งนี้นั้น ผมไป Game Event ที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ โดยปีนี้ Play.comจัดแข่งขัน เกม Pro Evolution หรือที่บ้านเราเรียกว่า "วินนิ่ง อีเลฟเว่น" เกมฟุตบอลสุดฮิตชิงเงินรางวัล 50,000 ปอนด์ หรือตกเป็นเงินไทยก็ราวๆ 3.5 ล้านบาทเท่านั้นเอง!!!
ครับคุณผู้อ่านไม่ได้ตาฝาด และผมไม่ได้เขียนผิด เงินรางวัลของผู้ชนะนั้นถ้าอยู่เมืองไทยก็เอาไปซื้อรถ + ดาวน์บ้านได้เลย อย่างไรก็ดีออกตัวก่อนครับว่า ตัวเองไม่ได้เก่งกาจขนาดจะไปแข่งเกมระดับนี้ แต่ผมไปในฐานะผู้ปกครอง ชั่วคราวของเด็กลูกครึ่งไทย-ฮ่องกงวัย 15 ที่แม่เค้าฝากเอาไว้ให้พาลูกชายเค้าไปหน่อย เพราะพี่เค้าต้องไปฮอลิเดย์ที่ฮ่องกงหนึ่งเดือน
หลังจากน้อง "แมทธิว" หรือ "ผีวินนิ่ง" ที่ผมมักใช้เรียกแทนชื่อเจ้าตัว (เนื่องจากแกนั่งเล่นได้เป็นวันๆ ไม่มีเบื่อ) ผ่านรอบคัดเลือกจากการแข่งออนไลน์ และเข้ารอบ 32 คนสุดท้ายมาเล่นที่เวมบลีย์

โดยจากประสบการณ์คนเคยติดวินนิ่ง และจัดว่าตัวเองเล่นพอใช้ได้ พอมาเจอน้องแมทธิว ผมนั้น "หมู"ไปเลย เพราะโดนน้องแกยำซะเสียผู้ใหญ่ หลายครั้งหลายหน แต่เชื่อมั้ยครับว่าเสาร์ที่ผ่านมาน้อง "ผีวินนิ่ง"ของผมที่จัดว่า "เซียน"แล้ว เจอพวกเด็กอังกฤษที่นี่ที่หน้าตาแต่ละคนดูก็รู้ว่า เลยครับว่า "บ้าเกมส์" มากยำไป 8-0 ตกรอบแรกแบบผม นั่งรอยังไม่ทันเมื่อยก้น ^^ เพราะแต่ละคน ที่เข้ามาเล่นถึงรอบนี้ ยอมรับจริง ๆ ว่าปีศาจวินนิ่งตัว จริงทั้งนั้น และน้องแมทธิวที่ว่าเก่งมากๆ แล้วก็ยังสู้เค้าไม่ได้อยู่ดี

เรื่องไม่เป็นเรื่องนี้จึงสะท้อนให้เห็น ถึงความจริงอีกประการครับว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า และไม่ควรประมาทกับทุกเรื่องที่เรากำลังทำอยู่ซึ่งตรงนี้มันทำให้ผมหวนนึกถึงสิ่ง ที่กำลังเกิดขึ้นกับอาร์เซนอลในเวลานี้หลัง เริ่มออกอาการแผ่ว + แรงจูงใจ ยามเล่นในบ้านหลังจากเกมกับเอซี มิลาน หดหายไปอย่างเห็นได้ชัด และสไตล์ Free-flowing ฟุตบอลของพวกเค้าที่เล่นกันได้ไหลลื่นเริ่มโดน ดักทางได้บ้างแล้วในพรีเมียร์ชิพ

ในหนังสือโปรแกรมของเกมนี้ บทสัมภาษณ์ของวิลเลี่ยม กัลลาส เจ้าตัวก็ยอมรับตรงๆ แบบลูกชายว่าแรงจูงใจ ในเกมเสมอวีแกน 0-0 ไม่สูงเท่ากับเกมกับเอซี มิลาน ที่ใหญ่ และมีคุณค่าทางจิตใจมากกว่า อ่านถึงตรงนี้แล้วรู้สึกแปลกๆ พิกล และไม่เข้าใจอารมณ์ติสต์แตก ของกัปตันทีมอาร์เซนอลรายนี้เท่าไหร่ เพราะหลายครั้งหลายหน อย่างที่ท่านผู้อ่านคงจะคิดเหมือน กับผมน่ะครับว่า หมอนี่นั้นเลือดศิลปินแกแรงจริงๆ ไหนจะออกมาว้ากเพื่อนร่วมทีม พูดเรื่องที่ไม่ควรจะพูดกับสื่อ หรือนั่งงอนตุ๊บป่องไม่ยอมออกจาก สนามในเกมเสมอกับเบอร์มิงแฮม 2-2 ฯลฯ

โดยรวมแม้เจ้าตัวจะไม่ได้ทำอะไร ผิดพลาด แต่ผมกลับมอง ว่าเจ้าตัวไม่ค่อยมีอิทธิพล ระหว่างเกมต่อเพื่อนร่วม ทีมสักเท่าไร ไม่เหมือนเชลซีที่มี จอห์น เทอร์รี่ และลิเวอร์พูลมีสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ที่ดูมี Impact ต่อทีมเยอะมากยามที่มีสองคนนี้อยู่ในสนามด้วย
เกมนี้ จริงอยู่ครับที่อาร์เซนอลนั้นเล่น Free flowing ฟุตบอลที่ไหลลื่นได้เหมือนเคย แต่ประสิทธิภาพในการ ทำประตูในช่วงหลังๆ ดูจะฝากความหวังไว้ที่ "มือปืนจากโตโก" เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ มากไปหน่อย และเมื่อเป็นแบบนี้ อย่างที่ แกเรธ เซาธ์เกต ออกมาเปิดเผยหลังเกมว่า เค้า และลูกทีมได้ศึกษาเทปการแข่งขัน อาร์เซนอล-แอสตัน วิลล่า ก่อนลงสนาม และเห็น "จุดอ่อน" ในทีมชุดนี้ของอาร์เซนอลบ้างเหมือนกัน

เซาธ์เกตเผยว่า หากอาร์เซนอล ต้องเจอ ทีมที่มีกองหลังเขี้ยวๆ เล่นหนักๆ ไม่เปิดที่ว่างให้อเดบายอร์ได้บอลมาก นักแล้วละก็ อาร์เซนอลชุดนี้เจอปัญหาทันที เพราะ ตัวเลือก ในแนวรุกนั้นดูจะมีแกคนเดียวจริงๆ ที่พอตั้งเกม และเป็นตัวตัดสินชะตาให้ทีมได้มากที่สุด ในตำแหน่งกองหน้า

โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ก็เพิ่งหายจาก อาการบาดเจ็บ และยังต้องใช้เวลาเคาะสนิมอีกสักพักกว่าจะกลับ มาท็อปฟอร์มได้อย่างเดิม ธีโอ วัลคอตต์ ก็ยังต้องพัฒนา และหาตำแหน่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองไม่ได้ เพราะเล่นปีกก็โยนไม่ ดี เล่นหน้าก็ต้องมีวิญญาณเพชฌฆาตมากกว่านี้ อีกทั้ง นิคลาส เบนท์เนอร์ ก็ดันเกลียดขี้หน้ากันกับหัวหอกโตโก และคงไม่ได้เล่นกันเข้าขาแบบมองตาก็รู้ใจ อย่างคู่กองหน้าอื่นๆ ในลีก
นอกจากเรื่องสไตล์การเล่นที่เริ่ม โดนดักทางได้ในลีกแล้ว ยังกันส์ของอาร์เซนอลต้องไม่เสียความเชื่อมั่น และอย่าให้ สถานการณ์ตอนนี้ที่โดน ผีแดง แมนฯยูฯ แซงหน้าไปแล้ว (มี 67แต้มเท่ากัน แต่ประตูได้เสียดีกว่า+และแข่งน้อยกว่า 1 นัด) มากดดันตัวเองใน 8 นัดที่เหลืออยู่ในฤดูกาลนี้

อย่างไรก็ดีครับ สัญญาณดีๆ ในเกมนี้ของอาร์เซ นอลยังมีให้เห็น แม้โดยรวมจะถือว่าน่าผิดหวังก็ตาม เนื่อง จากว่า "สปิริตนักสู้" ของทีมชุดนี้ที่แม้จะบุก One-way อยู่ข้างเดียวตลอดทั้งเกม แต่ยังไม่ได้ พวกเค้าก็ดูจะไม่ยอมถอดใจ และ "คัมแบ็ก" กลับมาอย่างน้อยๆ ก็ไม่แพ้คาบ้านตัวเอง

สถานการณ์ในตอนนี้ ค่อนข้างแน่ว่า แมนฯยูฯน่าจะหนีอาร์เซนอลเป็น 3 คะแนนได้ในค่ำคืนวันพุธนี้เพราะเปิดรังโอลด์ แทรฟฟอร์ดรับการมาเยือนของโบลตัน ซึ่งไม่น่าจะมีดีพอบุกมาขโมยแต้มพวกเค้าได้ ขณะที่เชลซี ผู้ท้าชิงสำคัญอีกทีม ก็มีโอกาสไม่น้อยเช่นกันที่จะทำคะแนนมามาเทียบเท่าทีมปืนโตที่ 67 คะแนน แม้จะต้องออกไปเยือนสเปอร์สก็ตาม แต่ดูทีมตราไก่ในชั่วโมงนี้นั้นผมมองว่าพวกเค้าผ่านจุด "ไคลแมกซ์"ของตัวเองไปแล้ว ในซีซั่นนี้ด้วยการเป็นแชมป์คาร์ลิ่งคัพ + ตกรอบยูฟ่าคัพไป ความมุ่งมั่นตั้งใจ จึงน่าจะลดลงไปเยอะ เชลซีจึงน่าจะเก็บได้อย่างน้อย ๆ ก็ 1แต้ม เพราะสถานการณ์ อัฟรัม แกรนต์นั้นก็ไม่ค่อยจะมั่นคงซะด้วยในช่วงนี้

สรุปแล้ว ไม่ใช่ว่าโอกาสเป็นแชมป์พรีเมียร์ชิพ ของอาร์เซนอลจะหลุดลอย หมดหวังทวงบัลลังก์คืน เพราะหากในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้พวกเค้าบุกไปสอยเชลซีได้ และแมนฯยูฯ เกิดไม่ชนะลิเวอร์พูลขึ้นมา "โมเมน ตัม" ก็จะพลิกมาเข้าทางทีมปืนโตอีกครั้งแน่นอน เพียงแต่ว่า อาร์แซน เวนเกอร์ แอนด์ โค ต้องหา "ไม้เด็ด" มาแก้ลำทีมที่จ้องจะหยุดแนวรุกมหาประลัย ด้วยการใช้ "คาถามหาอุต" อย่างที่มิดเดิลสโบรห์ ใช้ได้ผลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาให้ได้เสียก่อน หากยังหวังที่จะเป็นแชมป์ในปีนี้

Wednesday, 12 March 2008

มรสุมที่ เซนต์ เจมส์พาร์ค และสแตมฟอร์ด บริดจ์


สภาพดินฟ้าอากาศที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษตอนนี้ถือว่า อยู่ในช่วงย่ำแย่มากครับ อาจจะไม่ได้เลวร้ายที่สุด (หนาวแบบสุดขั้วเหมือนในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา) แต่ก็ถือว่าน่าเบื่อหน่ายไม่น้อยทีเดียวกับสองสามวัน มานี้ที่พายุโหมกระหน่ำจนเป็นเหตุให้ฝนเทลง มาอย่างหนักตลอดทั้งวันจน เที่ยวบินหลายเที่ยวที่สนามบิน หลักในลอนดอนอย่าง Heathrow และ Gatwick airport ก็ต้องถูกเลื่อน หรือยกเลิกไปกะทันหันหลายไฟลท์ทีเดียว
นั่งฟังข่าวจาก BBC สื่อใหญ่เมืองผู้ดีรายงานว่า นี่อาจจะเป็นพายุลูกใหญ่ที่สุดที่เกิด ขึ้นกับเกาะอังกฤษเลยก็ว่าได้ มันก็เลยทำให้ผมอดเป็นห่วงคุณแม่ และน้องสาวสุดที่รักไม่ได้ครับ เพราะว่าทั้งคู่กำลังจะมีคิวเดินทางมาเที่ยว และเยี่ยมผมในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้แล้ว (ก็พรุ่งนี้นั่นแหละ) ก็ได้แต่หวังครับว่าพายุจะหมดไปก่อนที่จะออกเดินทางกัน

พูดก็พูดนะครับ โลกเราทุกวันนี้จัดว่าเข้าขั้น "วิกฤติ" แล้วในเรื่องของภัยธรรมชาตินานาชนิดที่เกิดขึ้น รอบโลกในช่วงสามสี่ปีหลังนี้ ไหนจะสึนามิ, แผ่นดินไหว หรือพายุกระหน่ำแทบจะทุกปีที่สหรัฐอเมริกา โดยเมื่อสองอาทิตย์ก่อนที่ลอนดอน (อีกเช่นกัน) ขณะที่ผมนั่งทำงานอยู่ที่ห้องพัก ก็มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น แม้จะสั่นสะเทือนไม่เยอะก็จริง แต่มันก็ทำให้ผมฉุกคิด และเป็นห่วงโลกของเราจริง ๆ ครับว่า ถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเราแล้ว ยังจะมีอากาศดี ๆ บริสุทธิ์สดชื่นหลงเหลือให้ได้สูดหายใจกันอีกมั้ย หรือจะต้องพาน พบกับภัยธรรมชาติอันเกิดจาก "การกระทำ" ของคนรุ่นเราๆ ท่าน ๆ ดังนั้นผมจึงอยากจะฝากกัน ไว้ให้คิดกันต่อครับว่า จะทำอะไรก็อยากจะให้คิด ถึงคนรุ่นหลังเราที่อาจจะ ได้รับผลกระทบกันนิดนึงแล้วกัน
อ่ะ ไหน ๆ ก็พูดถึงเรื่อง "พายุ" แล้ว วันนี้เรามาว่ากันเรื่อง พายุ (ในสนาม) หรือจะเรียกให้ฝรั่งจ๋าหน่อยก็คือ "สตอร์ม" กันนะครับ
ตอนนี้ไม่ใช่แค่พายุจะโหม กระหน่ำใส่เกาะอังกฤษอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันมี พายุฝน ฟ้าคะนอง เกิดขึ้นกับสโมสรฟุตบอลใน อังกฤษหลายทีมๆ ด้วยกัน และช่วงนี้ถือว่าหนักหนา สาหัสเอาเรื่องอยู่ทีเดียวครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทีมของ เควิน คีแกน ขวัญใจคนเดิมในถิ่น เซนต์ เจมส์ พาร์ค ที่หวนกลับมาคุม ทีมเป็นคำรบที่สอง
โดยตอนนี้ พลพรรครักเอย เอ้ยไม่ช่ายสิ @(^.^ )@ พลพรรคสาลิกาดง สะกดคำว่า "ชนะ" ในลีกไม่เป็นมา 12 นัดเข้าไปแล้ว ณ นาทีนี้ตัวคีแกนเองก็ออกมายอมรับแต่โดยดีครับว่าทีม ของเค้าต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นแบบเต็มตัว หลังจากที่ก่อนเข้ามารับตำแหน่งแทนที่ แซม อัลลาร์ไดซ์ นั้น เจ้าตัวแอบมีหวัง เล็กๆ ครับว่าจะนำเจ้านกสาลิกาติด "ท็อปซิกซ์" ให้ได้
แต่ดูนิวคาสเซิลในช่วงนี้แล้ว อย่าว่าแต่จะติดท็อปซิกซ์ และท็อปเทนเลยครับ ขอแค่เอาตัวรอดให้ได้จากการโดนถีบตกชั้นในปีนี้นั้น แฟนบอลทีมนกสาลิกาดงก็คงจะตีปีกพั่บๆ แล้วเนื่องจากช่วงนี้ฟอร์มของนิวคาสเซิลนั้นพูดได้คำเดียวครับว่า "หมูมาก" อีกทั้งสไตล์การเล่นก็ชวนให้หมดอารมณ์ทางเพศไปดื้อๆ เช่นกัน เพราะ "แท็กติกส์" ที่คีแกนสั่งให้เด็กเล่นในแต่ละนัดนั้น บอกตรงๆ ครับว่า โบราณ น่าเบื่อ และตกยุคไปแล้วกับฟุตบอลสมัยนี้
ผมเองยอมรับนะครับว่าชื่นชมการคุมทีมของคีแกนในสมัยที่แกคุมนิว คาสเซิลครั้งแรกมาก และรู้สึก "เซอร์ ไพรส์" ไม่น้อยกับผลงานสาละวันเตี้ยลงของนิวคาสเซิลในเวลานี้ เพราะชื่อชั้นนักเตะแต่ละคนนั้นหาก จะดูกันเป็นรายตัวนั้นถือว่า "คลาส" และ "ดีกรี" ประดับใน CV ของแต่ละคนนั้นก็ธรรมดาซะที่ไหน
ไมเคิล โอเว่น (อดีต) จรวดทาง เรียบ และเครื่องจักรถล่มประตูที่กองหลังทุกรายต้องหวั่นไหว ยามต้องเผชิญหน้ากันตัวต่อตัว เดเมี่ยน ดัฟฟ์ ปีกเลือดไอริชที่พลิ้วเหลือหลายในสีเสื้อของเชลซี และทีมชาติไอแลนด์ เอ็มเร่ เบเลโซกลู จอมทัพผู้ผ่านสังเวียนกัลโช่ เซเรียอา และเกมระดับนานาชาติมามากมาย หรือจะเป็น ชาร์ลส์ เอ็นซอกเบียร์ ดาวรุ่งที่เปี่ยมไปด้วยทักษะและพละกำลัง มาร์ค วิดูก้า, อลัน สมิธ, เจมส์ มิลเนอร์ ฯลฯ
ครับหลายชื่อเหล่านี้จัดได้ว่าเป็นนักเตะที่อย่างน้อยๆ ก็เกรด B-ถึง B และคงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็น อย่างยิ่งหากทีมยักษ์จากไทน์ไซด์ทีมนี้จะต้องตกลงไปเล่นในศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิพ แต่ความจริงข้อหนึ่งที่ทุกคนต้องยอมรับก็คือ ไม่มีคำว่า "ดีเกินจะตกชั้น" เพราะโลกฟุตบอลสมัยนี้ไม่มี "ที่ว่าง"สำหรับผู้พ่ายแพ้ และทีมที่ดีพอเท่านั้นครับที่จะมีสิทธิ์อยู่รอดในพรีเมียร์ชิพ ซึ่งตอนนี้ได้ชื่อว่าเป็นลีกหินที่สุดในโลกไปแล้ว ดังนั้นจากนี้จึงน่าสนใจมากครับว่าคีแกนจะเก็บชัยชนะ 4 จาก 9 นัดที่เหลือของฤดูกาลนี้ และพาทีมรอดตกชั้นตาม Missionล่าสุดของเจ้าตัวได้มั้ย

อีกทีมนึงที่กำลังโดนมรสุมเล่นงานอยู่ คือทีมสิงโตพันล้าน เชลซี หลังจากที่พลาดท่าปราชัยให้สเปอร์ส 1-2 ในคาร์ลิ่งคัพ นัดชิงชนะเลิศ ทีมของอัฟรัม แกรนต์นั้นทำท่าว่าจะไม่แตกความสามัคคีอย่างที่หลายๆ ฝ่ายคิด และดีขึ้นในสองนัดถัดมาหลังไปไล่ยำเวสต์แฮม 4-0 ต่อด้วยเชือดโอลิมเปียกอสนิ่มๆ 3-0 ลอย ลำเข้ารอบ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปอย่างง่ายดาย แต่ล่าสุดลุง แกรนต์ และลูกทีมกลับตกม้าตายเอาดื้อๆ ด้วยการโดนบาร์นสลี่ย์ "หมามืด" ตัวจริงของเอฟเอคัพปีนี้ที่ได้สร้าง "ตำนานเจ้าตูบ" ให้แฟนบอลต้องจดจำไว้อีกครั้งด้วยการพลิกเอาชนะเชลซีไป 1-0 ทะยานเข้ารอบรองชนะเลิศได้อย่างน่าปรบมือ ให้ในความวิ่งสู้ฟัดแบบยอมตายเพื่อทีม ของนักเตะทุกคนหลังจากก่อนหน้านี้ก็เพิ่งหักปากกาเซียนทุกสำนักด้วยการบุกไปทุบลิเวอร์พูลถึงถิ่น 2-1

เวลานี้คอของแกรนต์จึงเหมือนโดนพาดไว้กับแท่นประหาร หัวคางคก รอเวลาเหมาะสมที่จะโดนเชือดเท่านั้นเอง โดยกุนซือชาวยิว นั้นมีโอกาสรอดเพียงแค่สองทางเท่านั้นครับคือ 1.ปาดหน้าทีมปืนโต และผีแดงเข้าป้ายเป็นแชมป์พรีเมียร์ชิพ และ 2.คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาต่ออายุ "ระเบิดเวลา" ของตัวเองกับเสี่ยหมี ซึ่งหากแกรนต์ไม่สามารถทำสองสิ่งที่ว่านี้ได้แล้วล่ะก็ โอกาสที่จะต้องรับโทษประหารจากท่านเปาบุ้นจิ้น นามว่าโรมัน อบราโมวิช นั้นมีมากกว่า 90% แน่นอน
จากสองชอยซ์ที่เหลืออยู่ของแกรนต์ ผมยังมองโลกในแง่ดีนะครับว่า เชลซียังมีโอกาสทำได้เพราะในบอลลีกนั้นพวกเค้าตามอาร์เซนอล "จ่าฝูง" อยู่ 8 คะแนน แต่แข่งน้อยกว่า 2 นัด และตามแมนฯยูฯอยู่ 6 คะแนน แข่งน้อยกว่า 1 นัด โอกาสจึงยังเปิดกว้างอยู่สำหรับเชลซีซึ่งตรงนี้ผมย้ำมาตลอดว่าแข้งสำรองข้างสนาม ของพวกเค้าที่มีคุณภาพใกล้เคียงตัวจริงมากกว่าสองทีมนำนั้นถือเป็น "ข้อได้เปรียบ" ที่สามารถเปลี่ยนวิกฤติตรงนี้ให้เป็นโอกาสได้
หากแกรนต์หนักแน่นในเลือกการจัดตัวผู้เล่น และต้องเลือกทีมที่ดีที่สุดเท่านั้นลงเล่นในแต่ละนัด แม้ว่าจะต้องดรอปซูเปอร์สตาร์ไปบ้างแต่นั่นคือสิ่งที่เค้าต้องทำเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อทีม และชะตาชีวิตเค้าเองในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์
ผมเชื่อมาเสมอครับว่า ฟ้าหลังฝนมักจะสวยงามเสมอ และก็แอบเอาใจช่วยให้นิวคาสเซิลของ เควิน คีแกน และ เชลซีของอัฟรัม แกรมต์ผ่านช่วงมรสุม "วิกฤติ" ตรงนี้ไปได้ เพื่อจะได้มีท้องฟ้าที่สดใส กับเค้าเสียทีทั้งในถิ่นเซนต์ เจมส์ พาร์ค และสแตมฟอร์ด บริดจ์

9 นัดที่เหลือของนิวคาสเซิล

จันทร์ที่ 17 มีนาคม 2551
เบอร์มิงแฮม VS นิวคาสเซิล
เสาร์ที่ 22 มีนาคม 2551
นิวคาสเซิล VS ฟูแล่ม
อาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม 2551
สเปอร์ส VS นิวคาวเซิล
เสาร์ที่ 5 เมษายน 2551
นิวคาสเซิล VS เรดดิ้ง
เสาร์ที่ 12 เมษายน 2551
ปอร์ทสมัธ VS นิวคาสเซิล
เสาร์ที่ 19 เมษายน 2551
นิวคาสเซิล VS ซันเดอร์แลนด์
เสาร์ที่ 26 เมษายน 2551
เวสต์แฮม VS นิวคาสเซิล
เสาร์ที่ 3 พฤษภาคม 2551
นิวคาสเซิล VS เชลซี
อาฑิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2551
เอฟเวอร์ตัน VS นิวคาสเซิล

Wednesday, 27 February 2008

ร่วมสดุดี “สเปอร์ส” กับ 9ปีที่รอคอย


รอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีหลายๆเหตุการณ์ครับ ที่เกิดขึ้นกับฟุตบอลอังกฤษและตกอยู่ในความสนใจของสื่อมวลชนอังกฤษ รวมไปถึงแฟนฟุตบอลทั่วโลก สองในสามข่าวหลักๆที่ตั้งใจจะหยิบจับประเด็นมาเขียนในวันนี้นั้นดูไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เนื่องจากเป็นเรื่องที่สร้างความสะเทือนใจให้ผู้คนที่ได้ทราบข่าวพอสมควร

โดยข่าวเศร้าแรกนั้นเกิดขึ้นกับอดีต “ฮีโร่”ผู้ยิ่งใหญ่ของทีมชาติอังกฤษอย่าง พอล แกสคอยน์ที่ตอนนี้ต้องอยู่ภายใต้ความดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หลังจากเจ้า “อ้วนซ่า”ที่กำลังอยู่ในช่วงเลิกยาและอาการติดเหล้าอย่างรุนแรง นั้นแสดงพฤติกรรมแปลกๆที่อาจนนำพาไปสู่การ “ดับชีพตัวเอง” ไม่ว่าจะเป็นการสั่งตับดิบๆมาทานในโรงแรม พูดจาเหม่อลอยคนเดียว+ กดสัญญาณไฟไหม้ในห้องพักตัวเองเล่น รวมไปถึงการอัด RedBull วันละ 50กระป๋อง!! ฯลฯ

ถือเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ + เศร้าใจแทนครอบครัวและคนรอบข้าง อดีตแข้งพรสวรรค์สูงของอังกฤษไม่น้อยครับ ที่อดีตนักฟุตบอลแข้งดัง มีเงินทองเหลือล้น แต่กลับไม่สามารถประคับประคองชีวิตตัวเองหลังจากแขวนรองเท้า ให้อยู่ในกรอบที่ถูกที่ควรได้ หนำซ้ำยังพาตัวเองเข้าไปใกล้ “สิ่งเสพย์ติด” ที่ชื่อก็บอกในตัวอยู่แล้วว่า หากได้ลิ้มลองแล้วยากนักที่ถอนตัว ห้ามใจออกจากมันได้ (น้องๆหนูๆดูเอาไว้เป็นบทเรียนนะครับ) ก็ได้แต่หวังและภาวนาครับว่า แกสคอยน์จะยอมรับความช่วยเหลือครั้งนี้จากคนรอบข้างและผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายนี้ไปได้ในเร็ววัน (สาธุ)

ส่วนอีกข่าวที่อันนี้ ไม่ได้ “ทำร้ายตัวเอง” อย่างในรายแรก แต่กลับ “ซวย”โดนเสียบขาหักเป็นสองท่อนคาสนาม สร้างความขนลุกขนพอง เป็นอย่างมาก ในเกมที่อาร์เซนอลนั้นทำได้แค่เสมอกับเบอร์มิงแฮม ซิตี้ 2-2 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งผลการแข่งขันหลังเกมไม่ได้ถูกพูดถึงมากนักเนื่องจากแต่ละฝ่ายต่างเป็นกังวลกับอาการบาดเจ็บของ เอดูอาร์โด้ ดา ซิลวา ที่ “ดวงแตก”รับวัยเบญจเพศ ต้องปิดฉากซีซั่นนี้ก่อนใครเพื่อนรวมไปถึงจะหมดสิทธิ์ช่วยโครเอเชียในศึกยูโร 2008 กลางปีนี้เป็นที่แน่นอนแล้ว

ในจังหวะที่ เอดูอาร์โด้โดน มาร์ติน เทย์เลอร์เข้าเสียบสกัดนั้นแม้หลายๆฝ่ายจะออกมาโจมตีการเล่นเกินกว่าเหตุไปหน่อยของกองหลัง เบอร์มิงแฮมรายนี้ โดยเฉพาะ อาร์เซน เวนเกอร์ที่โกรธเป็นฝืนเป็นไฟถึงขั้นออกมาบอกว่า เทย์เลอร์นั้นสมควรโดนโทษแบนตลอดชีวิตเลยทีเดียว (ในตอนแรกที่ออกมาให้สัมภาษณ์) แต่ผมเองกลับมองว่าการเข้าบอลในจังหวะนี้ของ เทย์เลอร์นั้น “ไม่ได้มีเจตนา”ที่จะทำร้ายเพื่อนร่วมอาชีพเลือดบราซิล และอุบัติเหตุแบบนี้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้อยู่แล้วในเกมฟุตบอลที่ต้องมีการปะทะปะทั้งกัน เพียงแค่ว่าในจังหวะนี้ “ดูดู้”นั้นโชคร้ายจริงๆก็เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ดีเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากกว่าของหัวหอกวัย25รายนี้ก็คือเมื่อกลับมาลงเล่นได้อีกครั้งนั้น “สภาพจิตใจ”จะพร้อมขนาดไหนและจะเกิดอาการหลอน+ แหยงการเข้าสกัดจากกองหลังฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ เพราะแน่นอนว่าเรื่องจิตใจ นั้นส่งผลกระทบโดยตรงกับฟอร์มการเล่น ตรงนี้จึงน่าสนใจมากว่า ช่วงระยะเวลาอีก 9เดือนที่เจ้าตัวต้องพักเป็นอย่างน้อยนั้น เมื่อ “คัมแบ็ค”กลับมาจะเป็น “ดูดู้”ที่กล้าเลี้ยงกล้าเล่นแบบเดิมหรือเปล่า

ขณะที่สองเรื่องเศร้าๆเกิดขึ้นในรอบอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ยังมีเรื่องน่ายินดีที่เกิดขึ้นกับทีมตราไก่ สเปอร์สที่สุดท้ายก็สามารถคว้าถ้วยรางวัลมาสู่ถิ่นไวท์ฮาร์ทเลน จนได้หลังจากที่เว้นว่าง ห่างหายกับความสำเร็จไปนานถึง 9ปีเต็มๆ ย้อนไปครั้งสุดท้ายก็โน้นเลย ปี 1999 ที่สเปอร์สได้แชมป์ เวอร์ธิงตัน ลีกคัพ จากลูกยิงในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ อลัน นีลเซ่นมิดฟิลด์ชาวเดนมาร์กส่งสเปอร์สภายใต้การทำทีมของจอร์จ เกรแฮมเอาชนะเลสเตอร์ซิตี้ของมาร์ติน โอนีลไปได้ 1-0

ต้องยอมรับว่า เครดิตในครั้งนี้จะยกให้ไปไม่ได้นอกจาก ฆวนเด้ รามอสที่ “กึ๋น”ในการแก้เกมแสดงให้เห็นมาตลอดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง และตอกย้ำอีกครั้งในเกมนี้ที่ แท็คติกส์ของเค้านั้นกินขาดอัฟรัม แกรนต์ ที่แม้เพิ่งจะแพ้เป็นครั้งที่ 3จาก35นัดที่คุมทีม แต่กับ “คัพไฟนอล” แบบนี้ ถามว่าหากเป็นชายชื่อ มูรินโญ่ยังคุมทีมอยู่นั้นทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะทีมชาติ+มากด้วยประสบการณ์ในการเล่นฟุตบอลนัดชิงอย่างเชลซีจะกล้าแพ้สเปอร์สหรือ?

ผมคนนึงละครับ ที่ไม่กล้าคิดว่าสเปอร์สของรามอสจะปราบเชลซีได้หากมูรินโญ่ยังอยู่เพราะฝีมือการแก้แท็คติกส์ระหว่างเกมนั้นน่าจะออกมาสูสีกว่าที่เกิดขึ้นในเกมนี้ หรือหากจะพูดให้ชัดเจนไปเลยก็คือเชลซีแพ้ในเกมนี้เพราะกุนซือชื่อ แกรนต์นั่นเอง

มีอย่างที่ไหนดรอป โจ โคลทางปีกซ้ายและใช้ศูนย์หน้าที่ถนัด และอันตรายมากเขตโทษอย่าง
นิโคลาส์ อเนลก้ามายืนริมเส้น และให้ “อภิสิทธิ์”คู่หู แลมพาร์ด-เทอร์รี่ สองเพื่อนซี้กลับมาแทนตำแหน่งคนที่เล่นได้ดีอยู่ก่อน อย่าง บัลลัคและอเล็กซ์ หาใช่เลือกทีมตาม“ผลงาน” อย่างที่รามอสเลือกใช้นโยบายนี้ในการจัดตัวผู้เล่นลงสนามในแต่ละเกม

อีกอย่างการเสริมทีมของรามอสในช่วงตลาดมกราคมที่ผ่านมานั้นถือว่า “เกาได้ถูกจุด”และเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นเล็กๆของความสำเร็จในครั้งนี้ หลังจากไปสอยกองหลังมาหลายรายเพื่อมาอุดแนวรับของสเปอร์ส ไม่ว่าจะเป็น คริส กันเตอร์ (จากคาร์ดิฟ) จิลแบร์โต้ (จากแฮรธ่าเบอร์ลิน) อลัน ฮัตตัน (จากเรนเจอร์) และโจนาธาน วู้ดเกต (จาก มิดเดิลสโบรห์) โดยสองรายหลังนั้นค่าตัวรวมกันถึง 16 ล้านปอนด์ และได้ลงในนัดชิงชนะเลิศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาและโชว์ฟอร์มได้ถือว่าคุ้มค่าตัวที่จ่ายไปแทบจะทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายของ วู้ดเกต “แมน ออฟ เดอะ แมตช์”ของเกมที่เล่นได้ นิ่งและแน่นอนมากรวมทั้งยังเขกลูกโยนของเจอร์เมน จีนัสเป็นประตูชัยให้ทีมได้ได้อีกด้วย

การได้ เล็ดลี่ย์ คิงกลับมาในนัดสำคัญแบบนี้ถือเป็น “Key factor”หรือ ปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่ทำให้สเปอร์สได้สิ้นสุดการรอคอยอันสุดแสนจะยาวนานนี้ เนื่องจากผลงานในนัดที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดเจน
แล้วว่า เมื่อไรก็ตามที่มีกัปตันรายนี้ ยืนบัญชาการในแนวรับอยู่นั้น ผู้เล่นคนอื่นๆในทีมดูอุ่นใจขึ้นเยอะ และมั่นใจที่จะเดินหน้าบุกตาม “ใบสั่ง”ของรามอส ได้อย่างไม่ต้องคอยระแวงว่าแผงหลังจะทำ “หมูหก”เสียประตูง่ายๆอย่างที่เคยมา

แหมวันนี้ รู้สึกว่าชมทีม “น้องไก่” มากไปหน่อยคงไม่หมั่นไส้กันนะครับ ^.^ เอาเป็นว่าผมขอสรุปกันตรงนี้เลยแล้วกันว่า หากคู่เซ็นเตอร์ คิง-วู้ดเกตฟิตเต็มถังไม่ผลัดกันเข้าโรงหมอแล้วละก็ จากนี้เป็นต้นไปแนวรับของสเปอร์สคงจะแกร่งขึ้นอีกเยอะทีเดียว ซ้ายเป็นแกเรธ เบล ขวาเป็น ฮัตตัน โอ้ยไม่อยากจะนึกจริงๆครับ กับภาพรวมของทีมตราไก่ในชั่วโมงนี้ เพราะว่าหากกองหลังได้ยืนกันตามไลน์อัพนี้ที่ผมว่าไว้นี้ เมื่อบวกกับกองหน้าฟอร์มร้อนอย่าง เบอร์บาตอฟ-ร็อบบี้ คีน แล้ว ทีมตราไก่จะน่าเกรงขามขนาดไหน ยิ่งภายใต้การนำทีมของกุนซือสมองเพชรเลี่ยมทอง อย่างฮวนเด้ รามอส นึกไม่ออกเลยจริงๆครับ ว่าทำไมสเปอร์สจะประสบความสำเร็จกับถ้วยที่ใหญ่ กว่าอย่างยูฟ่าคัพไม่ได้…

Wednesday, 20 February 2008

Countdown Carling Cup นัดชิงชนะเลิศ


นับจากวันนี้ไปก็จะเหลืออีกเพียงแค่ 4 วันครับ ที่ศึกฟุตบอลคาร์ลิ่งคัพ นัดชิงชนะเลิศคู่ระหว่าง เชลซี-สเปอร์ส จะเปิดฉากขึ้น

โดยสังเวียนโม่แข้งในปีนี้จะกลับมาเล่นที่สนาม "นิว เวมบลีย์" อีกครั้งหลังจากที่ "เว้นช่วง" ปรับปรุงสนามไปนานถึง 7 ปีโดยแมตช์ชิงชนะเลิศบอลถ้วย "มิกกี้ เมาส์" ครั้งสุดท้ายที่เวมบลีย์เก่าก็คือคู่ชิงระหว่าง "สุนัขจิ้งจอก" เลสเตอร์ ซิตี้ กับ ทรานเมียร์ โรเวอร์ โดยในปีนั้น เลสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การนำทีมของ มาร์ติน
โอนีล เอาชนะไปได้ 2-1 และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานัดชิงชนะเลิศบอลถ้วย ของอังกฤษก็ได้ย้ายไปเล่นที่สนาม มิลเลนเนียม สเตเดี้ยม ในกรุงคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ เป็นการชั่วคราว


ดังนั้นปีนี้ที่ฟุตบอลถ้วยนัดชิงฯจะกลับมาเล่นที่ประเทศอังกฤษอีกครั้ง ผมจึงรู้สึกได้ถึงความพิเศษของเกมนี้ เพราะอย่างไรเสียผมเชื่อครับว่าฟุตบอล ถ้วยของอังกฤษก็ควรที่จะต้องเตะกันที่ "อังกฤษ" ไม่ใช่ เวลส์ หรือประเทศเครือในจักรภพของ "เกาะอังกฤษ"

เช่นกัน เมื่อได้เห็นข่าวการที่พรีเมียร์ชิพมีแผนจะโกอิน เตอร์ไปเตะนัดที่ 39 ต่างแดนด้วยแล้วนั้น ผมก็ยิ่งไม่เห็นด้วยกันไปใหญ่ เพราะมันจะทำให้เสีย "เสน่ห์" และ "ความขลัง" ไป แม้จะเข้าใจว่านี่คือแผนทางการตลาดที่ "แหล่ม" มากก็ตาม

กลับมาที่เรื่อง คาร์ลิ่ง คัพ ในปีนี้กันต่อ แม้ว่าหลายๆ ทีมอาจจะมองว่าถ้วยนี้เป็นแค่ถ้วย "ลูกเมียน้อย" และไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรมากมายนัก ยกตัวอย่างง่ายๆ ในปีนี้ ทีมอย่าง "ปิศาจแดง" แมนฯยูไนเต็ดก็ดูจะไม่เน้น และชิงตกรอบไปตั้งแต่ไก่โห่ด้วยการส่ง "เด็กผี" ชุดปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมไปให้ทีม "ช้างกระทืบโรง" โคเวนทรี บุกมายัดเหยียด ความอับอายถึงถิ่นโรงละครแห่งความฝันไป 0-2 แบบไม่แคร์สายตาแฟน บอลทีมตัวเอง
อาร์เซนอล ในรอบเซมิไฟนัล ที่ผ่านมาก็เช่นกัน เชื่อได้ว่าหาก อาร์แซน เวนเกอร์ ใส่ขุนพลชุดใหญ่ใน เลกสองที่ไป เยือนสเปอร์สแล้วละก็ ทีมปืนใหญ่ป่านนี้คงได้เข้าชิงฯกับเชลซี ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้มันจะเป็นเพียงแค่บอลถ้วยเล็ก และสำหรับทีมใหญ่ (บางทีม) รายการนี้จะเป็นแค่เพียง "สนามซ้อมใหญ่" ให้นักเตะหนุ่มๆ ได้ลงไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อนที่จะ เลื่อนขั้นดันตัวเองเข้าสู่ทีมชุดใหญ่หา กว่าทำผลงานได้เข้าตาผู้เป็นนาย
แต่สำหรับคู่ชิงชนะเลิศในปีนี้แล้วนั้น ทั้งเชลซี และสเปอร์ส ได้มองความสำคัญของถ้วยนี้ต่างออกไป และส่งผู้เล่นชุดใหญ่ลงสนามทุกนัดในรอบที่ผ่านๆ มา ดังนั้นผมเองจึงค่อนข้างมั่นใจว่านัดชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้จะเป็นเกมที่สนุก+ สมศักดิ์ศรี และตื่นเต้นเร้าใจแน่นอน
สาเหตุประการแรกนั้นก็เพราะว่ากุนซือของทั้งสองทีมอย่าง อัฟรัม แกรนต์ และฮวนเด้ รามอส นั้นเพิ่งเข้ามาคุมทีมเป็นซีซั่นแรกด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นการได้แชมป์มาประเดิมงานใหม่ให้กับทีมนั้นน่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งนักเตะในทีม และฝ่ายบริหารรวมไปถึงแฟนบอลได้ไม่น้อย ในรายของอัฟรัม แกรนต์นั้น หลังจากที่เจ้าตัว เข้ามาคุมทีมแทน โจเซ่ มูรินโญ่ แบบสร้างความแปลกใจให้หลายๆ ฝ่ายเนื่องจากไม่ได้ "ไฮ-โพรไฟล์" อย่างกุนซือชื่อดังคนอื่นๆ และการที่จะ "วัดรองเท้า" ความสำเร็จกับ "เฮียมู" แล้วนั้นยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ดีครับ ถึงนาทีนี้เชื่อว่าแฟนบอล ไม่ว่าจะเป็นของทีมสิงห์บลูส์ หรือทีมอื่นก็ดีคงจะได้ประจักษ์ สายตากันไปแล้วว่า กุนซือเลือดยิวรายนี้ไม่ได้ขี้ๆ เหมือนกัน เพราะมีหลายต่อหลายช่วงในฤดูกาลนี้ที่เชลซีต้องเจอ "โจทย์ยาก" อาทิเช่น ปัญหาอาการบาดเจ็บยาวของ จอห์น เทอร์รี่, แฟรงค์ แลมพาร์ด และนักเตะตัวหลักหลายรายต้องไปรับใช้ชาติในศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ที่ผ่านมา แต่กุนซือผู้มีหน้าตาละม้ายคล้ายคางคกผู้นี้ก็ยังสามารถพาทีมเอาตัวรอดมาได้ และสถิติการคุมทีมตั้งแต่รับตำแหน่งมานั้นก็ไม่เท่าไรเองแค่ ชนะ 22 จาก 29 นัดเท่านั้น!! (ขอประชดประชันในความเก่งหน่อยนะครับ เก่งเกิ๊น ^^)

ขณะที่ฮวนเด้ รามอสหรือกุนซือ ที่แม้จะยังคงมีปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับลูกทีม แต่ใครจะสนใจละครับหากว่าเฮียแกยังสั่งงานให้ กัส โปเยต์ ถ่ายทอด "แท็กติกส์" ให้ลูกทีมได้แบบนี้ และเปลี่ยนสเปอร์สอย่างกับหน้ามือเป็นหลังมือได้ขนาดนี้ เพราะก่อนที่อดีตกุนซือเซบีญ่าจะเข้าคุมทีมแทน มาร์ติน โยลนั้น ฟอร์มของสเปอร์สนั้นยังกับ "ไก่ติดหวัดนก" และหากใครกล้า "คิดนอกกรอบ" ว่าสเปอร์สจะเข้าชิงบอลถ้วยในปีนี้ได้แล้วล่ะก็ คงต้องโดนหัวเราะ + ประณามโทษฐานที่กล้าคิดอย่างไม่ต้องสงสัย

ส่วนที่เชื่อว่าเกมนี้จะดูสนุกก็เพราะว่า สเปอร์สนั้นตั้งแต่รามอสเข้ามาคุมทีมได้เปลี่ยน สไตล์มาเป็นบอลบุกโดยธรรมชาติที่กล้าบุก กล้าแลก เปรียบเป็นมวยก็ต้องเป็นมวย Fighter ที่จะพร้อมจะเดินเข้าหาคู่ชกก่อนแน่นอน ไม่ว่าจะเจอทีมใหญ่ หรือเล็กกว่า

แต่จุดสำคัญที่แฟนทีมไก่เดือยทอง(รวมไปถึงตัวผมเอง) ยังอดห่วงสเปอร์สไม่ได้ก็คือความผิดพลาดง่ายๆ ในแนวรับ เพราะแม้การได้โจนาธาน วู้ดเกต มาเสริม จะเพิ่มความอุ่นใจได้ในระดับ หนึ่ง แต่คนที่จะมายืนคู่กับเจ้าตัวนั้นหากเลดลี่ย์ คิง ยังเรียกความ ฟิตกลับมาไม่ได้ สเปอร์สก็พร้อมเสียประตูได้ทุกเมื่อเช่นกัน
ส่วนตำแหน่งนายทวารด่านสุดท้ายที่แม้จะดรอป "หมูบิน" พอล โรบินสันไว้ที่ข้างสนามแล้ว แต่คนที่รับหน้าที่แทนอย่าง ราเด็ค แชร์นี่ ก็ยังไม่ได้โชว์สัญญาณใดๆ ว่ามีดีกว่าประตูร่างอวบแต่อย่างใด โดยแมตช์กลางสัปดาห์ก่อนกับสลาเวีย ปราก แชร์นี่ก็ทำบอลหลุดง่ายๆ เป็นเหตุให้วันพรุ่งนี้สเปอร์สที่จะลงเตะนัดที่สองในบ้าน ตัวเองยังสบายใจไม่ได้เพราะมี ผลต่างได้เสียอยู่แค่ 1 ประตูเท่านั้น (ชนะมา 2-1 ในเลกแรก)

โดยสองจุดนี้แหละครับจะเป็น "ปัจจัยสำคัญ" ของทีมน้องไก่ และรามอสให้คิดหนักกับการวางแบ็กโฟร์ในแนวรับ ยิ่งเจอบอลเขี้ยว ๆ ของเชลซีซึ่งเสียบอล + เสียประตูยาก หากได้นำใครไปก่อนแล้ว โอกาสน้อยครับที่จะพลาดท่าเสียทีให้ใคร

ขณะที่นักเตะ "คีย์แมน" หรือในความหมายของผมคือ คนที่มีโอกาสสูงที่จะสามารถเปลี่ยน "ผลการแข่งขัน" ในเกมนี้ได้ของทั้งสองทีมจากที่กวาดตาดู +ขอเลือกมาทีมละสองคน ทางเชลซีผมให้ นิโกล่าส์ อเนลก้า และแฟรงค์ แลมพาร์ด
ในรายของ นิโก้ อเนลก้า นั้น เชื่อว่าการที่เจ้าตัวกำลังโหยหา "ความสำเร็จ" เป็นอย่างมากในตอนนี้จะเป็นแรงผลักดันให้เจ้าตัวทำผลงานออกมาได้ดี ขณะที่หนุ่มแลมพ์นั้นไม่มีต้องพิสูจน์อีกต่อไปหลังจากยิงประตูแตะหลักร้อยให้เชลซีไปเรียบร้อย และอันตรายเสมอหากปล่อยที่ว่างให้เจ้าตัวได้มีเวลาสับไก
ส่วนทางสเปอร์ส ผมอยากให้จับตา เบอร์บาตอฟ ที่เป็นเหมือนทุกอย่างในแนวรุกสเปอร์ส เพราะทำทางให้เพื่อนก็ดี และ จบสกอร์เองก็ได้ ขณะที่อีกคนผมให้ แอร่อน เลนนอน ที่ความเร็วนั้นสร้างความได้เปรียบให้แนวรุกสเปอร์สมาหลายต่อหลายครั้ง และผมเชื่อครับว่า หากปีกลมกรดรายนี้สามารถเอาชนะ แอชลีย์ โคลที่กำลังมีปัญหาชีวิตนอกสนามอยู่ได้ล่ะก็ สเปอร์สน่าจะมีลุ้นได้แชมป์ประเดิมสนาม "นิวเวมบลีย์" ได้ครับ

สรุป + ขออนุญาต ฟันธงตรงนี้เลยนะครับ เชลซี "แชมป์เก่า" นั้นได้เปรียบสเปอร์สแน่นอน ตรงที่นักเตะได้ลูกเก๋า และมีตัวสำรองข้างสนามที่ "น่ากลัว" กว่าสเปอร์สมาก แต่ฟุตบอลลูกกลมๆ + ฮวนเด้ รามอสนั้นก็ถือได้ว่าเป็นเจ้าแห่งบอลถ้วยตั้งแต่คุมทีมในสเปนแล้ว ดังนั้นถ้าเชลซีจะชนะก็จะชนะแบบหืดจับมากๆ เผลอๆ อาจมีเสมอในเวลา และยืดเยื้อกันไปจนถึงเตะจุดโทษเลย... ฟันธง!!!


เส้นทางสู่นิวเวมบลีย์ของทั้งสองทีม
รอบสาม

ฮัลล์ ซิตี้ 0- 4 เชลซี
สเปอร์ส 2-0 มิดเดิลสโบรห์
รอบสี่
เชลซี 4-3 เลสเตอร์
สเปอร์ส 2-0 แบล็คพูล
รอบ ควอเตอร์-ไฟนัล
เชลซี 2-0 ลิเวอร์พูล
แมนฯซิตี้ฯ 0-2 สเปอร์ส
รอบ เซมิ-ไฟนัล
เชลซี 2-1 เอฟเวอร์ตัน
อาร์เซนอล 1-1 สเปอร์ส
เอฟเวอร์ตัน 0-1 เชลซี
สเปอร์ส 5-1 อาร์เซนอล
นัดชิงชนะเลิศ
เชลซี ?? - ?? สเปอร์ส

Wednesday, 13 February 2008

Thailand X-league อีกหนึ่งบทเรียนของคนไทยในยูเค


วาเลนไทน์ที่จะถึงในวันพรุ่งนี้แล้ว ไม่ทราบว่าคุณผู้อ่านได้เตรียมมอบ“ความรักดีๆ” ให้คนรอบข้างหรือยังครับ?

ความรักดีๆในที่นี้ ผมไม่ได้หมายถึง เฉพาะกับกับ แฟน หรือ ภรรยาที่บ้าน แต่ผมอยากให้คุณมอบความรัก ความเอาใจใส่ ให้คนที่อยู่รอบๆตัว อย่าง พ่อแม่ พี่น้อง บุคคลในครอบครัว อาจรวมไปถึงเพื่อนสนิทมิตรสหาย ที่รักและเป็นห่วงเรามากกว่าใครๆ แม้ว่าบางที “เส้นผมมักจะบังภูเขา”…และเรามักจะมองข้าม ลืมให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ใกล้ที่สุดไปเสมอก็ตาม

ที่อังกฤษปีนี้ บรรยากาศก่อนวันวาเลน์ไทน์ คึกคักใช้ได้ทีเดียวครับ บรรดาร้านขายของที่ระลึกต่างพากัน ประดับประดาตกแต่งร้านกันสวนเก๋ หนุ่มสาว คู่รักหลายๆคู่ก็พากันออกมาเดินทอดน่อง ควงกันสวีท วี๊ดวิ๊ว อย่างไม่มีใครยอมน้อยหน้าใคร…ส่วนผมแล้ว แม้จะต้องอยู่ไกลทั้งพ่อแม่ และคน(เคยรัก) แต่ก็พยายามทำให้ทุกวันเป็นวันแห่งความรัก อย่างที่เพลงของ วงแพนเค้กร้องไว้ ด้วยการทำดีกับคนที่เรารัก และรักเราในทุกๆวันครับ

เกริ่นมานอกเรื่องฟุตบอลเยอะตามสไตล์ ต้องขออภัยนะครับ เนื่องจากว่าอารมณ์ขณะที่เขียนงานชิ้นนี้นั้น อินกับวันวาเลนไทน์ปีนี้มากไปหน่อย ^^

ถัดจากเรื่องบรรยากาศวันวาเลนไทน์ที่อังกฤษแล้ว อาทิตย์ที่ผ่านมาก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมอดที่จะเขียนไม่ได้จริงๆก็คือเรื่อง ความสมัครสมานสามัคคี ในหมู่คนไทยผู้รักกีฬาฟุตบอล ที่ กรุงลอนดอน…

จากประสบการณ์ 1ปีครึ่งที่ผ่านมาที่ประเทศอังกฤษ ทุกๆทัวร์นาเมนต์ที่เป็นของคนไทยจัดขึ้นมา
ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยพลาด เนื่องจากเป็นคนชอบฟุตบอลเข้าเส้นเลือดอยู่แล้ว

อาทิตย์ ที่ผ่านมาก็เช่นกันครับ ในทัวร์นาเมนต์ 8-a-side Thailand X-league ที่จัดขึ้นที่ ศูนย์ฝึกฟุตบอล David Beckham Academy ย่าน North Greenwich ที่มี 8 ทีมส่งเข้าแข่งขันจากทีมหน้าเดิมๆกลุ่มเดิมๆ รวมไปถึงทีมของสถานทูตไทยที่มีน้ำใจส่งทีมเข้า แข่งขันด้วย โดยโปรแกรมนั้นจะเล่นแบบพบกันหมดและมีเตะกัน 5อาทิตย์ โดยทีมที่มีคะแนนมากที่สุดจะได้เงินรางวัล 1,000ปอนด์ (โดยประมาณ) และ
ทัวร์นาเมนต์นี้ก็จะใช้เป็นรายการที่เฟ้นหานักเตะไทยฝีเท้าดี ไปเล่นทัวร์นาเมนต์ InnerWorld cup ที่จัดคล้ายๆกับ World cup จริงๆ โดยมีทีมจากทุกทวีปทั่วโลก ส่งเข้าชิงชัย ในเดือนกันยายนของทุกๆปี
โดยในอาทิตย์แรก (เมื่อ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา) ผู้จัดอย่างคุณปาล์ม (อดีตนักร้องวง Monkey pants) นำนักร้องสาวเสียงดี ขวัญใจหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่อย่างสาว ปาล์มมี่มาเล่นมินิคอนเสิตร์ที่ Indigo2 สถานที่ที่มักใช้จัดงานบิ๊กอีเวนท์ในระแวกเดียวกันกับศูนย์ฝึกของหนุ่มเบ็คส์ มาปลุกกระแสของงาน

ฟังๆดูน่าจะเป็นทัวร์นาเมนต์ที่น่าจะเต็มไปด้วยมิตรภาพและเสียงหัวเราะแห่งความสุขนะครับ ถ้าผมไม่ได้บังเอิญไปเห็น ภาพคนไทยไล่กระโดดถีบกันเองต่อหน้าต่อตา ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาโดยผู้ตัดสินที่เป็นคนอังกฤษได้แต่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก ในความป่าเถื่อนของกลุ่มคนเล็กๆกลุ่มนึงที่ทำให้งานนี้กร่อยลงไปถนัดตา
โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น จริงๆแล้ว อยากบอกครับว่า เป็นแค่การเข้าบอลของคนสองคนในจังหวะ 50-50 และเมื่อกรรมการเป่าฟาวล์ให้ทีมที่ถูกทำฟาวล์แล้วนั้น เรื่องมันก็น่าจะจบ หาก “ตัวก่อเหตุ” ซึ่งประกอบไปด้วย โค้ช ตัวสำรอง และกองเชียร์ ไม่วิ่งกรูกันเข้ามาในสนามทำให้เหตุการณ์เล็กๆ ที่เหมือนจะไม่มีอะไร ให้วุ่นวาย บานปลาย จนต้องถูกเจ้าหน้าที่สนาม เค้าอันเชิญให้ออกจากสนามทั้งสองทีม

ครับ สิ่งที่ผมพยายามจะบอกก็คือกีฬา ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็แล้วแต่นั้น มีจุดประสงค์สร้างความสามัคคีใน หมู่คณะ และน่าเสียดายครับที่ “คนกลุ่มเล็กๆ” เพียงกลุ่มเดียวทำให้รายการนี้หมดสนุกไปเลย ในสายตาของผู้ที่พบเห็น รวมถึงตัวผมเองที่ตัดสินใจแล้วว่าจากนี้คงขอแค่เล่นฟุตบอล สนุกๆที่สวนสาธารณะ
ไฮด์ ปาร์ค กับเพื่อนๆชาวไทยแค่ นั้นและคงจะไม่เข้าร่วมการแข่งขันที่จัดขึ้นโดยคนไทยอีกแล้ว เนื่องจากไม่อยากจะเห็นภาพ วังวน อีหรอบเดิมๆอีก

อย่างไรก็ดีครับ ทีมอื่นๆยังไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์และยังมีเตะกันต่อจนถึงอาทิตย์หน้าเป็นอาทิตย์สุดท้าย และหลังจากเดินทางออกจากศูนย์ฝึกหนุ่มเบ็คส์ ผมก็ได้มานั่งชมเกม คู่ แมนฯยูฯ-แมนฯซิตี้ฯ ในเกม ดาร์บี้แมตช์เมืองแมนเชสเตอร์ ครั้งที่ 149 ที่เกมนี้มีการยืนไว้อาลัย โศกนาฏกรรมที่มิวนิคเป็นเวลา 1 นาทีก่อนเกมด้วย
เจ้าถิ่น แมนฯยูฯ นั้นอย่างที่ทราบผลกันไปแล้วครับว่า โดนทีมเรือใบสีฟ้าบุกมาสอนเชิงไป 2-1 แบบช็อคแฟนผีแดงกันทั้งโอลแทร็ฟฟอร์ด เพราะรูปเกมนั้นน่าเห็นใจแฟนแมนฯยูฯไมน้อยเลย เพราะว่าเกมนั้น เล่นได้เหนือกว่าทางฝั่งซิตี้ นิดๆ แต่ติดตรงที่ว่าเกมนี้ แนวรุกที่ขาดรูนี่ย์ไป นั้นเล่นกันขาดๆเกินๆ ผิดกับซิตี้ที่สเวน โกรัน อีริคสันน์นั้นวางหมาก ในแนวรับได้ดูดีขึ้นผิดหูผิดตา ทั้งๆที่ช่วงก่อนหน้านี้ ช่องโหว่ในแนวรับเริ่มมีอาการ “เมาคลื่น” ออกทะเล +เหมือนจะกู่ไม่กลับ แต่เกมนี้ถือว่าเฮียเถิกและเด็กๆ “คัมแบ็ค” ได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ

โดยขณะที่ผมเขียนงานชิ้นนี้อยู่ เกม อาร์เซอล-แบล็คเบิร์นยังไม่เริ่มเตะ แต่สถานการณ์พวกเค้าดูแล้วนั้น ดูเข้าทางพวกเค้าหมดจริงๆ เพราะนำ แมนฯยูฯ อยู่ 2คะแนนและยังแข่งน้อยกว่า 1 นัด การเล่นในบ้านกับ แบล็คเบิร์น ดูแล้วก็น่าจะเก็บได้อย่างขี้เหล่ที่สุดก็ 1 คะแนน ก็เท่ากับว่าจะนำลูกทีมของ ป๋าเฟอร์กี้ 3 คะแนน แต่ถ้าพวกเค้าเก็บได้ 3 คะแนนเน้นๆ ไม่มีหล่นในเกมนี้ละก็ ขุนพลทีมปืนโตก็จะทิ้งห่าง 5 คะแนน ซึ่งนั้นหมายความว่าทีมผีแดงจะพลาดอีกไม่ได้อีกแล้ว หากยังไม่อยากให้การชิงชัยต้องจบตั้งแต่เนิ่นๆ

และแม้เชลซีจะเอาชนะลิเวอร์พูลไม่ได้ก็จริงในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่พวกเค้าก็ยังตาม แมนฯยูฯอยู่แค่ 3 คะแนน และยังไม่หมดโอกาสในการลุ้นแชมป์ เพราะอย่างที่ผมเคยพูดมาตลอดครับว่าให้จับตามองเชลซีให้ดี เพราะพวกเค้านั้นแม้จะไม่หวือหวา อย่าง อาร์เซนอลหรือแมนฯยูฯ แต่ก็เรื่อยๆมาเรียงๆ พร้อม
รับบท “ม้ามืด” เบียดเข้าป้ายได้เหมือนกัน

ขณะที่ตำแหน่งที่ 4 ที่จะมีสิทธิ์ไปเตะแชมป์เปี้ยนลีก นั้นทีมอย่าง เอฟเวอร์ตัน ลิเวอร์พูล แอสตันวิลล่า แมนฯซิตี้ฯ และอาจรวมไปถึง ปอร์ทสมัธ (ที่เสริมทีมได้ตรงจุดและน่ากลัวที่สุดในช่วงเดือนที่ผ่านมา) นั้นมีลุ้นโควต้าตรงนี้กันสนุกแน่นอน เพราะศักยภาพแต่ละทีมนั้นถือว่าใกล้เคียงกันมาก

ส่วนในโซนตกชั้น นั้นถึงตอนนี้ที่โบกมือ ลาพรีเมียร์ชิพไปแล้วแทบจะ 100 % คือ ดาร์บี้ที่คงต้องยอมรับสภาพและวางแผนเตรียมทีมสำหรับซีซั่นหน้าในการลุ้นกลับขึ้นชั้นมาใหม่ได้เลย

ส่วนอีกสองทีมที่มีโอกาสร่วงลงตกชั้นก็คือ ฟูแล่ม ที่แม้จะได้ รอย ฮอดจ์สันมา แต่ดูๆแล้วก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม และมีโอกาสสูงมากที่เดียวที่ทีมจากลอนดอนทีมนี้จะต้องตกชั้น ขณะที่โควตาไปเยือน โคคาโคล่า
ลีกวัน อีกทีม นั้นเรดดิ้ง เบอร์มิงแฮม วีแกน และ โบลตัน นั้นต้องพยายามดิ้นร้น กระเตื้องฟอร์มให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ เพราะ โซนท้ายตาราง ในปีนี้นั้น ผมเชื่อว่าคงได้ลุ้นกันมันส์หยด ไม่แพ้ ลุ้นว่าใครจะเป็นแชมป์ในปีนี้เลยละครับ

Thursday, 24 January 2008

Welcome home เควิน คีแกน


เสาร์ที่ผ่านมาผมนั่งชมไฮไลต์เกม “เปิดซิง”การกลับมาคุมนิวคาสเซิ่ลคำรบที่สองของ “คิง เคฟ”เควิน
คีแกน ขวัญใจคนเดิมของชาวจอร์ดี้ในนัดเปิดบ้านพบกับโบลตันของแกรี่ เม็กสัน โดยที่ในใจแอบหวังไว้ครับว่างานนี้ แฟนๆเจ้าสาลิกาดงน่าจะได้เฮรับ3 คะแนน ต้อนรับกุนซือใหม่ของพวกเค้า


ผลเสมอกัน 0-0แบบ “ไข่ไม่แตก” นอกจากจะทำให้ผมเซอร์ไพร์สเล็กๆแล้ว ในส่วนของรูปเกมก็ชวนให้แอบง่วงไม่น้อย เพราะนิวคาสเซิ่ลในฐานะ “เจ้าบ้าน” ไม่ได้ใช้ความได้เปรียบตรงนี้พยายามเก็บ 3 แต้มเลย หนำซ้ำบางจังหวะของเกมยังหวุดหวิดเกือบจะโดนโบลตันยิงเอาด้วยซ้ำ


อย่างไรก็ดีครับ เกมนี้ยังไม่สามารถวัดอะไรได้มากเนื่องจากคีแกนนั้นเพิ่งจะเข้ารับตำแหน่งได้ไม่กี่วันก่อนเกม และนิวคาสเซิ่ลเองก็ขาดตัวหลักไปครึ่งค่อนทีม ขณะที่โบลตันนั้นตั้งใจมาเล่นเกมรับ และการได้ 1 คะแนนกลับบ้านไปก็ถือว่าผลงาน “เข้าเป้า” ตามที่เม็กสันหวังไว้


แต่สิ่งที่ผมสนใจมากกว่าในเกมนี้ไม่ใช่เรื่องรูปเกมหรอกนะครับ ผมอยากจะรู้ปฏิกิริยาของแฟนบอลชาวจอร์ดี้ ที่มีต่อ “คิง เคฟ” ซะมากกว่า…และเท่าที่สังเกตดู ก็เป็นไปตามคาดครับ เพราะแม้นิวคาสเซิ่ลจะได้แค่เสมอโบลตัน แต่แฟนๆก็ยังดูแฮปปี้กันอยู่ หากเปรียบกับคู่รักก็ถือว่ายังอยู่ในช่วง “ข้าวใหม่ ปลามัน” ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ละครับ ^^



สื่อหลายๆสำนักที่นี้ ว่ากันว่ากรกลับมาของ คีแกนในรอบนี้ เปรียบเหมือน “รี เทิน ออฟ เดอะ คิง” หรือ การกลับมาของราชา เลยนะครับ เพราะนับตั้งแต่การจากไปของเจ้าตัวเมื่อ 11ปีก่อน นิวคาสเซิ่ลก็ไม่เคยทำผลงานได้เป็นที่น่าพอใจ และได้เฉียดเข้าใกล้การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ชิพอีกเลย



หลายๆคนที่อาจจะเพิ่งติดตามฟุตบอลได้ไม่นาน อาจสังสัยครับว่าทีมอย่างนิวคาสเซิ่ลเคยได้ “เฉียด” ลุ้นแชมป์กับเค้าด้วยหรอ ผมจึงขอเท้าความเล่าอดีตกันสักเล็กน้อยครับ



นิวคาสเซิ่ลในฤดูกาล 1995-1996 นั้นได้รับการยกย่องเรื่องฟุตบอลที่เน้นเกมรุกที่สวยงามและ
เอนเตอร์เทนแฟนบอลให้ตื่นตาตื่นใจกับแนวรุก มหาประลัยในช่วงนั้นอย่าง คีธ จิเลสพี ปีเตอร์ เบียดส์ลี่
เลส เฟอร์ดินานด์ และ ดาวิด ชิโนล่า ที่เล่นกันฟอร์มเทพมาตลอดเกือบทั้งฤดูกาลและนำทีมอันดับสองอย่าง แมนฯยูฯของป๋าแพนด้าอยู่12คะแนน ใครต่อใครในปีนั้น รวมถึงร้านรับพนันต่างๆ ก็ออกราคาให้โอกาสที่นิวคาสเซิ่ลจะเป็นแชมป์นั้น ราคาลดฮวบลงอย่างน่าเกลียด


แต่อยู่ๆก็เหมือนสวรรค์เล่นตลกร้ายกับทีมของคีแกนครับ เพราะว่าเซอร์อเล็กซ์ซึ่งเริ่มเก่งกล้าวิทยายุทธ์และเก๋าพอตัวแล้วกับฟุตบอลอังกฤษในช่วงนั้น ได้ริเริ่มเล่น Mind game หรือเรียกกันง่ายๆก็คือ สงครามประสาทกับนิวคาสเซิ่ลที่ทำท่าว่าจะเข้าวินแน่ ให้ออกอาการเป๋ โดย ไซโค ว่าเด็กผีคลื่นลูกใหม่ในช่วงนั้นอย่าง เดวิด เบ็คแฮม แกรี่&ฟิล เนวิลล์ พอล สโคลส์ ฯลฯ มีดีพอที่จะพาทีม เด็กผีปาดหน้าคว้าแชมป์ทีมของคีแกน


เมื่อโดน “ยั่ว” โดยเซอร์อเล็กซ์ เควิน คีแกนในช่วงนั้นถือว่ายังค่อนข้างใหม่ และเป็นกุนซือหนุ่มไฟแรงคนหนึ่งในลีก แต่ด้วยความ “อ่อนประสบการณ์”กับอาชีพผู้จัดการทีม (เริ่มอาชีพกุนซือกับนิวคาสเซิ่ลในปี 1992) ก็ออกอาการ “น๊อตหลุด” ตบะแตกให้สัมภาษณ์โต้กลับอย่างเผ็ดร้อนคืนผ่านทางสื่อมวลชน


หารู้ไม่ว่า “ความหายนะ” กำลังจะมาเยือน…


เป็นทีมนำมาอยู่ดีๆ แทนที่จะพยายามใช้ทีมชุดเดิมที่เล่นกันมารักษาความได้เปรียบ 12 คะแนนไว้
คีแกน ก็เกิด “หลอน” กลัวรักจะพลาดท่าเสียทีให้ผีแดงครับ แกเลยขอบอร์ดบริหารในชุดนั้น ทุบกระปุกซื้อ “เจ้ากะเลงดำ” ฟาอุสติโน่ อัสปริย่า ที่ช่วงนั้นโด่งดังอยู่กับปาร์ม่า มาเสริมความคมในแดนหน้า

แล้วหากใครที่ยังพอจะกันได้นะครับ หลังจากที่หัวหอกกะเลงดำชาวโคลัมเบียย้ายมา ก็เหมือนเป็น
“ตัวซวย” ให้เพื่อนร่วมทีมทันทีในปีแรกที่ย้ายมา เพราะว่าก้มหน้าก้มตาเลี้ยง ลาก เลื้อย จนเพื่อนๆพากัน งงเต็ก ว่ามรึง จะเลี้ยงไปหนาย ลำพังดาวิด ชิโนล่า รับบท “พ่อบุญธรรม” เอ้ย “พ่อเลี้ยง” (ห้าม อมยิ้ม มุขความผมน่ะ อิอิ) คนเดียวไม่พอ เจ้า “ติโน่”อัสปริย่าดันมาช่วยเลี้ยงอีก ที่นี้ระบบทีมเวิร์คที่เคยเล่นกันมาดีๆก็พังน่ะซิครับ



ความมั่นใจที่เคยเต็มเปี่ยม เมื่อเริ่มสะดุด และผีแดงยังแรงไม่เลิก ทีนี้ทั้งนักเตะและกุนซือที่ตอนนั้นยัง “จิตอ่อน”+ “ติสต์แตก” ผลงานเริ่มแผ่วลง แผ่วลงเรื่อยๆ จน พลพรรค“Babe devils”พาทีมปาดหน้าแซงได้จริงๆอย่างที่คุยเอาไว้ ตั้งแต่นั้นมาคีแกนที่อนาคตทำท่าว่าจะรุ่งก็เริ่มสาละวันเตี้ยลง และเสียแชมป์ไปอย่างพลิกความคาดหมายแฟนบอลทั่วโลกและกูรูทุกสำนัก ขณะที่ป๋าเฟอร์กี้ ตั้งแต่นั้นมาก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “เจ้าแห่งสงคราม ประสาท” อันดับต้นๆของโลกลูกหนังจวบจนทุกวันนี้



ครับ จากวันนั้นถึงวันนี้ คีแกนเองก็ผ่านอะไรมามาก ประสบการณ์ ทั้งความสำเร็จ+ผิดพลาดในอดีต น่าจะช่วยให้การกลับมาคุมนิวคาสเซิ่ลครั้งนี้มีแต่ได้กับได้และถือเป็น Win-Win deal หรือเป็นผลดี สำหรับทั้งสองฝ่าย



ตัวเควิน คีแกนเอง ซึ่งเคยถึงขั้นประกาศเลิกอาชีพกุนซือไปหลังจากออกจากแมนฯซิตี้ฯเมื่อ 3 ปีก่อน Passion หรือ ความกระหายในความสำเร็จน่าจะลุกโชนในหัวใจ และอยากที่จะ “แก้ตัว” นำเกียรติ์ประวัติกลับมาสู่ ถิ่นเซนต์ เจมส์ ปาร์ค เพื่อตอบแทนความรักของชาวจอร์ดี้ที่มีต่อตัวเค้ามาโดยตลอด โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อครับว่าการกลับมาคุมทีมอีกครั้งของคีแกนในครั้งนี้เป็นเหตุผลเรื่อง ฟุตบอล และ ความผูกพันที่เจ้าตัวมีต่อสโมสรแห่งนี้ ล้วนๆ ไม่อย่างนั้นแล้วคนอย่างคีแกนคงไม่ยอมกลืนน้ำลายตัวเองแน่ๆ



ขณะที่นิวคาสเซิ่ล เองซึ่งจะด้วยเหตุผลท่านประธานใจร้อน เลยปลดกุนซือเป็นว่าเล่น หรืออะไรก็แล้วแต่ ถึงเวลานี้ ไมค์ แอชลี่ย์ต้อง Be patience หรืออดทน อย่างที่คีแกนออกมาวอนให้ อดทนรอ “ความสำเร็จ”สักนิดสำหรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง + ระบบ ทีมฯลฯ สไตล์ การเล่น & ซื้อผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา ฯลฯ
เข้าใจ ไมค์ แอชลี่ย์และเห็นใจแฟนบอล “ทูน อาร์มี่”นะครับ เพราะนิวคาสเซิ่ลถือเป็น One-Club town คือทั้งเมืองมีนิวคาสเซิ่ลอยู่ทีมเดียวให้เลือกเชียร์ ไม่เหมือนอย่างลอนดอน แมนเชสเตอร์ หรือ ลิเวอร์พูล ที่แฟนบอลมี “ชอยส์”ให้เลือกชม เลือกเชียร์มากกว่า



Pressure (ความกดดัน) Expectation (ความคาดหวัง) เรื่องความสำเร็จของแฟนบอลเองรวมถึงตัวประธานสโมสรที่อยากจะเห็นแฟนบอลมีความสุข มันจึงค่อนข้าง “เข้มข้น” และ “รุนแรง” กว่าทีมอย่าง
อาร์เซนอล แมนฯยู และ ลิเวอร์พูล ที่แม้จะใหญ่กว่า แต่กดดันน่าจะเบาบางกว่าชาวจอร์ดี้พอสมควร



ที่สุดแล้ว ผมก็ขอยกมือขวาเห็นด้วยอย่างแรงกับการที่บอร์ดบริหารนิวคาสเซิ่ลตัดสินใจเลือก เควิน
คีแกนกลับมารับตำแหน่งนี้ในช่วงที่ทีมกำลังคับขัน ดีกว่าจะไปเอาขวัญใจชาวจอร์ดี้อีกคน อย่าง อลัน เชียร์เรอร์ มาเป็นแม่ทัพใหญ่ เพราะ “ฮอตชอต”นั้นควรจะมาเรียนรู้งานเป็น “มือขวา” คิง เคฟ พี่ใหญ่ไปก่อน แล้วจากนั้นพอมีประสบการณ์ + ความรู้พอดู แล้ว จะทำการใหญ่ก็คงไม่มีใครว่าหรือคัดค้าน



ผมเชื่อนะครับว่า อย่างๆน้อยคีแกนจะนำ “เอนเตอร์เทนนิ่ง ฟุตบอล” มาให้แฟนบอลสาลิกาดง
ได้ตื่นตา ตื่นใจ จากปรัชญาฟุตบอลสไตล์ “คิง เคฟ” ที่เน้นเกมรุก และดูสนุกกว่านิวคาสเซิ่ลในยุคของ แซม
อัลลาไดซ์ แน่นอนครับ รับประกัน !!