Friday, 20 February 2009

เตรียมตัว เตรียมใจ

ดีใจมากมาย วันนี้พรีเมียร์ฯอีเมลมาบอกว่าได้สิทธิ์ไปดูนัดชิงคาร์ลิ่งคัพระหว่างแมนฯยู VS สเปอร์ส (ทีมสุดเลิฟ อิอิ)ที่สนาม'นิวเวมบลีย์' !!

มาอยู่อังกฤษกำลังจะเข้าปีที่สามแหละ บอกตามตรงเคยไปเหยียบสนามฟุตบอลแห่งชาติของอังกฤษแค่ครั้งเดียวเท่านั้นแถมคราวก่อนเป็นการโดนน้องที่บ้านบังคับฝืนใจไปเป็นเพื่อนเพื่อดูมันแข่งเกมโปร์ อีโวลูชั่น (วินนิ่ง)ชิงแชมป์เมืองผู้ดีเมื่อปีที่แล้ว
ประสบการณ์ก็น่าจดจำมากมาย เจ้าแมทธิว (เด็กที่ว่า) โดนพวกปีศาจวินนิ่งตัวจริง เสียงจริงอัดน้ำกระจาย !!! แพ้มัน3เกมรวด โดนยิงไม่ต่ำกว่า3-4เม็ดต่อเกม (ทั้งๆที่ผมเห็นมันซ้อมที่บ้านก็ว่าเทพแล้วนะ)

สต๊าฟสาวผมบลอนด์หุ่นขาวอวบหนึ่งในคณะกรรมการผู้ทำหน้าที่จดสกอร์เดินยิ้มเข้ามาหาผมซึ่งมาในฐานะ Guess ของแมทธิว ในใจแอบคิดนั่นแน่จะมาขอเบอร์ตรูป่าววะ (ฮาๆ)
'ไม่ทราบว่าเพื่อนคุณโดนไปกี่ดอกแล้วค่ะ??'.....

'อีนี้ มึงก็ถ่างตาดูเอาซิวะ' ผมแอบด่าในใจด้วยความอาย พลางชี้ไปที่ทีวีซัมซุงจอมหึมา

'แปดประตูต่อศูนย์' ไอ้แมทธิวน้องรักยืนจ๋อยแดกจับจอยเกมหน้าตาเหมือนเมาหมัดคู่แข่ง...

จำได้ว่ามีเด็กฝรั่งอายุไม่น่าเกิน10ขวบสะกิดถาม 'พี่มาจากประเทศไหนฮับ?'

ผมตอบไปว่า 'ไอ แอม คัม ฟรอม มาเลย์เซีย' (ไม่กล้าบอกบ้านเกิดอายเด็กมัน เดี๋ยวจะหาว่าฝีไม้ลายมือวินนิ่งเด็กไทยเราอ่อนหัด)

ครั้งนั้นผมจำได้ว่าทนดูน้องรักแข่งต่อจนจบทัวร์นาเมนต์ไม่ได้เพราะอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เจ้าแมทธิวอายุอานามมันก็แค่16 ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวว่าโดน 'ยำเละ' ขนาดนี้ยังจะกล้าเล่นต่อ เกสอย่างผมเห็นแล้วอายแทนรีบอาศัยจังหวะชุลมุนฝ่าวงล้อมพวกปีศาจวินนิ่งทั้งหลายนั่งรถไฟกลับบ้าน แล้วเอสเอ็มเอสไปหาว่าพี่มีธุระด่วนต้องรีบกลับ

เปิดประตูบ้านไป แม่เจ้าแมทธิวถาม 'อ้าว เอกเป็นไง แมทธิวแข่งเป็นไงบ้าง?'

'ผมว่าพี่ถามเจ้าตัวดูเองดีกว่านะครับ พอดีว่าคนเยอะมากผมเห็นสกอร์ไม่ถนัด' ผมทำสีหน้าเคร่งขรึมแล้วเดินจั๋มเข้าห้องไป
ผมหวังเหลือเกินครับว่าการไปเวมบลีย์ หนนี้ผมจะไม่ต้องเอาปี๊บคลุมหัวกลับบ้านอย่างเดิมอีก...
แอบหวังเล็กๆว่าสเปอร์สจะหักปากกาเซียนได้อีกครั้งด้วยการหยุดไอ้ผีร้ายสุดเฮี้ยนให้อยู่หมัดเหมือนอย่างที่ปีก่อนก็ทำได้ในการเชือดเชลซีแบบช็อคซินีม่า
แต่ถึงจะแพ้ ผมก็ทำใจไว้ก่อนล่วงหน้าแต่เนิ่นๆแล้วละครับว่าจะเดินออกจากสนามนิวเวมบลีย์ครั้งนี้ด้วยความภาคภูมิใจ...สู้โว้ยยยย !!!!!

Thursday, 19 February 2009

แมนฯซิตี้ มะเร็งลูกหนัง!?

ในทุกๆสังคมไม่ว่าจะไทย จีน แขกหรือฝรั่งมังค่า...ความอิจฉาริษยามีให้เห็นเหมือนกันหมดครับไม่เว้นแม้กระทั่งวงการฟุตบอล

เห็นคนโน้นคนนี้ได้ดีหรือเหนือกว่าเป็นไม่ได้ ต้องหาเรื่องซุบซิบนินทาว่าร้ายบ้างก็พยายามวางแผนคิดจะหยุดยั้ง 'ความยิ่งใหญ่'!?
การออกมาพูดจาเสียดสีในเชิงไม่สร้างสรรค์ของสตาเล่ โซลบัคเค่นโค้ชเอฟซี โคเปนเฮเก้นว่าแมนฯซิตี้เป็น 'มะเร็ง' ของวงการฟุตบอลเพราะจับจ่ายใช้สอยอย่างมือเติบนับตั้งแต่ได้'ชีคมานซูร์' มาเป็นเจ้าของ ทำให้ตลาดนักเตะปันป่วนและสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาอย่างหนักทั้งในยุโรปและอเมริกา

ประเด็นนี้บอกตามตรงเป็นเรื่องของ Mind Game หรือสงครามจิตวิทยาเพียวๆไม่มีอย่างอื่นมาผสม เพราะโคเปนเฮเก้นกำลังจะเปิดบ้านรับการมาเยือนของทีเรือใบสีฟ้าค่ำคืนนี่ในศึกยูฟ่าคัพรอบ3นัดแรก !

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์คู่แข่งแบบนี้จึงถูกตีตกและไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะบั่นทอนกำลังใจของนักเตะเรือใบและกุนซือผมสีดอกเลาอย่างมาร์ค ฮิวจ์แน่นอน

อย่างไรก็ดี มีบุคคลสำคัญของวงการฟุตบอลยุโรปอีกท่านนึงอย่างมิเชล พลาตินี่ ประธานยูฟ่าวัย 53ปีกำลังอิจฉาตาร้อนความร่ำรวยของแมนฯซิตี้อย่างออกหน้าออกตาเกินไปหน่อย

ล่าสุดออกมาประกาศจะออกกฏ 'Salary Cap' หรือการควบคุมเพดานค่าเหนื่อยให้ได้หลังจากก่อนหน้านี้ ทำไม่สำเร็จเสียทีเพราะไปขัดกับกฏหมายแรงงานของสหภาพยุโรป(อียู)ที่ไม่มีข้อกำหนดควบคุมเรื่อง'ค่าแรง' ของลูกจ้างแต่อย่างใด...

ประเด็นนี้หาใช่เรื่องแปลกใหม่ในวงการฟุตบอลครับ มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่าควรมีการควบคุมเรื่องค่าใช้จ่าย(Expenditure)ของสโมสรฟุตบอลหรือไม่?

หายังจำกันได้ลีดส์ ยูไนเต็ดยุคนึงก็เคย 'ช้อป' จน 'ถังแตก' ไม่มีปัญหาหาเงินมาจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะตัวเองเพราะทีมร่วงตกชั้นในปี2004

ครั้งนั้นผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการฟุตบอลอังกฤษออกมาประกาศกันปาวๆให้ทีมอื่นระวังให้ดี หากใช้จ่ายเกินรายรับแล้วจะมีอนาคตดับอนาถเหมือนทีมยูงทอง
เชลซี 'อดีต'พ่อบุญทุ่มในพรีเมียร์ก็กำลังอยู่ในสถานการณ์ชักหน้าไม่ถึงหลัง ทำท่าจะแพ้ภัยตัวเองในเร็ววันนี้ โรมัน อับราโมวิชขาดทุนจากการประกอบธุรกิจส่วนตัวยับเยิน 'สิงโตน้ำเงินคราม' ไม่มีเงินทุ่มซื้อนักเตะเหมือยอย่างเคย แถมผลประกอบการล่าสุดก็ชัดเจนแล้วว่าตัวเลขแดงแจ๋แบบนี้ ต่อไปคงต้องขายนักเตะกินแน่นอน

กลับมาที่แมนฯซิตี้ การที่พวกเค้าทำตัวเปรี้ยวยื่นเงินกว่า 100ล้านปอนด์ขอซื้อริคาร์โด้ กาก้าจากเอซี มิลานสร้างความแตกตื่นและถูก'สปอร์ตไลท์'ส่องให้โดดเด่นจากคนรอบข้างอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

การเป็นทีมที่รวยกว่ามีเงินทุนเยอะกว่า บางครั้งการจะย่างก้าวแต่ละทีก็เหมือนมีอุปสรรคขวากหนามตามรังขวาน (ครั้งนึงผู้คนก็เคยประนามเชลซีว่าทำลายเสน่ห์ของฟุตบอลเพราะอยากซื้อใครก็ได้และคว้าแชมป์ลีกมาได้ก็เพราะ 'เงิน')

มุมมองผมแล้วในเมื่อพรีเมียร์ฯเป็นองค์กรที่รู้เห็นทุกอย่างดีกว่าใครและยอมให้ชีคมันเซียร์เข้ามาเทคโอเวอร์ต่อจากคุณทักษิณเอง องค์กรฟุตบอลรวมทั้งยูฟ่าก็น่าจะต้องยอมรับให้ได้ว่าพวกเค้าต้องเจอสถานการณ์อะไรแบบนี้อยู่แล้ว

ไม่ใช่เห็นใครมีแนวโน้มดีหน่อย ก็คิดจะสกัดดาวรุ่งกันง่ายๆแบบนี้!?
แมนฯซิตี้เองถึงตอนนี้ต้องรีบพิสูจน์ตัวเองให้ได้ครับว่าไม่ใช่'มะเร็งลูกหนัง'อย่างที่ใครเค้ากล่าวหา....ระบบปั้นเยาวชนและส่งแมวมองไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วโลกต้องพรีเซนต์ออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง
ส่วนจะซื้อใคร จ่ายค่าเหนื่อยเท่าไรมันก็เรื่องของเค้า ไม่ได้ไปหนัก(หัวกบาล)หรือเบียดเบียนใครสักหน่อย!!?

Tuesday, 17 February 2009

จิ๊กซอร์ที่หายไป

หัวค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา ตัดสินใจออกไปดูฟุตบอลอีกครั้งครับหลังจากที่ 'คิกออฟ' นสพ.ที่ผมเขียนอยู่มีอันต้องปิดฉากลงไปแบบไม่ให้ได้ตั้งตัวสักเท่าไร...

อารมณ์ทันทีที่ทราบข่าวจากเมืองไทย บอกตรงๆครับว่า'ช็อค'พอสมควรไม่คิดว่าอาชีพคอลัมนิสต์ฟุตบอลของผมจะสั้นขนาดนี้ มาเขียนแบบฟูลไทม์จริงๆก็ฤดูกาลนี้เอง !

ช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมาผมจึงไม่ได้ติดตามข่าวฟุตบอลที่ตัวเองเคยต้องนั่งปั่นทุกเช้าแต่อย่างใด ความรู้สึกมันประมาณเหมือน 'อกหัก' รับไม่ได้กับสิ่งที่ฝันอยากทำมาตลอดต้องมาพังทลายไปต่อหน้าแบบทำอะไรไม่ได้ นอกจาก 'ทำใจ'
แต่ด้วยเหตุผลและสิ่งดลใจหลายอย่างครับทำให้ผมเลิกนอยชีวิต ตัดสินใจกลับมาอัพบล็อคเขียนสิ่งที่ผมชอบเพื่อ 'เติมเต็ม' สิ่งที่มันขาดหายไปอีกครั้ง
การหันมองเพื่อนร่วมอาชีพด้วยกันซึ่งอายุงานเยอะกว่าผมหลายปีต้องตกอยู่ในสถานะ 'Unemploy' เหมือนกันหรือเห็นคนที่ลำบากหรือมีปัญหามากกว่าผมเยอะ พวกเค้าเหล่านี้ยังสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมี 'ความหวัง' ซึ่งเป็นสิ่งนึงที่ยึดเหนี่ยวให้มนุษย์อย่างเราๆที่ไม่ได้รวยล้นฟ้าพอจะยิ้มสู้ + รับมือกับโลกเพี้ยนๆเบี้ยวๆใบนี้ได้
บรรทัดนี้ก็ขอบคุณทุกคนที่มีแวะเข้าอ่านทั้งขาประจำอย่างคุณธาน,คุณเป้า,คุณTummyหรือคุณ Tim duncan จากบอร์ดสเปอร์สและอีกหลายท่านที่มาจากลิ้งค์ http://www.thaicentre.co.uk/directory/ ซึ่ง 'จ็อบ' เพื่อนที่น่ารักของผมอีกคนที่นี้ช่วยโปรโมตให้ (อยากบอกว่าซึ้งและเป็นสาเหตุสำคัญเลยล่ะที่ทำให้ผมกลับมา! ^^)
ก็เกริ่นเรื่องตัวเองซะเยอะครับ จริงๆจะบอกว่าไปดูเกมอาร์เซนอล VS คาร์ดิฟฟ์ ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยมในเกมเอฟเอ คัพรอบ5มา ความน่าสนใจของเกมนี้สำหรับผมแล้วมีอยู่อย่างเดียวครับคือต้องการไปยลฟอร์มของเอดูอาร์โด้ ดาซิลวาหัวหอกโครแอตเชื้อสายบราซิลให้เห็นกับตาสักครั้งว่าเจ็บหนักถึงขั้นแข้งหักเป็น2ท่อนแล้วยังจะเล่นได้เหมือนเอดูดาร์โด้คนเดิมที่เคยยิง 'กระฉูด' เหมือนสมัยยังเล่นให้ดินาโม ซาเกร็บที่กดไป 73ประตูจาก 111 หรือไม่!?

อย่างที่คงทราบผลการแข่งขันไปแล้วอ่านะครับ เกมนี้เจ้า 'ดูดู้' กดไป2ตุงฉลองการคัมแบ็คกลับมาลงสนามอย่างเป็นทางการอีกครั้งในเกมที่อาร์เซนอลต้อนคาร์ดิฟฟ์ไปสบายเท้า 4-0

ถือเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีชจริงๆสำหรับคนที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์สยดสยองอะไรแบบนั้นมา...ภาพเหตุการณ์วันที่หมอนี่โดนมาร์ติน เทยเลอร์ของเบอร์มิงแฮมยันเมื่อวันที่ 23กุมภาพันธ์ปีที่แล้ว หากเป็นนักฟุตบอลราบอื่นที่ใจตุ๊ดหน่อย เชื่อได้เลยครับว่าคงใช้เวลานานเลยละตัดสินใจว่าจะเอาไงกับชีวิตค้าแข้งดี เล่นต่อหรือแขวนเกือกให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดี

แต่นี้กลับมาได้เร็วเกินคาดแถมยิงประตูได้ด้วย คงหาอะไรมาบรรยายการคัมแบ็คครั้งนี้ของ 'ดูดู้' ไม่ได้แล้วละครับนอกจากคำว่า 'The Perfect comback' หรือการกลับมาที่สมบูรณ์แบบที่สุดครั้งนึงในเกมฟุตบอลเลย
อาร์เซนอลถึงตอนนี้ผมเรตพวกเค้าไว้สูงมากนะครับ โอกาสคว้าแชมป์ลีกแม้แทบจะหมดลุ้นไปแล้วแต่โควต้าไปแชมเปี้ยนส์ลีก (อันดับ1-4)หากเล่นได้แบบนี้รับรองไม่หนีหายไปไหน วิลล่าที่ว่าแรงๆก็เถอะ โอกาส 'ปิ๋ว' เยอะมากขอบอก อย่าลืมพวกตอนนี้พวกเค้า 'จิ๊กซอร์เก่า' ที่ขาดหายไปอย่างเอดูอาร์โด้ กลับมาและ'จิ๊กซอร์ใหม่'ขั้นเทพนำเข้าจากรัสเซียนามว่า อังเดร อาร์ชาวิน !!

Friday, 13 February 2009

I'll be back

มรสุมชีวิตเข้า...หยุดเขียนขอเวลาทำใจสักพัก แล้วจะกลับมาครับ สัญญา : )

Wednesday, 28 January 2009

ประสบการณ์ช่วยได้!?

ฟุตบอลพรีเมียร์ชิพเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมาต้องบอกว่ามีหลายประเด็นที่น่าสนใจครับทั้งการซัดประตูชัยในการประเดิมสนามของเอมิล เฮสกีย์พร้อมพาแอสตัน วิลล่าทะยานขึ้นสู่อันดับ3มี47คะแนนเท่าลิเวอร์พูลประกาศศักดาการเป็น ‘ม้ามืด’ ในการชิงแชมป์แบบเต็มตัว, ผลงานอลังการของแมนฯยูไนเต็ดที่ไล่ถล่มเวสต์บรอมฯไป5-0พร้อมสถิติไม่เสียประตูของเอ็ดวิน ฟาน เดอร์ซาร์, ทีมที่แข็งแกร่งขึ้นของสเปอร์สหลังการช้อปกระหน่ำของแฮร์รี่ เรดแนปป์ฯลฯ...

ขอเริ่มที่แอสตัน วิลล่าก่อนเพราะอึ้งครับไม่คิดว่าขุนพลของมาร์ติน โอนีลจะทำผลงานได้ดีขนาดนี้ เพราะชื่อชั้นนักเตะบางคนในทีมก็ไม่ได้ดีไปกว่าทีมอย่างเอฟเวอร์ตัน, แมนฯซิตี้หรือสเปอร์ส ทว่าผลงานเรื่อยๆมาเรียงๆของพวกเค้านั้นแข็งแกร่งเกินห้ามใจและการได้เฮสกีย์มาผนึกกำลังกับกาเบรียล อักบอนลาฮอร์ในแดนหน้าถือเป็น ‘อาวุธ’ ที่น่าสะพรึงกลัวเหลือเกินสำหรับกองหลังคู่แข่ง

3.5ล้านปอนด์ที่เสียไปผมเชื่อว่าถูกเหมือนได้ฟรีเพราะคุณภาพและประโยชน์ของเฮสกีย์ก็อย่างที่รู้ว่าเป็นสาเหตุสำคัญเลยละที่ทำให้วีแกนมีผลงานแล่นชิวบหัวตารางอย่างทุกวันนี้จากนี้ไปอยู่ที่ว่านักเตะสิงห์ผงาดจะคงเส้นคงวาในช่วงที่เหลือได้มากน้อยขนาดไหนและสามารถทนแรงเสียดทานในกลุ่มบิ๊กโฟร์ได้ตลอดรอดฝั่งรึเปล่า?

ขณะที่ ‘ปีศาจแดง’ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดซึ่งบุกไปยิงเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยนไส้แตกคาสนาม ‘เดอะ ฮอว์ธอร์น’ แนวรุกยังสำแดงผลงานโหดเหี้ยมอำมหิตได้อีกแม้จะขาดเวยน์ รูนี่ย์, นานี่และแอนเดอร์สันไปแต่พวกที่ยังอยู่เช่นเบอร์บาตอฟ เตเบซ โรนัลโด้ กิ๊กส์ คาร์ริค ก็กำลังเล่นได้เข้าฟอร์ม+เข้าขากันมากโดยเฉพาะอดีตเด็กตราไก่อย่างคาร์ริค-เบอร์บามองตาก็รู้ใจคนนึง ‘ชง’คนนึง ‘ยิง’ มาสองเกมติดแล้ว

นอกจากนี้หลังจบเกมแนวรับของพวกเค้ายังได้สร้างสถิติใหม่ขึ้นมาด้วยการไม่เสียประตูในพรีเมียร์ชิพมาเป็นเกมที่11ติดต่อกัน โดยประตูสุดท้ายที่เสียต้องย้อนไปวันที่8พฤษจิกายนปีที่แล้วโน้นเลยในเกมที่ผีแดงปราชัยต่ออาร์เซนอลที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยมไป1-2

งานนี้คนที่ได้รับเครดิตไปเต็มๆคือ ‘น้าเอ็ด’ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ซาร์ผู้รักษาประตูวัย38ปีชาวฮอลแลนด์ที่ทำลายสถิติไม่เสียประตูนานสุดของปีเตอร์ เช็กนายทวารเชลซีลงด้วยเวลา1,032 นาทีหรือ17ชั่วโมงเศษๆ !
แน่นอนครับหากพวกเค้ายังเดินหน้ารักษาคลีนชีตได้ต่อไปแบบนี้เรื่อยๆผมมองไม่เห็นทางเลยที่ลิเวอร์พูลหรือเชลซีจะทำคะแนนปาดหน้าแซงพวกเค้าไปได้ ช่องว่าง3แต้มอาจดูว่าน้อยแต่ผลงานเล่น ‘ดุ’ ได้ขนาดนี้ทีมตามมีหวังไม่สะดุดขาตัวเองไปก่อนก็คงแอบถอดใจกันไปเองบ้างแหละ

สุดท้ายทีมตราไก่สเปอร์สของ‘ลุงจ่า’ แฮร์รี่ เรดแนปป์ที่เปิดตลาดรอบนี้เดินหน้าช้อปนักเตะแหลกไม่น้อยหน้าแมนฯซิตี้เพราะกว้านซื้อมาแล้วทั้งเจอร์เมน เดโฟ, ปาสกัล ชิมบงด้าและคาร์โล คูดิชินี่

นัดที่ผ่านมาเอาชนะสโต๊ค ซิตี้ได้แบบไม่ยากเย็น 3-1 รูปเกมโดยรวมต้องบอกว่าการได้คูดิชินี่และเดโฟมามี ‘อิมแพค’ ต่อทีมทันที รายแรกเป็นประตูมือดี + ประสบการณ์สูงแถมคุ้นเคยกับบอลพรีเมียร์ฯมายาวยาวนาน การได้ ‘ไอ้แมงมุม’ เข้ามาเชื่อว่าจะทำให้การขับเคี่ยวตำแหน่งตัวจริงกับฮูเรลโญ่ โกเสมได้อย่างสนุก
ขณะที่เดโฟเป็นตัวจบสกอร์โดยธรรมชาติและยืนหาตำแหน่งยิงประตูได้ดี การจับคู่กันระหว่างเค้าและโรมัน พาฟลิวเชนโก้น่าจะทำให้ทีมตราไก่มีผลงานที่ดีขึ้นประกอบกับการเริ่มคืนฟอร์มอย่างช้าๆของเดวิด เบนท์ลีย์ปีกขวาเท้าชั่งทองที่โดนเรดแนปป์ติงเรื่องฟอร์มปุ๊บก็เล่นดีปั๊บ...

ครับ เราจะเห็นได้ว่าทีมอย่างแมนฯยูฯ, วิลล่าและสเปอร์สแม้จะออกสตาร์ตได้ไม่แรงอย่างที่แฟนบอลหวังเอาไว้ (โดยเฉพาะทีมผีแดงและไก่เดือยทอง) แต่การที่พวกเค้ามีกุนซือ ‘ชั่วโมงบินสูง’ จึงรู้วิธีเอาตัวรอดในยามที่ทีมเจอช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานได้เสมอ ดังที่เรากำลังจะได้เห็นกันว่าสุดท้ายผีแดงจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ชิพในปีนี้และทีมตราไก่จะจบซีซั่นด้วยอันดับที่สูงกว่าอันดับ10แน่นอน คอนเฟิร์ม!

Wednesday, 21 January 2009

ส่วนเกิน

อ่านคำให้สัมภาษณ์ล่าสุดของแกรี่ คุ๊ก ซีอีโอแมนฯซิตี้ถึงกรณีที่โรบินโญ่ ‘ชิ่ง’ ออกจากค่ายฝึกซ้อมของทีมว่าจะไม่มีนักเตะคนใหญ่ไปกว่าสโมสรและพร้อมลงโทษซูเปอร์สตาร์ค่าตัวสูงสุดเป็นสถิติบนเกาะอังกฤษหากว่าทำผิดจริงแล้วรู้สึกถึง ‘กลิ่น’ ที่ไม่ค่อยจะสู้ดีระหว่างความสัมพันธ์ของนักเตะและสโมสรครับ

รายงานว่าโรบินโญ่ทำแบบนี้เพื่อเป็นเกมหวังจะสร้าง ‘รอยร้าว’ ระหว่างเค้าและกุนซือของมาร์ค ฮิวจ์ซึ่งรู้กันดีว่าเข้มงวดกวดขันขนาดไหนเรื่องวินัยและความเป็นมืออาชีพของลูกทีม

นี้ไม่ใช่ครั้งแรกครับที่เจ้า ‘เปเล่น้อย’ ทำในสิ่งที่แสดงถึงการไม่ให้เกียรต์สโมสรและเพื่อนร่วมทีมเพราะก่อนหน้านี้ก็ได้ตั้งแง่ว่าทีมเรือใบสีฟ้า‘Lack of winning mentality’ หรือ ไม่มีจิตใจของนักสู้ผู้กระหายชัยชนะเอาเสียเลยไม่เหมือนอย่างเรอัล มาดริดทีมเก่าของเค้า

ปัญหาเยอะขนาดนี้ทั้งเพิ่งที่ย้ายมาอยู่ได้ไม่เท่าไร...ขอฟันธงล่วงหน้าก่อนใครเลยครับว่าโรบินโญ่อยู่แมนฯซิตี้ไม่ยืดแน่! (นี่แหละน๋ามีเงินซื้อได้แค่ ‘ตัว’ หาใช่ ‘หัวใจ’ ของนักเตะ)

นอกเหนือจากเคสของโรบินโญ่ที่ทำท่าว่าจะเป็นมะเร็งเนื้อร้ายบ่อนทำลายสปิริตในทีมตัวเองแล้ว ยังมีนักเตะอีกสองสามรายครับที่ตอนนี้กำลังจะเป็น ‘ส่วนเกิน’ ของทีมหากว่ายังไม่รีบรีดฟอร์มเก่งของตัวเองคืนมา

เจอร์เมน จีนัส, ดาร์เรน เบนท์และเดวิด เบนทลีย์คือสามหน่อที่ผมอยากจะพูดในวันนี้...

รายแรกนักเตะหน้าอินโดฯอดีต ‘ไข่ข้างขวา’ ผู้เป็นจอมทัพที่ขาดไม่ได้ถ้าฟิตเต็มถังเป็นต้องลงสนามทุกนัดในยุคของมาร์ติน โยลและฆวนเด้ รามอส ผลงานของจีนัสคงไม่ต้องสาธยายกันให้มากความสำหรับแฟนๆไก่เดือยทองเพราะว่าไม่ว่าผมจะอยู่ที่ไหนเมืองไทยหรืออังกฤษผมจะรับรู้ได้ถึงปฏิกริยา ‘ยี๊’ หรือไม่ชอบใจกองกลางก้านยาวผู้ชอบเท้าสะเอวยืนดูเพื่อนเล่นเป็นชีวิตจิตใจ

อดีตเคยเป็นถึงรองกัปตันทีมของสเปอร์สรองจากเลดลีย์ คิงแต่หลังจากการเข้ามาของแฮร์รี่ เรดแนปป์หมอนี่นอกจากจะโดนยึดปลอกแขนไปให้โจนาธาน วู้ดเกตหรือไมเคิ่ล ดอร์สันในบางโอกาสแล้ว ตำแหน่งตัวจริงที่เคยได้รับอภิสิทธ์ลงสนามมาตลอดก็ถูกจำกัดโอกาสไปโดยปริยาย...การเข้ามาของวิลสัน พาลาซิออสกองกลางพลังม้าเจ้าของฉายา‘นิวพอล อินซ์’ (สตีฟ บรู๊ซตั้งให้) ด้วยค่าตัวแพงบรรลัยกว่า12ล้านปอนด์ว่ากันว่าถือเป็นบทอวสานในถิ่นไวท์ ฮาร์ทเลนของเจอร์เมน จีนัสอย่างแท้จริง

รายต่อมา ‘สากพันล้าน’ ดาร์เรน เบนท์ที่สเปอร์สอุตสาห์ไปคว้ามาจากชารล์ตันด้วยค่าตัว16.5ล้านปอนด์เมื่อ18เดือนก่อนผลงานแม้ถึงตอนนี้จะเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีม (12ประตู) ทว่าหากใครได้ชมเกมคู่สเปอร์สVSปอร์ทสมัธเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาหากได้เห็นลีลาการโหม่งโล่งๆแล้วหลุดกรอบต้องบอกว่านี่มันร่างทรง ‘แอนดี้ โคล’ ชัดๆ!

อนาคตในเล่าไก่ของหมอนี้ผมดูแล้วมืดมนเสียเหลือเกินเพราะกุนซือของทีมถึงขั้นปรี๊ดแตกโวยวายหลังเกมว่า‘ลูกนั้นถ้าเป็นเมียผมยังยิงเข้าเลย’ นอกจากนี้หลังจากที่ทีมตราไก่คว้าตัวเดโฟมาได้ ‘ลุงจ่า’ ก็ดูเหมือนว่ายังไม่พอใจกับขุมกำลังในแดนหน้าตกเป็นข่าวกับอาเดรียโน่และเคนเวย์น โจนส์ไม่หยุดหย่อน

คนสุดท้ายเดวิด เบนท์ลีย์รายนี้ฝีเท้าไม่ธรรมดาสื่ออังกฤษ ‘เคย’ยกให้เป็นตัวตายตัวแทนของเดวิด เบ็คแฮมในทีมชาติอังกฤษทั้งในเรื่องของฝีเท้าและหน้าตาทว่านับตั้งแต่ย้ายมาสเปอร์สด้วยค่าตัว15ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์ นอกจากประตูมหัศจรรย์ในเกมเสมออาร์เซนอลไปอย่างสุดมัน4-4แล้ว เจ้าตัวก็ยังไม่สามารถเรียกฟอร์มเดิมๆเหมือนสมัยที่เล่นให้แบล็คเบิร์นกลับมาได้เลยในสีเสื้อทีมตราไก่

ล่าสุดโดนแฮร์รี่ เรดแนปป์ออกมาวิจารณ์เรื่อง ‘ความทุ่มเท’ และ ‘อีโก้’ ที่สูงเกินตัวตอกย้ำชัดเจนว่าหากยังไม่แก้ไขมีสิทธิ์หมดอนาคตกับทีมได้ง่ายๆ อย่างไรก็ดีผมเชื่อว่าปีกขวาสุดหล่ออดีตเด็กสร้างของอาร์เซนอลมีฝีเท้าดีพอที่จะเอาชนะใจกุนซือหน้าง่วงแน่นอนอยู่ที่ว่าจะเปลี่ยนแปลง ‘ทัศนคติ’ ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้รึเปล่าเท่านั้นเอง

เริ่มแล้วครับสำหรับปฏิบัติการล้างเล้าไก่ของ ‘ลุงจ่า’ ซึ่งขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องดองเค็มนักเตะหากว่าไม่พอใจใครขึ้นมา (เบน ซาฮาร์ + เดวิด นูเจนท์เคยโดนมาแล้ว) ใครคือ ‘ส่วนเกิน’ ในทีมชุดนี้รายต่อไปโปรดติดตามอย่าได้กระพริบตา!

เอฟเฟกต์จาก "กาก้า" ถึงแมนฯซิตี้

ในที่สุด "เงิน" วัตถุที่สามารถ "ซื้อ" ได้แทบทุกสิ่งอย่างไม่ว่า จะเป็นเสื้อผ้ายี่ห้อดัง, นาฬิกาแบรนด์เนมหรือตุ๊กตา หน้ารถขาวสวยหมวยอึ๋ม (แต่ไร้สมอง) ก็ต้องแพ้ภัยคนที่ไม่ได้ตก เป็นทาสของมัน...

ริคาร์โด้ กาก้า เพลย์เมกเกอร์หน้าหยก ของเอซี มิลานคือคนคนนั้น ที่ปฏิเสธเงินค่าเหนื่อยกว่า 5 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ ที่แมนฯซิตี้ของท่านชีคมันซัวร์ประเคนมอบให้อย่างไม่ไยดี

งานนี้แฟนมิลานเฮกันสนั่น แต่แฟน เรือใบคงเฉาเพราะ ถูกหัก หน้า อย่างแรงที่เศษเงินของ บอร์ดอาบูดาบีไม่สามารถ ทำหน้าที่ของมันได้อย่าง มีประสิทธิภาพเหมือน ครั้งก่อนที่ใช้ "จูงจมูก" โรบินโญ่ ซูเปอร์สตาร์จากเรอัล มาดริดมายืน หัวโด่ในถิ่นซิตี้ ออฟแมนเชสเตอร์ได้ อย่างภาคภูมิใจ

กรณีของกาก้าผมเชื่อเหลือเกินว่าสามารถบันทึกเป็น "ตำนาน" อีกบทนึงในวงการฟุตบอลได้เลยเพราะหาไม่ได้ง่ายๆ หรอกครับมนุษย์ปุถุชนที่จะเมินหน้าหนีเงินก้อนโตขนาด นั้นแม้ความจริงที่ว่าแมนฯซิตี้เป็นแค่ทีมไม้ประดับ ในลีกยากจะประสบ ความสำเร็จซักแค่ไหนแต่เสน่ห์ของเงินตรามันหอมหวนยั่วยวนเกินห้ามใจ ฟันธงเลยว่าเป็นนักเตะรายอื่นที่หน้าเงินหน่อยรับรอง "ดีล" นี้ไม่มียืดเยื้อเพราะ "ปีศาจแดงดำ" ต้นสังกัดของนักเตะเปิดไฟเขียวปูพรมแดงแทบจะอัญเชิญรอให้กาก้าย้ายทีมอยู่นานสองนานแล้ว

ส่วนกรณีการทำตัว "ล่องหน" ของโรบินโญ่ด้วย การหนีออกจากแคมป์ฝึกซ้อมของทีมซึ่งกำลัง เก็บตัวอยู่ที่เมืองเตเนริเฟ่ ประเทศสเปน โดยอ้างว่ามีเหตุผลเรื่องครอบครัวเข้ามาเกี่ยว ดูแล้วไม่น่าจะใช่เหตุผลที่แท้จริงของเจ้าตัวหากแต่เกี่ยวข้องกับ ดีลที่ล่มของกาก้ามากกว่า

ออกแนวติสต์แตกเพื่อนรัก ไม่ย้ายมา แสดงอาการไม่มั่นใจในศักยภาพ พลังเงินของสโมสร...อีกหน่อยคาดว่าคง มี "เล่นแง่" หาเรื่องงอแงย้ายทีมอีกตามเคยเพราะโอกาส จะประสบความสำเร็จอย่างที่หวังถึงตอนนี้เจ้าตัวคงรู้อยู่แก่ใจ ว่าแทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ นักเตะใหม่ที่ย้ายมาหรือ กำลังตกเป็นข่าวดูๆ แล้วเต็มที่คงเป็นได้แค่สินค้าเกรด B ซึ่งราคาแพงโอเวอร์เกิน ความจำเป็นเหมือนในรายของเวย์น บริดจ์ 12 ล้านปอนด์, เคร็ก เบลลามี่ 14 ล้านปอนด์ และไนเจล เดอ ยอง 18 ล้านปอนด์

การได้ 3 คนข้างต้นมา ใช่ว่าจะทำให้แมนฯซิตี้ กลายสภาพเป็น ทีมเทพติดปีก พร้อมท้าชิง ความยิ่งใหญ่จาก "บิ๊กโฟร์" หรือ ทีมอย่างแอสตัน วิลล่า, เอฟเวอร์ตันได้ง่ายๆซะเมื่อไร และเท่าที่ดูมาร์ค ฮิวจ์ส ก็ยังไม่ใช่กุนซือที่ชื่อชั้นสามารถ "ดึงดูด" นักเตะเวิลด์คลาสมาร่วมโปรเจกต์ยักษ์ ของ กลุ่มนายทุนแขกขาวแน่ๆ

ฉะนั้นการหายตัวไปในครั้งนี้ของโรบินโญ่น่าจะสะท้อนอะไร บางอย่างให้บอร์ดบริหารแมนฯซิตี้เห็น "ทางออก" กันคร่าวๆนะครับว่าการจะเริ่มสังคายนาทีมชุดนี้ให้กลายเป็น สุดยอดของสุดยอดทีม อย่างที่พวกเค้าหวังคงไม่ใช่เริ่มจากการเปลี่ยนแปลง "โละ" นักเตะทั้งกระบิและแทนด้วย ซูเปอร์สตาร์ชื่อดังอย่างที่พยายามทำกันอยู่

หากแต่ว่าโปรเจกต์นี้จะ Smooth หรือราบรื่น ได้ก็ต่อเมื่อเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือให้เหมาะกับ "บิ๊ก" โปรเจกต์นี้มากกว่าครับ!