Thursday, 13 November 2008

"ยังกันส์" ยิ่งดูยิ่งน่าเชียร์


ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังตกสะเก็ดกระทบกระเทือน ธุรกิจไปทุกแขนงรวมถึงวงการฟุตบอลทั่วโลก เป็นเรื่องที่ดีครับที่เห็นสโมสรอย่างอาร์เซนอล มีนโยบายเตรียมรับมือกับปัญหานี้อย่างจริงจังด้วยการ เน้นการปั้นดาวรุ่งเลือดใหม่มาทดแทนตัวหลัก ที่เริ่มโรยราไปอยู่เรื่อยๆเป็นเวลาร่วม 12 ปี นับตั้งแต่อาร์แซน เวนเกอร์เข้ามารับงานที่ประเทศอังกฤษ


จากยุคของเอียน ไรท์ที่พีกสุดขีดยิงน้ำกระจายจนหลายคนบอกว่าคงหาใคร มาแทนไม่ได้แล้ว เวนเกอร์ก็ปั้นดาวรุ่งโนเนมอย่างนิโกลาส์ อเนลก้าจนดังเป็นพลุแตกก่อนขายไปให้เรอัล มาดริดด้วยกำไรมหาศาล (ซื้อมาเพียง 500,000 ปล่อยไป 22 ล้านปอนด์)

จากนั้นก็เซ้งอองรีที่ตกอับกับตำแหน่งปีกซ้ายใน อิตาลีมาจากยูเวนตุสและดันขึ้นเป็นเล่นกองหน้าจนภายหลัง "คิงอองรี" สถาปนาตัวเองจนเป็นหนึ่งในกองหน้าที่น่าเกรงขาม ที่สุดในโลกอยู่ช่วงนึงก่อนวัยแตะหลัก 30 และได้ย้ายไปหากินที่สเปนเหมือนในเคสของอเนลก้า รายนี้แม้จะไม่ได้กำไร มหาศาลเท่าแต่ผลงานที่พี่ห้อยฝากไว้นั้นถือว่าคุ้มเกินคุ้ม

กองกลางก็เช่นกันหมดจากยุคเรืองรองของมาร์ก โอเวอร์มาร์ส,เอ็มมานูเอล เปอตีต์,ปาทริค วิเอร่า และเฟรดริก ยุงเบิร์ก แดนกลางอาร์เซนอลก็ถ่ายเลือดและเปลี่ยนหน้าตาไปหลายครั้งหลายคราจนตอนนี้ก็ได้สูตรผสมที่ลงตัวอย่าง ซามีร์ นาสรี่,เชสก์ ฟาเบรกาส,เดนิลสัน และธีโอ วัลคอตต์ ซึ่งแม้ยังบลัดชุดนี้จะยังไม่ประสบความ สำเร็จแบบเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ Potential หรือศักยภาพที่จะไปถึงจุดนั้นหากมอง แบบไม่มีอคติคงต้องยอมรับว่าขุนพล ชุดนี้มีคุณภาพพอแน่นอนที่จะพาทีมเป็น แชมป์รายการใหญ่อย่างพรีเมียร์ชิพ,แชมเปี้ยนส์ลีก หรือเอฟเอ คัพ เพียงแต่ต้องรักษาสมาธิและความสม่ำเสมอ ให้คงเส้นคงวามากกว่าที่เป็นที่อยู่

ขณะที่รายการคาร์ลิ่ง คัพหรือถ้วย "มิกกี้เมาส์" ของทีมใหญ่และเป็นถ้วยลูกเมียน้อยของทีมระดับกลาง (เนื่องจากถ้วยหลักคงเน้นเอฟเอ คัพเพราะดูมีคุณค่ามากกว่า) ทำให้บอลรายการนี้ดูเหมือนจะหมดสนุกไป โดยปริยายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ปีนี้ก็เช่นกันแม้ว่าบิ๊กโฟร์ยังอยู่กันครบในรอบ 16 ทีมสุดท้ายแต่จากที่ดูการจัดตัวในรอบที่ผ่านๆ มาคงต้องบอกว่ามีเพียงเชลซีทีมเดียว ที่ส่งผู้เล่นดูเหมือนจะเน้นหน่อยกับบอลรายการนี้ หลังบิ๊กฟิล สโคลารี่ประกาศเสียงดังฟังชัดว่าขอกวาดทุกถ้วยที่ลงเตะ

"ปิศาจแดง" แมนฯยูไนเต็ดนั้นเกือบเอาตัวไม่รอดในการลงเล่นกับ "ทหารเสือราชินี" ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์อดีตทีมดังชนะหืดจับได้เพียง 1-0 จากลูกจุดโทษในนาทีที่ 76 ของคาร์ลอส เตเบซ

ขณะที่อาร์เซนอลในถ้วยใบนี้อาร์แซน เวนเกอร์ผู้หลงรักเด็กหนุ่มเป็นชีวิตจิตใจ (จนคนเอาไปแซวว่าเป็นเกย์จากท่าทางที่นุ่มนวลและสุภาพผิดผู้ชาย^^)

ก็ยืนหยัดนโยบายเดิมด้วยการจัดเด็กนรก ชุดนี้ลงสนามอย่างต่อเนื่องเช่นเคยหลัง จากรอบที่แล้วโชว์ผลงานอลังการงานสร้างยิงทีม"ดาบคู่" เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดไป 6-0
เกมนี้เด็กยังกันส์ได้ลงเล่นในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมซึ่งจุผู้ชมได้กว่า 60,000 ที่นั่งก็ไม่มีอาการลนลานหรือ "ตื่นคน" ให้เห็นแม้แต่น้อย นับเป็นเรื่องแปลกแต่จริงครับที่เด็กดาวรุ่งบางคนอย่างแจ็ค วิลเชียร์ (16 ขวบ) หรือแอร่อน แรมซีย์ (17 ขวบ) กลับเล่นได้นิ่งกว่าผู้ใหญ่หลายคนในพรีเมียร์ชิพเสียอีก

ผมจำได้ว่าสมัยตัวเองอายุ 16-17 เท่าสองคนนี้แข่งบอลกีฬาสีในโรงเรียนพอเข้ารอบลึก ๆ แต่ละทีนั้น ทั้งสั่น เขิน เกร็ง เดินไปฉี่สองสามรอบได้ก่อนจะลงสนามแต่ ละทีทั้งที่คนดูก็ไม่ได้เยอะอะไรเลยหากเทียบกับสนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม! : p

ฉะนั้นจึงขอซูฮกความนิ่งเกินพิกัดของทั้งเจ้าหนูวิลเชียร์และแรมซีย์จริงๆครับ ที่นอกจากจะดูไม่ประหม่าแล้วยังผลิตผลงานได้แหล่มสุด ๆ โดยเฉพาะรายแรกแจ็ค วิลเชียร์ที่หลายคนนำเค้าไปเปรียบเทียบกับเชสก์ ฟาเบรกาสจอมทัพรุ่นพี่ในทีม เพราะมีคุณสมบัติหลายอย่างที่คล้ายคลึงกันทั้งลูกจ่ายคิลเลอร์พาสที่เด็ดขาดและ พรสวรรค์ที่ดูแววแล้วอีกไม่นานหนุ่มแจ็คดังเป็นพลุแตกแน่นอน

ขณะที่รายของคาร์ลอส เบล่าหัวหอกชาวเม็กซิกันวัย 19 ปีคงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณให้เสียเวลา เพราะแฮตทริกในเกมกับเชฟฯยูฯและลูกชิพสุดงามในเกมนี้น่าตอกย้ำให้เวนเกอร์ เห็นชัดเจนครับว่าหมอนี่พร้อมแล้วที่ก้าวขึ้นไปเป็น "ไพ่เด็ด" ให้แนวรุกอาร์เซนอลหากว่าวันไหนเกมรุกตื้อไป หรือต้องการมิติใหม่ในแนวรุกเพราะสไตล์หมอนี่ออกแนวโฮเซ่ เรเยสที่ยืนได้ทั้งทางริมเส้นหรือจะโยกไปยืนหน้าเป้าก็ไม่น่าเกลียด

สกอร์ไลน์ 3-0 ที่สอนบอลผู้ใหญ่อย่างวีแกนไปในเกมนี้นอกจากจะทำให้พวกเค้าถูกยกให้เป็นตัวเต็งแชมป์คาร์ลิ่ง คัพรองจากเชลซีในปีนี้ไปอย่างไร้ข้อกังขาแล้ว ยังมีสัญญาณดีๆหลายอย่างว่าปีนี้เราอาจได้เห็นผลผลิตของเด็กนรกชุดนี้ก้าว ขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมอย่างที่เดนิลสัน มิดฟิลด์ชาวแซมบ้าทำสำเร็จในซีซั่นนี้ก็เป็นได้

นี่ล่าสุดโทมัส โรซิคกี้เพิ่งจะผ่าตัดไปอีกรอบและคงต้องพักยาวไปอีกสักระยะ เอดูอาร์โด้ ดา ซิลวาก็ยังต้องใช้เวลาเรียกความฟิตกลับมา หรือหากอาร์เซนอลเกิดทะลึ่งมีตัวเจ็บหรือแบนเพิ่มขึ้นมาในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน

เมื่อถึงเวลานั้นหากเวนเกอร์ยังรักษาอุดมการณ์ของตัวเองด้วยการไม่ซื้อใครเข้ามาเสริมในช่วงปีใหม่นี้ เราก็จะได้เห็นกันละครับว่าแข้งยังกันส์ชุดนี้จะตอบแทนความไว้เนื้อเชื่อใจที่ "ป๋าดัน" ของพวกเค้ามอบให้ได้มากน้อยขนาดไหน...

Wednesday, 12 November 2008

เบนท์จะพาไก่กะต๊ากเหนือหงส์!


หลังย้ายจากชาร์ลตันมาสเปอร์สด้วยค่าตัว แพงระยิบกว่า 16.5 ล้านปอนด์ ในที่สุดดาร์เรน เบนท์ก็เริ่มตอบแทน "ความคุ้มค่า" ให้แฟนบอลไก่เดือยทองได้มีรอยยิ้ม กันบ้างแล้วนะครับ
หลายคนอาจมองว่าเครื่อง ร้อนช้าไปรึเปล่า ? แต่ตอนนี้ผมขอเลือก คิดตามทฤษฎีของการหมักเหล้า ที่ว่าถ้าคุณอยากได้เหล้ารสดีและ กลมกล่อมก็ต้องบ่ม กันนานหน่อย... ฉันใดก็ฉันนั้นถ้าอยากได้ไก่ดำรสชาติเยี่ยมยิ่งอร่อยเหาะ แบบเบนท์มันก็ต้องรอกันเป็นธรรมดาถูกมั้ยครับ ?!! ^^

จำได้ว่าครั้งนึงพงศาวดารลูกหนังอังกฤษก็เคยมีแอนดี้ โคลเป็นต้นตำหรับ "สากกระเบือ" จอมถล่มประตูที่แฟนบอลเห็นแล้วเป็น ร้องยี้เพราะเฮียแกมักจะยิงนกตกปลาเป็นว่าเล่น

แต่โคลก็เป็นราชันแห่งสากที่มีผลงานการยิงประตูถึง 187 ประตู ในลีกเป็นอันดับสองของสถิติยิงประตูตลอดกาลของพรีเมียร์ชิพ เป็นรองก็แค่ดาวยิงค้างฟ้าอย่างอลัน เชียเรอร์ที่สอยไปทั้งสิ้น 261 ประตู เท่านั้น

วันนี้ "คิงโคล" ในวัย 37 ปี ได้ยุติเส้นทางการเป็น สากเลี่ยมทองอย่างเป็นทางการแล้วหลัง ประกาศแขวนสตั๊ดเลิกเล่นหลังโดนโคลิน คัลเดอร์วูด (อดีตกองหลังของสเปอร์ส) ผู้จัดการทีมน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ขอยกเลิกสัญญาแบบหักดิบไปเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

การจบอาชีพค้าแข้งแบบไม่ค่อยสวยหรูของโคลอ่านแล้วก็รู้สึกเห็นใจ+เสียดายไม่น้อยครับ ที่จากนี้อดีตฮีโร่ของทีมปิศาจแดงจะไม่ได้ลงวาดลวดลายและเรียกเสียงฮาจากแฟนๆ อีกต่อไปแล้ว
บรรทัดนี้ก็ขอขอบคุณ +สั่งลา "คิงโคล" จากใจจริงนะครับที่อยู่เป็นสีสันของวงการฟุตบอลอังกฤษมาอย่างยาวนาน

ทีนี้เมื่อเจ้าพ่อแห่งสถาบันสากเลี่ยมทองได้อำลาวงการไป ผมมองดูแล้วทายาทอสูรที่เหมาะสม ทั้งเรื่องสีผิวและสไตล์การเล่นที่คล้ายคลึงก็มีแต่กระทาชายนามว่า ดาร์เรน เบนท์เท่านั้นครับที่สมควรจะได้รับตำแหน่งที่ว่านี้ไปครอง การยืนหาตำแหน่ง, สัญชาตญาณในกรอบเขตโทษรวมถึงความไวคือ สิ่งที่เบนท์และคิงโคลมีซ่อนอยู่ในตัวเหมือนๆ กัน

หากแต่ว่าเมื่อไรก็ตามที่ทั้งคู่ขาดการสนับสนุนที่ดีจากผู้จัดการทีม สองคนนี้ก็จะเป็นแค่สากกระเบือไร้ค่าที่เหมาะแก่การตำน้ำพริกกินเท่านั้น ฉะนั้น "ศักยภาพ" ที่มีอยู่ในตัว กุนซือที่เก่งและเจ๋งจริงเท่านั้นครับที่จะดึงมันออกมาใช้ได้ แฮร์รี่ เรดแนปป์และเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันคือสองคนที่ว่า...เพราะมอบความไว้วางใจ ให้เบนท์และโคลโดยไม่สนว่าคนอื่นจะคิดยังไง

สมัยที่ฆวนเด้ รามอสยังอยู่เบนท์เป็นเพียง หัวหอกตัวเลือกอันดับสุดท้ายรองจาก ดิมี่ เบอร์บาตอฟ,ร็อบบี้ คีน และเจอร์เมน เดโฟมาโดยตลอด จนกระทั่งสามรายข้างต้นย้ายออกไป ฆวนเด้ รามอสก็ไม่เคยที่จะแสดงความเชื่อมั่นในตัว "ไก่ดำ" รายนี้แต่อย่างใดเพราะกุนซือเลือดสเปนพยายามอย่างหนักในการหาหัวหอกมีระดับมาทดแทน การขาดหายไปราวว่าเบนท์ไม่ดีพอในตำแหน่งนี้

เมื่อตัวผู้จัดการทีมเองยังไม่ได้มั่นใจใน ตัวลูกทีมและ เข็นลงสนามไปเพียงเพราะไม่มีทางเลือกอื่น ผลงานและความมั่นใจของนักเตะมันก็ชัดเจนอย่างที่เราเห็นนะ ครับว่าเบนท์ช่วงต้นฤดูกาลเล่น ได้ซังกะตายดูไร้พิษสงสิ้นดี

กลับกันเมื่อเรดแนปป์เข้ามา ฟอร์มการถล่มประตูของเบนท์และสเปอร์สกลับ พุ่งดิ่งขึ้นเป็นเส้นขนานไปพร้อมกันได้อย่างน่าแปลกใจ ล่าสุดการสอยไปทั้งสิ้น 11 ประตู ทุกรายการทำให้หลายฝ่ายเริ่มกลับมาพูดเรื่องความเป็นไปได้ของเบนท์กับทีมชาติอังกฤษอีกครั้ง

ครับ เกมคาร์ลิ่ง คัพรอบ 4 ที่สเปอร์สจะลงดวลกับลิเวอร์พูลคืนนี้เป็นครั้งที่สองในรอบไม่ถึงสองอาทิตย์ ฟาบิโอ คาเปลโล่จะเข้ามานั่งชมเกมด้วยเพื่อดูฟอร์มของนักเตะ สัญชาติอังกฤษในทีมไก่เดือยทอง ที่ตุนเอาไว้หลายหน่อ ทั้งเดวิด เบนท์ลีย์, โจนาธาน วู้ดเกต, ทอม ฮัดเดิลสตัน, เจอร์เมน จีนาส และแอร่อน เลนน่อน เพื่อทำการคัดตัวครั้งสุดท้ายก่อนการประกาศรายชื่อ ที่จะลงเตะนัดกระชับมิตร กับเยอรมนีในวันพุธหน้า (19 พ.ย.)

สำหรับความเห็นของผมก่อนเกมคืนนี้ สเปอร์สซึ่งมีศักดิ์เป็นแชมป์เก่า อยู่คงจัดตัวผู้เล่นชุดใหญ่ลงแบบเต็มสูบ + พวกแข้งดีกรีทีมชาติอังกฤษคงต้อง พยายามโชว์ฟอร์มให้ดีเพื่อโอกาสลุ้นติดทีมชาติ
ตรงกันข้ามกับฝั่งหงส์แดงที่มีข่าวว่า อาจจะพักสตีเฟ่น เจอร์ราร์ดและอาจยังไม่เสี่ยงให้เฟร์นานโด ตอร์เรสลงสนามซึ่งนั้นจะทำให้ทีมเยือนอ่อนยวบไปเยอะ

ซึ่งหากข่าวที่ออกมา ชัวร์ไม่มั่วนิ่ม คืนนี้แฟนไก่เตรียมเฮดังๆ ได้เลยครับ!

Sunday, 9 November 2008

เกาะขอบสนามเกมอาร์เซนอล-แมนฯยูฯ : กับอีกวันที่เวนเกอร์ชนะเสียงวิจารณ์จาก‘สื่อ’



วันเสาร์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปชม ‘บิ๊กเกม’อย่างอาร์เซนอล VS แมนฯยูไนเต็ดถึงสนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมมาครับ : )

จะว่าไปแล้วเกมนี้ถือเป็นGame of the seasonกลายๆเลยก็คงไม่ผิดเพราะหากอาร์เซนอลเกิดพลาดพลั้งเสียทีต่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในบ้านตัวเองครั้งนี้ พวกเค้าอาจจะหลุดจากวงโคจรการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ชิพตั้งแต่ไก่โห่เลยก็เป็นได้

ก่อนเกมนี้อย่างที่ทราบกันว่าพลพรรคปืนโตกำลังพบเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากและกดดันสุดๆหลังจากควานหาชัยชนะไม่เจอมา3นัดติด...ความเชื่อมั่นทั้งจากสื่อและแฟนบอลที่มีต่ออาร์เซน เวนเกอร์เริ่มมีเสียงวิจารณ์เล็ดลอดออกมาให้เราเห็นกันบ้างตามหน้าหนังสือพิมพ์หรืออินเตอร์เนต

ทั้งเรื่องสไตล์บอลที่สวยงามแต่ขาดความหนักหน่วง อาการจิตตกของเวนเกอร์ที่ออกมาคอมเมนท์เรื่องนักเตะทีมอื่นจ้องจะทำร้ายลูกทีมของเค้าอย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์กับโทนี่ พูลิสกุนซือสโต๊คหรือนโยบาย‘อยู่แบบพอเพียง’ของเวนเกอร์ที่เน้นการปั้นดาวรุ่งไม่ค่อยจะทุ่มเงินซื้อความสำเร็จสักเท่าไรจนหลายคนรวมทั้งผมเองเริ่มมองเห็นสัญญานอันตรายเกรงว่าอาร์เซนอลจะไปไม่ถึงฝั่งฝาอีกครั้งนึงในปีนี้

ก่อนเกมนี้กับแมนฯยูไนเต็ดหลายฝ่ายเชื่อว่าอย่างเก่งอาร์เซนอลคงทำได้แค่เสมอเนื่องจากจากการขาดหายไปของตัวหลักอย่างเอ็มมานูเอล อเดบายอร์ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่สองกองหน้าตัวความหวังของทีม ส่วนพวก ซิลแวสต์, กัลลาส, ซานญ่าและธีโอ วัลค็อตต์ก็ต้องรอทดสอบความฟิตกันจนถึงนาทีสุดท้ายก่อนจะโชคดีมีโอกาสได้ลงสนาม
เกมนี้อาร์เซนอลลงเล่นแบบในระบบ 4-5-1ห้อยกองหน้าร่างโย่งอย่างนิคลาส เบนด์ทเนอร์ไว้เป็นหน้าเป้าเพียงคนเดียวโดยกองกลางตัวกลางยืนเป็นสามเหลี่ยมไดมอนด์มีเชสก์ ฟาเบรกาสและอาบู ดิอาบี้ยืนสูงหน่อยและให้เดนิลสันยืนเป็นโฮลดิ้งมิดฟิลด์อยู่หน้าแบ็คโฟร์คอยทำหน้าที่เชื่อมเกมจากหน้าไปหลัง

ขณะที่ทีมเยือนอย่างแมนฯยูไนเต็ดความมั่นใจกำลังดีมีสามตัวรุกอย่างดิมี่ เบอร์บาตอฟ, เวยน์ รูนี่ย์และคริสติอาโน่ โรนัลโด้ เป็นตัวชูโรงเช่นเคย

เกมเริ่มต้นด้วยความสูสีและเปิดเกมรุกใส่กันแบบไม่มีกั๊กสมเป็นกับการรอคอยของหลายๆคนครับแมนฯยูไนเต็ดเกมนี้โอกาสนั้นมีจะแจ้งอยู่สองสามถึงครั้งที่ควรจะเป็นประตูแต่ก็ทำกันไม่ได้ นัยว่าสวรรค์จะยังไม่ต้องการให้อาร์เซนอลหลุดจากโอกาสลุ้นแชมป์...

เวยน์ รูนีย์ที่ก่อนหน้านี้ยิงเป็นหายเกมนี้ดูเหมือนลืมพกเรดาห์ไว้ที่รองเท้าขนาดได้โอกาสยิงโล่งในกรอบเขตโทษกลับซัดข้ามคาน ขณะที่โรนัลโด้ที่เกมนี้ดูค่อนข้างเงียบได้โอกาสจากการครอสบอลของปาร์ค จี ซุงก็อัดหลุดกรอบหน้าตาเฉย

หรือจังหวะที่กาแอล คลิชี่แฮนด์บอลค่อนข้างชัดเจน กรรมการในเกมนี้อย่างฮาวเวิร์ด เว็บบ์ก็ดันโดนบังมองไม่เห็นเสียอย่างนั้น !?

นั้นคือความผิดพลาดในแนวรุกของแมนฯยูฯที่เกมนี้ขาดความเฉียบคมไปพอสมควร ขณะที่เกมรับการใส่ชื่อแกรี่ เนวิลล์กัปตันทีมในตำแหน่งแบ็คขวาดูตามไลน์อัพ + ชื่อเสียงเก่าๆที่สะสมมาถือว่าดูดีทีเดียว ผิดกับ ‘เรื่องจริง’ที่เกิดขึ้นในเกมนี้ การโดนซามีร์ นาสรี่ปีกซ้ายเจ้าบ้านที่คล่องและไวกว่าเยอะพาทัวร์และหลอกล่อจนเสียผู้ใหญ่ไปหลายครั้งหลายหนทีเดียวในเกม

สุดท้ายเฟอร์กี้คงทนไม่ได้เพราะโดนบุกทางขวาเยอะเหลือเกินจึงจัดการถอดลูกรักกัปตันทีมออกแล้วใส่เลือดใหม่อนาคตไหลอย่างราฟาเอล ดา ซิลวาลงไปแทนซึ่งจากนั้นเกมฝั่งขวาของแมนฯยูฯดูคึกคักขึ้นเยอะและสุดท้ายก็ยิงประตูตีไข่แตกให้ทีมได้ด้วยในช่วงนาทีสุดท้ายของเกม

ประตูนี้ของราฟาเอลตอกย้ำชัดเจนครับว่าวันเวลาของเนวิลล์ในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดได้เริ่มนับถอยหลังอย่างเป็นทางการแล้ว...

กลับมาพูดถึงอาร์เซนอลผู้ชนะในเกมนี้กันต่อ จริงอยู่ที่เกมนี้พวกเค้าสามารถตอบโจทย์ข้อสงสัยที่ว่าพวกเค้ามีดีพอหรือยังสำหรับการลุ้นแชมป์ในปีนี้ได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจนด้วยการปราบยอดทีมอย่างแมนฯยูไนเต็ดได้สำเร็จทั้งที่สภาพทีมพิกลพิการแบบนี้ก็ขอชื่นชม‘ทีเด็ด’ของซามีร์ นาสรี่ซึ่เทพจริงๆเกมนี้กดไป2ตุงดูแล้วเพลินตาคล้ายโรแบร์ ปิแรสผสมกับอเล็กซ์ คเล็บชะมัด !

อย่างไรก็ดีเกมนี้คู่แข่งของพวกเค้าไม่ได้เปิดตำรามหาอุตเนื่องจากทีมผีแดงเป็นทีมที่เน้นเกมรุกเหมือนๆกัน อีกทั้งไมเคิ่ล คาร์ริค แอนเดอร์สันก็เป็นนักบอลประเภทชั้นเชิงและไม่ใช่ตัวตัดเกมโดยธรรมชาติ เกมจึงค่อนข้างเปิดและเข้าทางอาร์เซนอล

แต่ถ้าวันใดที่พวกเค้าต้องเจอทีมที่บ้าพลังหรือเล่นบอลเข้าถึงลูกถึงคนและเน้นตั้งรับซิครับผมยังเป็นห่วงอาร์เซนอลชุดนี้อยู่ไม่น้อยว่าจะทำแต้มหลุดมืออีกรึเปล่า ?

เอาละครับไม่อยากวิจารณ์มากเดี๋ยวต้องรอดูกันต่อไปดีกว่าว่าพวกเค้าจะตอบโจทย์ตรงนี้ของผมได้มั้ย เอาเป็นว่าเกมนี้เก็บ3คะแนนเต็มได้และยังรักษาโอกาสลุ้นแชมป์อยู่เมื่อห่างจากลิเวอร์พูลจ่าฝูงอยู่6คะแนนเช่นเดิมก็ถือว่าทำผลงานได้เข้าเป้าของเวนเกอร์แล้วในเกมนี้เพราะชนะทั้งแมนฯยูฯของเฟอร์กี้และกลบเสียงวิจารณ์จากสื่ออังกฤษที่กำลังจ้องจะเล่นงานได้สำเร็จ...

Friday, 7 November 2008

อาร์แซน เวนเกอร์...เมื่อนโยบายกลับมาทำร้ายตัวเอง

พิลึกดีครับที่จู่ๆสี่อรหันต์ "บิ๊กโฟร์" ก็พร้อมใจกันไม่ชนะโดยมิได้นัดหมาย ในศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อคืนวันอังคารและพุธที่ผ่านมา... เชลซีฟอร์มในลีกอย่างเทพหยิ่งทะนง เกินไปจึงพ่ายต่อโรม่าที่ความมุ่งมั่นสูงกว่าไป 3-1 ลิเวอร์พูลไม่แพ้อย่างเหลือเชื่อหลังได้จุดโทษ กังขา + ตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งว่าการขาดเฟร์นานโด ตอร์เรสไปเหมือนขาดใจ

ส่วนคู่ดึกวันพุธที่ผ่านมาอาร์เซนอลและ แมนฯยูไนเต็ด ที่ทรงก่อนแข่งดูแล้วเหนือกว่าคู่แข่ง ค่อนข้างเยอะ แต่พอเอาเข้าจริงต่างก็ทำได้แค่เสมอ

อาร์เซนอลอาจดูว่าขาด "เทพีแห่งโชค" ที่โหมบุกตามสไตล์เกือบทั้งเกมแต่โดน "ทีเด็ด" ชายชื่อโวลคาน เดมิเรลนายทวารด่านสุดท้ายของเฟเนอร์บาห์เช่ ซึ่งเกมนี้ผีตุ๊กแกเข้าสิงห์เซฟเหนียวแน่นหนึบ ได้อีกจนช่วงท้ายเกมแข้งปืนโตถึงกับโนไอเดียที่จะเจาะไข่แดงผู้มาเยือน

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ของกลุ่ม G นั้นลูกทีมของอาร์แซน เวนเกอร์ยังถือว่าอุ่นใจได้เมื่อยังคงเป็นจ่าฝูงอยู่แข่ง 4 นัดมี 8 แต้มทิ้งช่องว่างกับทีมอันดับสองอย่างเอฟซี ปอร์โต้อยู่ 2 คะแนน และอีก2นัดที่เหลือ (เจอดินาโม เคียฟและปอร์โต้) ต้องการชนะอีกเพียงนัดเดียวก็จะการันตีการเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแน่นอนแล้ว
แต่สิ่งนึงที่น่าหนักใจแทนเวนเกอร์และ แฟนอาร์เซนอลก็คือการที่ทีมไม่ชนะมา 3 นัดติดซึ่งแน่นอนว่าตรงนี้จะย่อมส่งผลกับสภาพจิตใจของนักเตะแน่นอน

เกมกับสเปอร์สนำอยู่ 4-2 จนจะจบเกมอยู่แล้วสุดท้ายเสมอไป4-4เพราะแนวรับสมาธิหลุด เกมถัดมาเจอสโต๊คเช่นเคยปัญหาอยู่ที่แนวรับไม่สามารถรับมือกับ "ลูกทุ่มปลิดวิญญาณ" ของรอรี่ ดีแลปได้จึงพ่ายไปแบบช็อกโลก 1-2 โดยจบเกมก็อ้างซ้ายอ้างขวาว่านักเตะ โดนจ้องจะเล่นงานอยู่เรื่อยจนภายหลังกลายเป็น "ประเด็น" ลุกลามใหญ่โต ล่าสุดทำได้แค่เสมอก็อ้างเรื่อง "ความสด" ของนักเตะที่ต้องตรากตรำลงบรรเลงแข้ง 3 เกมในรอบ 7 วัน...

เวนเกอร์กำลังจิตตก? ครับ ผมกำลังมองว่าทัศนคติของขงเบ้งเลือด น้ำหอมช่วงนี้มองอะไรก็ดูเลวร้ายและ "เนกาทีฟ" เกินไปหน่อยเนื่องจากทีมอื่นที่เค้าลงเตะกัน ก็ไม่เห็นจะบ่นอุบอิบเหมือนอาร์เซนอล

เชลซีแพ้ก็จริงแต่สโคลารี่โทษความผิดพลาดนักเตะตัวเอง ราฟา เบนิเตซก็ไม่ได้โวยวายซ้ำยังบอกพอใจกับหนึ่งคะแนน ขณะที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันซ์ช่วงนี้ชิลมากเอ่ยปากชมสปิริต ของลูกทีมที่ไม่ย่อท้อไล่ตีเสมอเซลติกในช่วงท้ายเกมได้

จะเห็นได้ว่าสามบรมกุนซือข้างต้นไม่ได้โทษ "ปัจจัยภายนอก" มากนัก

ขณะที่เวนเกอร์อ้างเรื่องกรรมการไม่แฟร์ กับอาร์เซนอลหรือโปรแกรมเตะถี่ยิบทำให้นักเตะไม่สด ผมเองมองว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากนโยบาย "ปั้นดินให้เป็นดาว" และไม่ยอมเสริมทีมให้พร้อมรับมือกับปัญหา ผู้เล่นบาดเจ็บ+เหนื่อยล้าระหว่างซีซั่น ได้ย้อนกลับมาทำร้ายพวกเค้าเองไม่ใช่หรอ ?

ผมจำได้ว่าบอร์ดบริหาร อาร์เซนอลไม่ได้ห้ามหากอาร์แซน เวนเกอร์จะซื้อนักเตะคุณภาพดี สักคนสองคนมาทำให้ทีมไม่สะดุดยามที่นักเตะ ตัวหลักต้องเจอกับอาการบาดเจ็บซึ่งเป็น เรื่องที่มิอาจหลีกพ้นอยู่แล้วในเกมฟุตบอล

หากแต่เวนเกอร์เองบางทีหัวดื้อและยึด ติดกับนโยบายของตัวเองจนเกินไป ไม่ได้มีความยืดหยุ่นไปตามโลก ฟุตบอลสมัยใหม่ที่หลายครั้งเงินก็พิสูจน์ ให้เห็นว่าสามารถซื้อความสำเร็จ ได้อย่างที่เชลซีแสดงให้เห็นไปแล้ว หรือแมนฯซิตี้กับสเปอร์สก็กำลังพยายามอัพเกรด ตัวเองให้เป็นทีมชั้นนำในลีก

ผมไม่เถียงนะครับว่านโยบายของเวนเกอร์เป็น แนวทางของทำทีมฟุตบอลในอุดมคติของใครหลายคน และจะส่งผลดีให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่ออุตสาหกรรมฟุตบอลถึงคราวต้องพบกับ ภาวะเงินฝืดในระบบที่จะเกิดขึ้นแน่นอนจากเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาเพิ่มขึ้นทุกวัน

แต่ในช่วงที่บอร์ดยังมีเงินให้ช็อปและ ถ้าอาร์เซนอลต้องการจะประสบความสำเร็จแบบเป็น "รูปธรรม" บ้างไม่ใช่เฉียดไปเฉียดมากับตำแหน่งแชมป์อยู่แบบนี้ เห็นทีเปิดตลาดเดือนมกราคมนี้เวนเกอร์ต้องลงมือทำอะไรสักอย่างแล้วละครับ

Thursday, 6 November 2008

หงส์แดง...กับอีกนัดที่โกงความตายได้สำเร็จ


ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกคืนวันอังคารที่ผ่านมา ผลงานของสองทีมใหญ่จากเกาะอังกฤษอย่างเชลซีและลิเวอร์พูลถือว่า "สอบตก" กันเรียบวุธ...


สิงห์ไฮโซโดนเผาเครื่องไป 3-1 ทั้งที่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งโชว์ฟอร์มเยี่ยมไล่อัดซันเดอร์แลนด์ไป 5-0 ส่วน "หงส์แดง" ลิเวอร์พูลโกงความตายเป็นครั้งที่เท่าไหร่จำไม่ได้แต่บอกได้คำเดียวว่าผลงานน่าผิดหวังเหลือเกิน

ลังเลอยู่สักพักว่าจะชมคู่ไหนดี เพราะเชลซีก็น่าสนใจในการออกไปเป็นทีมเยือนแต่การที่เพิ่งจะเห็นฟอร์ม พวกเค้ามาจากการไปชมเกมสดถึงขอบสนามมาเมื่อวันเสาร์ทำให้หลงคิดว่าน่าจะเก็บได้อย่างน้อย 1 คะแนนในการเจอโรม่าที่ฟอร์มบู่ได้อีกแพ้มา 5 นัดรวด และลูชาโน่ สปัลเล็ตติก็มีสภาพเป็น Dead Man Walking ไม่รู้ชะตากรรมว่าจะโดนปลดเมื่อไร

แต่ทว่าด้วยสถานการณ์ที่บีบคั้นกลับทำให้พวกเค้าโชว์ฟอร์มได้ตามมาตรฐานของตัวเองอีกครั้ง ส่วนเชลซีนัยนึงก็มองได้ว่าพวกเค้าตกเป็นเหยื่อของความประมาท ของตัวเองหลังจากพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยมก่อนเกมนี้ โดยหนึ่งวันก่อนแข่งก็มีข่าวเล็ดลอดมาจากแคมป์เชลซีว่าบิ๊กฟิล สโคลารี่มั่นใจถึงขนาดที่ว่าเชลซีจะเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ ลีกซีซั่นนี้และอยากจะขอจองโรงแรม Cavalieri Hilton ที่กรุงโรมไว้ให้ทีมล่วงหน้าเลยด้วยซ้ำ

หากเล่นได้แค่นี้...สงสัยค่าจองโรงแรมจะเสียฟรีนะครับบิ๊กฟิล!

ส่วนเกมคู่หงส์แดงปะทะทีมตราหมีที่ผมเลือกชมอยู่ทางช่อง ITV1 (ฟรีทีวีของที่นี่) บทสรุปก็ออกมาอย่างที่เห็นลิเวอร์พูลยังไม่สามารถแสดงให้ทุกคน เห็นว่าพวกเค้ามีความสม่ำเสมอในฟอร์มการเล่นสักเท่าไร บทจะเล่นดีก็ดีใจหายบทจะช็อตก็หมดไอเดียที่จะสร้างสรรค์เกมไปดื้อๆ

ยิ่งวันไหนสตีเฟ่น เจอร์ราร์ดหัวใจในแดนกลางของทีมไม่ท็อปฟอร์มผลงานโดยรวมของทีมมักจะสะดุดทันที...

เกมนี้ก็เช่นกันที่ผลงานของกัปตันทีมหงส์แดงไม่โดดเด่นเหมือนเช่นเคย ขณะที่เพื่อนรวมทีมรายอื่นๆก็ต่อบอลสั้น-ยาวผิดพลาดหลายจังหวะ วิงแบ็กทั้งสองข้างของทีมอย่างอัลบาโร่ อาร์เบลัวและฟาบิโอ ออเรลิโออย่างที่ผมเรียนไปเมื่อวานว่ายังเป็น "จุดบอด" ของทีมชุดนี้มาอย่างต่อเนื่อง รุกไม่เด่นรับก็ไม่ค่อยจะดี และขึ้นเติมเกมแบบกล้าๆกลัวๆโดยตลอดไม่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระเดิร์ค เคาท์และอัลเบิร์ต ริเอร่าสักเท่าไร
ส่วนร็อบบี้ คีนกับในบทบาทกองหน้าตัวเป้าคนเดียวก็โดดเดี่ยวเกินไปและ เก็บบอลไม่ค่อยได้เพราะโดนคู่เซ็นเตอร์อย่างหลุยส์ เปเรียและจอห์นนี่ ไฮติงก้ารุมกินโต๊ะดักทางได้ตลอด และจังหวะที่ควรจะเปลี่ยนสกอร์ให้ทีมได้ 2-3 ครั้งในเกมนี้ก็ดันไม่คมพออีก

อย่างไรก็ดีสิ่งนึงที่ต้องชมทีมหงส์แดงชุดนี้คือ "ทีมสปิริต" ที่ขยันและไม่เคยยอมแพ้จนวินาทีสุดท้ายและได้รางวัลจากความเพียร พยายามจากจุดโทษปัญหาซึ่งผมถือว่ามาร์ติน แฮนส์สันผู้ตัดสินสินในเกมนี้เป่าผิดพลาดในช็อตสำคัญหลายจังหวะทีเดียว

จังหวะก่อนหน้าที่ผู้เล่นแอต.มาดริดแฮนด์บอลในเขตโทษเห็น ๆ ซึ่งควรเป่าก็ดันพลาดมองไม่เห็น แต่จังหวะที่เข้าปะทะกันของสตีเฟ่น เจอร์ราร์ดและมาเรียโน่ เปร์เนียในจังหวะแบบ 50-50 ช่วงทดเวลานาทีสุดท้ายกลับเป่าให้เป็นจุดโทษหน้าตาเฉย!

ครับผู้เล่นแอต.มาดริดก็คงรู้อยู่เต็มอกว่าก่อนหน้านี้ตัวเองรอดตัวได้ ประโยชน์ไปแล้วครั้งนึงจึงไม่ได้โวยวายมากหลังเกม และภาพรวมทั้งหมดผลเสมอในนัดนี้ก็ถือว่าแฟร์ดีกับทั้งสองฝ่าย

แต่ไอ้ประเด็นผู้ตัดสินที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเกมฟุตบอลเนี่ยสิครับน่า จะได้รับการแก้ไขให้นำภาพช้ามาช่วยตัดสินได้แล้ว แต่เอ๊ะ หรือว่าองค์กรใหญ่อย่างฟีฟ่าหรือยูฟ่าจะมีส่วนได้เสีย ตรงจุดนี้ก็ไม่รู้นะครับถึงไม่ยอมแก้กฎให้มันโปร่งใสกว่าที่ควรเป็นเสียที...

Wednesday, 5 November 2008

สัปดาห์สำคัญของอาร์เซนอล

การเพลี่ยงพล้ำของอาร์เซนอล ต่อสโต๊คเมื่อ วันเสาร์ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นนัดที่ 3 แล้วที่แพ้ในลีก นอกจากนี้ยัง ส่งผลทำให้พวกเค้าตามหลัง 2 ทีม นำบนหัวตารางอย่างเชลซีและลิเวอร์พูลอยู่ถึง 6 คะแนน
โอกาสเป็นแชมป์ยังไม่ถึงกับหลุดลอย แต่สถานการณ์ก็ถือว่าไม่ดีนัก...


ความมั่นใจที่เคยมีเต็มเปี่ยม ได้หายไปจากทีมชุดนี้ ช่วงที่ผ่านมา ลูกหนักๆ เวลาเจอทีมสไตล์อังกฤษแท้ๆ พวกเค้ายังหาทางแก้ไม่ได้และที่สำคัญเรื่องของ สมาธิในเกมรับที่พักหลังเห็นได้ชัดเลยว่าแกว่งไปเยอะทีเดียว

สามเซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักในทีมอย่าง วิลเลี่ยม กัลลาส,โคโล่ ตูเร่หรือมิกาเอล ซิลแวสตร์ที่ผ่านมามีแค่ตูเร่คนเดียวที่พอจะสร้างความอุ่นใจให้เพื่อนร่วมทีมได้

กัลลาสนั้นฟอร์มโรยไปเยอะแม้จะสวมปลอกแขนกัปตันทีมอยู่ แต่ส่วนลึกผมเชื่อว่า ลูกทีมส่วนใหญ่หมดศรัทธาในตัวหัวหน้าทีมคนนี้ตั้งแต่จบเกมกับเบอร์มิงแฮมในซีซั่นก่อนแล้ว

ส่วนรายของซิลแวสตร์นั้นยิ่งแล้วใหญ่เพราะเจ็บออดๆ แอดๆ มาตลอดสมัยอยู่แมนฯยูฯ และก็ไม่เข้าใจครับว่าทำไมเวนเกอร์ถึงยอมแหวกคอนเซปต์ของตัวเองมาซื้อกองหลัง ที่เลยจุดพีกของตัวเองมานานแล้วอย่าง "มิก้า" แล้วปล่อยฟิลิปป์ เซนเดอรอสที่ยังพอพัฒนาได้ ( มั้ง) ไปเอซี มิลานหน้าตาเฉย ที่สำคัญเคสของซิลแวสตร์ดันซื้อ จากทีมคู่ปรับอย่างปีศาจแดงด้วยเนี่ยซิ !? นับเป็นดีลที่แปลกประหลาดจริงๆ

Squad in depth หรือตัวทดแทนในตำแหน่งเดียวกันก็ถือเป็น อีกเรื่องที่ผมเขียนถึงมาตลอดว่าเป็น "ตัวแปร" ที่สำคัญสำหรับเกมลีกที่ต้องเตะกันยาวข้ามปี ซึ่งตรงจุดนี้เชลซีและแมนฯยูไนเต็ด ดูได้เปรียบคู่แข่งทีมอื่นเยอะเพราะ พวกตัวสำรองมีให้เลือกใช้ค่อนข้างเยอะ และคุณภาพไม่ได้ต่างกันมากนัก
ผิดกับอาร์เซนอลที่เวนเกอร์ใช้นโยบาย "อยู่แบบพอเพียง" เน้นการปั้นดาวรุ่งและไม่ค่อยทุ่มซื้อนักเตะชื่อดังมาเสริมทีม

เรื่องของสไตล์บอลที่สวยงามแต่ขาดลูกหนักยาม ที่ต้องเจอทีมกรรมกรเน้นใช้ร่างกายเข้าปะทะ ก็ทำให้เด็กยังกันส์ซึ่งเทคนิคดีออกอาการแหยงก็เป็นอีกหนึ่ง "จุดอ่อน" ที่ทีมต่ำชั้นกว่าเริ่มจับทางอาร์เซนอลชุดนี้ได้
แดนกลางที่มีเชสก์ ฟาเบรกาส,เดนิลสัน,ซามีร์ นาสรี่ ล้วนเป็นนักบอลตัวเล็กชั้นเชิงดีแต่ไม่ได้เด่นในการปะทะ ขณะที่อาบู ดิอาบี้ที่สูงยาวเข่าดีคล้ายปั๊ต วิเอร่าหน่อยก็ดันไม่ใช่พวกมิดฟิลด์ฮาร์ดแมนเสียนี่ !

ครับ นั้นคือสิ่งที่มาติเยอ ฟลามินี่ทิ้ง "รอยโหว่" ให้แดนกลางอาร์เซนอลหลังจากซีซั่นก่อนมิดฟิลด์เลือด ฝรั่งเศสผู้นี้เล่นบทลูกหาบได้อย่างยอดเยี่ยม จนทำให้ฟอร์มของฟาเบรกาส พาร์ตเนอร์โดดเด่นเป็นสง่าเล่นได้อย่างอิสระไม่ต้องพะวงในเกมรับเหมือนซีซั่นนี้ที่เติมเกมรุกได้ไม่สุด

บางทีเปิดตลาดรอบนี้ เวนเกอร์อาจต้องทำอะไรสักอย่างเช่น การเสริมผู้เล่นในตำแหน่งที่ขาดอยู่มาสักรายสองราย หรือถอยมิดฟิลด์ประเภทเจนนาโร่ กัตตูโซ่มาอัดแดนกลางให้เครื่องแน่น กว่านี้อีกหน่อยพวกเค้าน่าจะดีขึ้นในเรื่องของ "ความหนัก" ที่ขาดหายไปในช่วงนี้

ในระหว่างที่ยังทำการซื้อตัว/เสริมทีมกันไม่ได้ เวนเกอร์ก็ต้องพยายามแก้ปัญหา เฉพาะหน้ากันไปก่อนซึ่งวีกนี้ถือ ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของทีมเลยก็ว่าได้เพราะมีสองเกมสำคัญ รออยู่ในการพบกับเฟเนอร์บาห์เช่ในศึก ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกคืนนี้และดวลกับแมนฯยูฯอีกสองวันถัดไป

สภาพความพร้อมในเวลานี้พวกเค้าจะไม่มีทั้งเอ็มมานูเอล อเดบายอร์, ธีโอ วัลคอตต์ และบาการี่ ซานญ่าที่ต่างก็ได้รับบาดเจ็บมาจากเกมกับสโต๊ค ส่วนโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ก็จะติดโทษแบนหลังเสียค่าโง่โดนใบแดงในเกมล่าสุด...เอดูอาร์โด้& โทมัส โรซิคกี้ก็ยังไม่กลับมา

หากอาร์แซน เวนเกอร์สามารถกระตุ้นให้ลูกทีมลืมความผิดหวังและกลับมุ่งมั่นเอาชนะเฟเนอร์บาห์เช่ได้ ก่อนเกมแมนฯยูฯก็จะมีความฮึกเหิมที่จะเอาชนะลูกทีมของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันได้
แต่หากคืนนี้ทำผลงานได้ไม่ดีวันเสาร์นี้ก็ตัวใครตัวมันนะครับแฟนปืนโต

Monday, 3 November 2008

ส่วนผสมที่ลงตัวของเชลซีจะพาทีมเถลิงแชมป์ !?

เริ่มทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ครับสำหรับฟุตบอลพรีเมียร์ชิพ หลังจากผ่านนัดที่11 ไปเป็นที่เรียบร้อย...บทสรุปสุดท้ายถึงตอนนี้ 4 ทีมบนหัวตารางก็ยังหน้าเดิมอย่างสี่อรหันต์ "บิ๊กโฟร์" ซึ่งตรงจุดนี้สะท้อนให้เห็น สัจธรรมที่ชัดเจนของลีก เมืองผู้ดีว่าการผูกขาดของ ความสำเร็จยังผลัดกันเชยชม อยู่เพียงไม่กี่ทีมเท่านั้น

อำนาจของเงินตรานั้นมีอิทธิฤทธิ์ มากทีเดียวในมุมมองของผม ความสามารถในการซื้อผู้เล่น บิ๊กเนมราคาแพงมาเสริมทีม ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างทีมใหญ่และ ทีมเล็กจริงอยู่แม้ทีม เล็กบางทีมจะสร้างปรากฏการณ์ได้บ้างเป็นครั้งคราว อย่างเช่นที่ ฮัลล์ ซิตี้และสโต๊คแสดงให้เห็นกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็น่าจะเหมือนเดิม

คือทีมเล็กประสบการณ์น้อยมักขาดความสม่ำเสมอ, ตัวหลักๆเจ็บตัวสำรองห่างชั้นทดแทนกันไม่ได้, แบกรับความกดดันที่ถาโถมเข้าทั้งจากสื่อและแฟนบอลไม่ไหว ฯลฯตรงนี้ทำให้ผมคิดว่าเมื่อถึง "ปลายทาง" ของซีซั่นมาถึง ทีมใหญ่ก็ยังจะเป็นหน้าเดิมๆไม่น่ามีการผลิกโผ

วันเสาร์ที่ผ่านมาผมมีคิวไปที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นครั้งที่สองในรอบ 7 วันหลังจากวีกก่อนได้ชมบิ๊กเกมคู่เชลซี-ลิเวอร์พูล ครั้งนั้นทีมสิงห์ไฮโซโดนเชือดคารัง เสียสถิติไม่แพ้ใครในบ้านตัวเองมา 4 ปีกว่าลงซึ่งสร้างความผิดหวังให้กองเชียร์มากทีเดียว

อย่างไรก็ดีสถิติมีไว้เพื่อถูกทำลาย และผมก็เชื่อลึกๆครับว่าเชลซีคงไม่ถึงกับ ชวดแชมป์จากการพ่ายแพ้ต่อทีมหงส์แดงเพียงแค่นัดเดียว !

เพราะล่าสุดทีมจ่าฝูงร่วมอย่างหงส์แดง ก็โชว์ความไม่สม่ำเสมอให้เห็นอีกครั้งเมื่อบุกไปโดน สเปอร์สสอย 2-1 ทั้งที่มีโอกาสปิดเกมนับครั้งไม่ถ้วนสุดท้ายต้องกลับแอนฟิลด์มือเปล่า ทำให้เกิดคำถามจากหลายฝ่ายขึ้นมาอีกครั้งว่า พวกเค้าดีพอแล้วหรือยังสำหรับตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ชิพในปีนี้ วีกก่อนเจอเชลซีเล่นอย่างเทพพอเจอสเปอร์สทีมอันดับบ๊วยของตารางแท้ๆกลับเก็บไม่ได้สักคะแนน
ส่วนอาร์เซนอลปีนี้ยิ่งแล้วใหญ่ กลางสัปดาห์นำสเปอร์ส 4-2 จนถึงนาทีที่ 87 ก่อนโดนตีเสมอไปอย่างแสบสัน เสาร์ที่ผ่านมากลับ "บ้อท่า" หมดปัญญารับมือลูกทุ่มไกลอันเป็นทีเด็ดของสโต๊คพ่ายไป 1-2 โอกาสเป็นแชมป์ถึงตอนนี้ผมกล้าพูดเลยว่า ยากมากถึงยากที่สุด
ด้านแมนฯยูไนเต็ด "แชมป์เก่า" มีทีเด็ดอยู่ที่เกมรุกสุดอันตราย คริสติอาโน่ โรนัลโด้,ดิมี่ เบอร์บาตอฟ และเวย์น รูนี่ย์เป็นตัวชูโรง ความสามารถในการจบสกอร์ของนักเตะในตำแหน่งอื่นก็ทำได้ดี เสียอยู่อย่างเดียวแนวรับที่มีจุดอ่อนให้เห็นอยู่บ้าง การเสียสามประตูให้แก่ฮัลล์ ซิตี้ทั้งที่นำมา 4-1 แสดงให้เห็นว่าเรื่องของสมาธินักเตะชุดนี้อาจยังมีปัญหา
ผิดกับเชลซีสองเกมล่าสุดที่ ยิงไป 8 ลูกไม่เสียแม้แต่ประตูเดียว!

เกมนี้บรรยากาศในสนามถือว่าครึกครื้นเหมือนเช่นเคย ผมนั่งอ่านหนังสือโปรแกรมประจำเกมใน Press room หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่เขียนเอาไว้ว่าจะพยายามไม่สนใจทีมอื่น มากนักเพราะไม่อยากกดดัน แต่จะขอโฟกัสเฉพาะผลการแข่งขันของตัวเองและ คงแนวทางการเล่นภายใต้ปรัชญา "ดูสนุกแต่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ"

จอห์น เทอร์รี่เขียนเอาไว้ในหน้า Captain's note บอกว่า Attacking quality หรือคุณภาพจากผู้เล่นในแนวรุกจะเป็นตัวชี้วัดเลยว่าปีนี้ใครจะเป็นแชมป์ซึ่งเกมนี้ หากใครได้ดูพวกเค้าเล่นก็คงเห็นพ้องตรงกันนะครับว่าเกมรุกและทีมเวิร์กนั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติเลยจริงๆ

การกลับมาเริงระบำบนฟลอร์หญ้าอีกครั้งของมิดฟิลด์พรสวรรค์อย่าง โจ โคล สร้างความแตกต่างให้ทีมมากทีเดียว เซนส์บอล การยืนตำแหน่งรวมไปถึงเทคนิคที่ทำให้ทีมได้ประตูแรก... สามประสานในแดนกลางประกอบไปด้วย จอห์น โอบี มิเกลยืนห้อยต่ำคอยสกรีนและเชื่อมเกมจากหลังไปหน้า ความแม่นยำในการผ่านบอลสั้น-ยาว+ความคิดสร้างสรรค์ในการปั้นเกมของเดโก้ เมื่อรวมกับ "ทีเด็ด" จากลูกยิงไกลและการขึ้นเติมเกมของแฟรงค์ แลมพาร์ดซึ่งมีอย่างอิสระไม่ต้องพะวงเกมรับมาก ทำให้ผมมองว่ามิดฟิลด์ของพวกเค้าในเวลานี้มีคุณภาพ ที่สุดในลีกและดูลงตัวมากเหลือเกิน

มูฟเมนต์ของนักเตะทั้ง 11 คนในสนามก็เป็นอีกจุดนึงที่ถูกเสริมเข้ามาหลังการเข้ามา กุมบังเหียนของบิ๊กฟิล สโคลารี่ หากสังเกตกันดี ๆ จะเห็นนะครับว่าการช่วยกันวิ่งโอเวอร์แลปเติมเกมในแนวรุกหรือวิ่งมา Cover พื้นที่เมื่อเพื่อนร่วมทีมหลุดตำแหน่งยามที่ต้องตั้งรับผมว่า จุดนี้เชลซีทำได้ดีเอามากๆ

แนวรับที่มีปราการเหล็กอย่างจอห์น เทอร์รี่ยืนอยู่ก็ยากเหลือเกินที่จะพลาดพลั้งเสีย ประตูง่ายๆและหาก เจทีไม่ดวงแตกบาดเจ็บยาวผมเชื่อว่า ตรงนี้แหละที่จะให้ทัพสิงห์บลูมีโอกาส เป็นแชมป์มากกว่าเพื่อน
ไม่ใช่ว่าแนวรับอีกสามทีมลุ้นแชมป์อย่าง อาร์เซนอล,แมนฯยูฯ และลิเวอร์พูลไม่เหนียวนะครับ แต่แค่ดูไม่ปึ้กเท่าเชลซีก็แค่นั้น...
อาร์เซนอลที่มีกัลลาสยืนอยู่ช่วงหลังโรยไป เยอะและผิดพลาดบ่อย ลิเวอร์พูลคู่เซ็นเตอร์เหนียวแต่แบ็กสองข้าง ผมมองแล้วยังเติมเกมไม่ดีและไม่คล่องตัวในแนวรับ ส่วนแมนฯยูฯแคนดิเดตตัวสำคัญของเชลซี...ริโอ เฟอร์ดินานด์ยังต้องพัฒนาให้ดีกว่านี้หากหวังจะเป็นที่พึ่งให้ทีมได้ เหมือนอย่างที่เทอร์รี่มีต่อเชลซี

ครับ เส้นทางยังอีกไกลก็จริงแต่นั้นคือบทสรุป ณ สถานการณ์เวลานี้ที่เชลซีนั้น "แจ่ม" และดู "ลงตัว" ที่สุดในสายตาของผม