Wednesday, 15 October 2008

ปัญหายังคงมี...แต่อังกฤษจะฟัน 3คะแนน!


3 เกม 9 คะแนน ยิงไป 11 ตุง และนำเป็นจ่าฝูงแต่เพียง ผู้เดียว... ทุกอย่างดูสวยงามเส้นทางการ ไปฟุตบอลโลก ที่แอฟริกาใต้ดูเหมือน จะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ สำหรับผลงาน การคุมทีมของฟาบิโอ คาเปลโล่กุนซือเลือดอิตาเลียน
อย่างไรก็ดีหากมองกันลึกลง ไปอย่าลืมครับว่าคาซัคสถาน เป็นแค่ทีมอันดับ 131 ในฟีฟ่าแรงกิ้งเท่านั้น และบอกได้คำเดียวว่าห้ามประมาทเป็นอันขาด หากไม่อยากต้องช้ำใจอีก เพราะอย่างที่เรารู้กัน ทีมชาติอังกฤษยามชนะ ‘สื่อมวลชน’ ต่างก็ตีข่าวสรรเสริญ เยินยอซึ่งเป็นเรื่องที่ดี
แต่บางครั้ง...ไม่ใช่สิ ผมว่าหลายต่อหลายครั้งทีเดียวที่ ‘ยก’ กันซะลอยไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง จนทำให้แฟนบอลรวมถึงนักเตะเองเกิด อาการลืมตัวหลงเข้าใจว่าข้าเจ๋งข้าแน่ที่สุด จนมองข้าม ‘ปัญหา’ ของตัวเองไป หลังจบเกมวันเสาร์ก็มัวแต่พูดถึงประเด็น ‘โห่’ โคลคล้ำ

แต่คนนึงที่ผมว่าไม่ได้หลงดีใจไปกับชัยชนะในนัดนี้และกำลังปวดกบาลกับ ‘ปัญหา’ ที่เค้ามองเห็นอยู่ ก็คือตัวของฟาบิโอ คาเปลโล่ที่จนป่านนี้ก็ยังคิดไม่ตก ว่าจะส่งทีมลงเล่นด้วยระบบไหนแน่ ระหว่าง4-3-3 ที่เจ้าตัวเชื่อมั่นนักหนาว่าจะพาอังกฤษประสบความสำเร็จได้ หรือ 4-4-2 ฟอร์เมชั่นที่อังกฤษคุ้นเคยกันมานานดี

ในเกมกับคาซัคสถานครึ่งเวลาแรกที่อังกฤษลงไปเล่นด้วยระบบ 4-3-3 เห็นกันชัดเจนว่าไม่เวิร์ก และคาเปลโล่ก็รีบถอดแกเรธ แบร์รี่ซึ่งเล่นไม่ขี้เหล่ออกไปแล้วใส่ ‘ไอ้สั้น’ ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ลงไปแทน ในตำแหน่งปีกซ้าย และเล่นในระบบ 4-4-2 ซึ่งดูดีขึ้นผิดหูผิดตาทั้งการ หุบรูนี่ย์ไปยืนตรงกลางหลังเอมิล เฮยกีย์แล้วแดนหน้าสามารถ ประสานงานกันได้ดีขึ้น

ผลลัพธ์ก็คือ ‘หมูพลิ้ว’ กดไปคนเดียวสองประตูตอกย้ำ ชัดเจนว่ารูนี่ย์เหมาะ กับตำแหน่งหน้าต่ำในทีมชาติหาใช่เล่น ด้านกว้างซึ่งเหมือนเป็นการปิดโอกาสให้เจ้าตัวยิงประตู
ปัญหาที่สองซึ่งเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อกันมานานแรมปีก็คือ การจับคู่ในแดนกลาง ระหว่างสตีเว่น เจอร์ราร์ดและแฟรงค์ แลมพาร์ดซึ่งนัดนี้ก็น่า จะประจักษ์กันไปแล้วว่ายังคงดูติดขัดและ ไม่ไหลลื่นเหมือนคู่แลมพาร์ด-แบร์รี่ในนัด กับโครเอเชียที่อังกฤษโชว์ฟอร์มเทพไล่อัดไป 4-1

ไม่มีใครเถียงว่าแลมพาร์ดและ เจอร์ราร์ดต่างก็เป็นสอง สุดยอดมิดฟิลด์ตัวกลางที่ได้รับการยอมรับว่าใครก็อยากจะมีไว้ร่วมทีม เนื่องจากครบเครื่องและเด่นในการปั้นเกมรวมไปถึงยิงประตูได้ด้วย

แต่ทว่าธรรมชาติของทั้งคู่ไม่ใช่โฮลดิ้งมิดฟิลด์ และชอบที่จะวิ่งไปข้างหน้าเติมเกมรุกทำให้ทุกครั้ง ที่ได้จับคู่กันในทีมชาติ มักจะเกิดอาการ ‘กั๊ก’ บทบาทและความรับผิดชอบที่กุนซือ คนใดเข้ามาก็ยังแก้ปัญหาที่ว่านี้ไม่ได้

ล่าสุดในการหารือกันต้นอาทิตย์ที่ผ่านมาแว่วๆ มาว่าอังกฤษจะกลับไปเล่นในระบบ 4-4-2 โดยอาจโยกเจอร์ราร์ดไปยืนทางปีกซ้ายแล้ว ให้แลมพ์&แบร์รี่จับคู่ตรงกลาง โดยมีธีโอ วัลคอตต์เป็นปีกขวาตามเดิมซึ่งก็เข้าใจนะครับว่าคาเปลโล่เสียดาย ความสามารถอันเอกอุของเจอร์ราร์ด แต่บางครั้งเพื่อประโยชน์สูงสุดของ ส่วนรวมคาเปลโล่น่าจะตัดสินอะไรให้มันเด็ดขาดไปเลย อันนี้ไม่แน่เหมือนกันว่าเจ้าตัวอาจจะคิดไว้แล้วและอาจมีเซอร์ไพรส์เลือกดรอปใครสักคนก็เป็นได้ในเกมนี้

ส่วนกรณีของวัลคอตต์กับฟอร์มที่ยังไม่นิ่งใน ทีมชาติหลังเด่นแค่ครึ่งเวลาแรกในเกมล่าสุด และเหมือนเล่นเหมือนแบกความกดดันของคนทั้งชาติเอาไว้บนบ่าหลังทำแฮตทริกได้ก็ต้อง พยายามเข้าใจครับว่าเจ้าหนูธีโอเพิ่งจะอายุ 19 ปี เท่านั้น และแฟนบอลจะคาดหวังให้เจ้าตัวโชว์ฟอร์มเทพทุกนัดคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

สรุปก็คือจุดอ่อนอังกฤษยังคงมีให้เห็นอยู่ไม่ว่าจะเป็นระบบการเล่นที่ยังไม่ลงตัว การจับคู่ของหัวขิง-แลมพ์ยังไม่ได้รับการแก้ไข กองหลังที่ไม่มีเทอร์รี่ดูหลวม ซ้ำยังจะเสียแอชลี่ย์ โคลไปอีกในเกมนี้ ฯลฯ

อย่างไรก็ดีเบลารุสยังไม่ใช่คู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อและการไม่มีอเล็กซานเดอร์ เคล็บก็น่าจะทำให้เจ้าบ้านยวบไปเยอะในแนวรุก ดังนั้นบทสรุปของผมก็คืออังกฤษจะได้ 3 คะแนนค่อนข้างแน่โดยมีข้อแม้ว่าห้ามประมาทเจ้าถิ่นเป็นอันขาดครับ

Tuesday, 14 October 2008

"โห่" เพื่อชาติไม่ผิด...แค่อย่าเกินพอดี


เบื้องหลังเกม อังกฤษ VS คาซัคสถานที่นิวเวมบลีย์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ไฮไลต์ชัยชนะอันท่วมท้นและ 3 แต้มล้ำค่าถูกบดบังด้วยประเด็น โห่ 'โคลคล้ำ'

หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างสมาคมฟุตบอลอังกฤษ(เอฟเอ) ฟาบิโอ คาเปลโล่กุนซือรวมทั้ง ริโอ เฟอร์ดินานด์กัปตันทีมในเกมนี้ต่าง ก็ออกมากางแขนปกป้องแอชลีย์ โคล รวมถึงยังประณามการกระทำ ของแฟนบอลกลุ่มเล็กๆนี้ว่าเป็นการกระทำที่ บ้าคลั่ง

จังหวะนั้นหาก ได้ชมกัน แอชลีย์ โคลก็ผิดจริงที่ดูดบอล ลงมาอย่างเทพแต่ดัน ตื่นตูมžไปเองรีบกระดกบอลเด้งดึ๋งๆ กลับไปหน้ากรอบเขตโทษตัวเองปล่อยให้ ชามบิล คุเคเยฟ วิ่งเข้าไปล่อเป้าเดวิด เจมส์โล่งๆ ทั้งที่เจ้าตัวมีชอยส์เลือก ทำได้ตั้งเยอะแยะในจังหวะนั้นเช่น ส่งบอลเรียดให้เพื่อนเล่น ต่อหรือหากไม่แน่ใจว่ามีใครวิ่งเข้าข้างหรือเปล่า ก็เคลียร์บอลทิ้งมันเองไปเลย ไม่ใช่สองจิตใจแบบนี้
จริงอยู่ว่าการ 'โห่'ใส่นักเตะทีมตัวเองนั้นดูเป็นการทำลายขวัญและ กำลังใจของนักเตะคนนั้นๆที่เป็นผู้ถูกกระทำ แต่โดยส่วนตัวถามว่าแฟนอังกฤษผิดมากมั้ยที่ทำแบบนี้... ผมมองว่าก็ผิดแต่พวกเค้าก็มีสิทธิ์ที่จะ ออกสิทธิ์ออกเสียงหากไม่พอใจไม่ใช่หรอครับ ?
อย่าลืมว่าแฟนบอลกลุ่มเล็กๆกลุ่มนี้ในสโมสรอาจเป็นแฟนบอลอาร์เซนอล ที่ยังถือโทษโกรธแค้นแบ็กผิวสี ที่หน้าเงินย้ายทีมข้ามฝากไปอยู่กับคู่แข่งอย่างเชลซีซึ่งถือเป็นอริตัวฉกาจในลอนดอน
ครั้งนึงนานมาแล้วหากยังพอจำกันได้เทพเจ้าลูกหนังของชาวอังกฤษอย่าง เดวิด เบ็คแฮม ก็เคยโดนแฟนบอลอังกฤษเกลียดขี้หน้ามาแล้วโทษฐานที่ดันไปเสียบหนักใส่ดิเอโก้ ซิเมโอเน่จนโดนใบแดงไล่ออกจากสนามและอังกฤษตกรอบฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ฝรั่งเศสไปอย่างน่าเสียดาย
ครั้งนั้นเบ็คแฮมกลายเป็น แพะรับบาปžของคนทั้งชาติจนเกือบเสียผู้เสียคน ยังดีที่ได้บรมกุนซือ อย่างเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันคอยหนุนหลัง และให้กำลังใจจนเจ้าตัวลุกขึ้นมาสู้และภายหลังก็สถาปนา ตัวเองเป็นกัปตันทีมชาติที่มุ่งมั่นและ เป็นที่รักของแฟนบอลอังกฤษจวบจนทุกวันนี้

'รักมากก็เกลียดมาก'น่าจะเป็นนิยาม ที่เหมาะสมกับแฟนบอลอังกฤษมากที่สุด หากเราย้อนกลับไปดูกรณีของ โซล แคมป์เบลที่กลายร่างจาก King of the lane กลายเป็นจูดาสžเพียงชั่วข้ามคืน หรือ เดวิด เบนท์ลีย์ก็โดนโห่จากการปฏิเสธเล่นให้ทีมชาติรุ่นยู 21 เพียงเพราะอยากพักผ่อน
อย่าลืมว่า Passion ของแฟนบอล อังกฤษแท้ๆนั้นรุนแรงมากจนน่ากลัว ผมเองหากไม่ได้มาอยู่ที่อังกฤษคงไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนี้...

ผู้คนที่นี่ สามารถนั่งจิบเบียร์คุยกัน สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับฟุตบอลได้เป็นวันๆกับคนแปลกหน้า โดยไม่มีเบื่อไม่เว้นแม้แต่กับเอเชียอย่างผมที่มาแรกๆก็แปลกใจที่นั่งดูบอล อยู่ที่ผับก็มีอิงลิชแมนรายนึงเข้ามาชวนคุย เรื่องฟุตบอลจนแทบจะไม่เป็นอันดูเกมที่ถ่ายทอดสดเพราะมัวแต่คุยกับแก

วัฒนธรรมการดูฟุตบอลที่พ่อ แม่ พี่น้อง บุคคลในครอบครัวต่างก็มีส่วนหล่อหลอมให้ชาวอังกฤษแทบทุกคนเติบโต มากับการดูฟุตบอลการตามเชียร์สโมสรทีมรัก ของตัวเองจนกลายเป็นว่าฟุตบอลอยู่ในสายเลือด หายใจเข้า-ออกเป็นฟุตบอล
ฉะนั้น ความรักที่มีต่อเกมลูกหนัง จนมันแรงกล้ากลายเป็น Passionหรือ แปลเป็นไทยได้ว่า ความรัก ความปรารถนาที่รุนแรงและแรงกล้าทำให้การแสดงออกหลายๆครั้งของแฟนบอล นั้นออกจะรุนแรงไปบ้าง เช่น การยกพวกตีกันของ ฮูลิแกนลูกหนังซึ่งหากใครได้ดูหนังเรื่อง Green Street หรือ Football Factory คงจะเข้าใจความรู้สึกที่แฟนบอลมีต่อทีมที่พวกเค้ารักได้มากขึ้นครับว่า ฟุตบอลกับไลฟ์สไตล์ที่นี่นั้นเป็นเรื่องที่ยากจะแยกออกจากกัน

เกมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมายอดแฟนบอลอังกฤษกว่า 89,107 คนในสนามน่าจะตอบคำถามเรื่อง ความรักชาติ (Patriotism) ว่ามีมากขนาดไหนได้เป็นอย่างดีเพราะแม้คู่แข่งจะมีศักดิ์เป็นแค่สมันน้อยž ที่คงไม่รอดเขี้ยวของสิงโตคำราม แต่แฟนบอลก็ยังอุตส่าห์เข้าไปชมเกมจนเกือบ เต็มสนามแบบนี้คือเรื่องที่เอฟเอและนักเตะแข้งทอง ทั้งหลายควรพึงสังวรณ์ไว้ครับว่า ถ้าไม่มีกลุ่มแฟนบอลที่รักทีมเหนียวแน่นขนาดนี้ พวกเค้าจะหาเงิน 2.5 ล้านปอนด์เข้ากระเป๋าได้ง่ายดายกว่านี้คงไม่มีแล้วในช่วงเศรษฐกิจกำลังซบเซา

ไม่ใช่แค่เฉพาะในทีมชาตินะครับ ที่สโมสรฟุตบอลอยู่ได้จริงๆ แต่แรกเดิมทีนั้นกลุ่มคนชาวบ้านเหล่านี้มิใช่หรือที่เข้ามา กำลังใจทีมในสนามอยู่ทุกอาทิตย์แต่ภายหลัง ผมรู้สึกสะเทือนใจแทนแฟนบอลท้องถิ่นครับ ที่ความสำคัญของพวกเค้าถูกลดค่าลงไป หลังองค์กรหรือสโมสรต่างก็เบนไปให้ความสำคัญ กับแฟนบอล นอกประเทศมากกว่าสืบเนื่องมาจากการที่ ฟุตบอลอังกฤษกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกในยุคตลาดเสรีแบบนี้ รายได้จากกลุ่มคนเล็กๆในประเทศจึงดูขี้ปะติ๋วไปเลยในชั่วโมงนี้
ส่วนนึงผมคิดว่า ค่าตั๋วฟุตบอลที่สูงขึ้นในแต่ละปีก็มีส่วนทำให้แฟนบอล มีอารมณ์ฉุนเฉียวง่ายขึ้นและความอดทนที่จะรอคอยต่อความสำเร็จนั้นเริ่มจะน้อยลง สวนทางกับราคาค่าตั๋ว...
อารมณ์เกลียดชัง ความเครียด ความรัก หรือ อาการผิดหวังมีเพียงเส้นบางๆกั้นอยู่ หากแต่กรณีโคลคล้ำโดนโห่นี้ ผมเชื่อนะครับว่า เกิดจากอาการผิดหวังไม่อยากเห็นทีมรักผิดพลาดง่ายๆและเสียประตูหมูหกแบบนี้ และหากแอชลีย์ โคลที่ฟอร์มกำลังฮอตสุดๆในสโมสรก้มหน้าก้มตาเล่นเพื่อเอาใจชนะใจแฟนบอลอังกฤษ อีกไม่นานเกินรอครับเค้าก็จะกลายเป็นขวัญใจมหาชนอย่างที่ครั้งนึง เดวิด เบ็คแฮมพิสูจน์กันให้เห็นไปแล้ว

'เสียงโห่' จากแฟนบอลกลุ่มเล็กๆอาจดูว่าป่าเถื่อน ไม่ให้เกียรติทีมตัวเอง แต่หาก FA มองอีกมุมนึงก็ต้องเข้าใจหัวอกแฟนบอลที่รักชาติสุดๆกลุ่มนี้ด้วยนะครับ

Friday, 10 October 2008

เคมบริดจ์ "เมืองมหาวิทยาลัยในฝัน"



"ธีม"คัดบอลโลกทีมชาติกำลังมาแรง ก็จริงแต่อังกฤษเจอคาซัคสถานซึ่งถือว่าหมูมาก ถ้าแพ้เนี่ยคาเปลโล่ลาออกได้เลย วันนี้จึงขอฉีกแนวนำคอลัมน์ London Corner มาเขียนละกันครับ

ลอนดอนคอร์เนอร์วันนี้ ขออนุญาตพาออกนอกลอนดอนหนึ่งวัน ไปเยี่ยมชมเมืองเคมบริดจ์ ‘เมืองมหาวิทยาลัย’ ผู้ผลิตอัจฉริยะมากมายให้โลกใบนี้ เช่นท่านไอแซ็ก นิวตัน นักฟิสิกส์ผู้คิดค้น ‘กฎแรงโน้มถ่วงโลก’ หรือ จอห์น ฮาร์วาร์ด ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, สหรัฐอเมริกาครั้งนึงก็เคยได้ใช้เวลาช่วงสั้นๆ บ่มเพาะความรู้ที่เมืองเล็กๆ แต่เงียบสงบแห่งนี้มาแล้ว

การเดินทางไปเมืองเคมบริดจ์นั้นไม่ยากเลยจากลอนดอนจับรถไฟที่สถานี King Crossค่าตั๋วรถไฟอยู่ประมาณ 18 ปอนด์ ใช้เวลานั่งหลับยังไม่ทันอิ่มก็ถึงแล้ว 45 นาที เท่านั้นเองใกล้มั่กๆ :)

เคมบริดจ์เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มากครับ เดินไปแป๊บเดียวก็หมดเมืองแล้ว แต่ประวัติอันยาวนานและความสวยงามเนี่ยสิครับแม้ประสบการณ์การไปเที่ยวของผมจะผ่านไปตั้งแต่ 6 เดือนที่แล้วแต่ความรู้สึกขณะที่นั่งร่ายเป็นตัวอักษรทางหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่นี้ มันยังรู้สึกเหมือนกับว่าเหมือนพึ่งกลับมายังไงยังงั้น อันนี้ไม่ได้เว่อร์นะครับต้องบอกกันก่อน

ทีเด็ดของเมืองแคมบริดจ์ที่ใช้ดึงนักท่องเที่ยวทั้งชาว อังกฤษเองและชาวต่างชาติที่เดินทางมาเยี่ยมชมนั้น นอกจากจะได้มากินบรรยากาศสบายๆ ไม่วุ่นวายเหมือนลอนดอนแล้ว ผมคิดว่า Punting Tour หรือทัวร์นั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำ รอบเมืองถือเป็นกิจกรรมสุดฮิตของเมืองนี้ครับ เพราะนอกจากจะได้ความรู้จาก Punter (คนถ่อเรือ)ที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย มารับจ็อบพาร์ตไทม์แล้วยังได้ชมตึกรามบ้านช่อง รวมทั้งมหาวิทยาลัยและคอลเลจที่มีอยู่รายล้อมเต็มไปหมด ระหว่างทาง

ที่สำคัญขอเมาท์นิดนึงว่านักศึกษาเหล่านี้ทั้งหญิงและชายสวยหล่อแทบทุกคน !! ย้ำอีกทีว่าแทบทุกคนจริงๆ โดยเฉพาะผู้หญิง (หัวงูได้อีก ฮ่า)

ระหว่างล่องเรือในแม่น้ำใช้ซึ่งเวลาประมาณ 40 นาที กว่าจะครบตามเส้นทางพันเตอร์ก็จะบรรยายประวัติความเป็นมาของเมืองคร่าวๆ ให้ได้ฟังกัน โดยสองเรื่องที่ผมจำได้แม่นเลยก็คือประวัติของการค้นพบ ‘กฎแรงโน้มถ่วง’ ของเซอร์ ไอแซ็ค นิวตัน ที่พบ ณ ต้นไม้แอปเปิ้ลในสวนทรินิตี้คอลเลจหล่นใส่ศีรษะที่แกเป็นอาจารย์อยู่ และเกิดคำถามให้ตัวเองว่าแรงโน้มถ่วงเกิดจากอะไรจนเรื่องฉงนเล็กๆ นี้ นำมาซึ่งการค้นพบอันยิ่งใหญ่ของโลกในเวลาต่อมา

อีกเรื่องที่พอจำได้ก็คือความเป็นมาของ King College ที่เคมบริดจ์ซึ่งน่าสนใจไม่น้อยครับ
ที่บ้านเราหากยังจำกันได้มีโฆษณาของซุปไก่สกัดยี่ห้อนึง (น่าจะยังมีอยู่ใช่มั้ยอันนี้ผมไม่ชัวร์)
ว่าได้ผ่านการวิจัยจากคิงคอลเลจ มาแล้วอย่างไรก็ดีจากที่ผมได้ศึกษามาและ ได้รับยืนยันแน่นอนจากปากของพันเตอร์ก็คือ King College ที่เมืองเคมบริดจ์นั้นไม่ใช่ศูนย์วิจัย อันโด่งดังที่วิจัยซุปไก่ยี่ห้อนี้แต่อย่างใด แต่ที่นี้เป็นเพียงแค่ ‘หอพัก’ ของนักศึกษา University of Cambridge ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1209 เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นอันดับสองประเทศอังกฤษ ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลก

นอกจากนี้ยังเป็นมหาวิทยาลัยที่มีผู้ได้รางวัลโนเบลสูงที่สุดในบรรดา มหาวิทยาลัยทั้งหลายในโลกด้วยหลายคนจึงมักคิดว่า King College นี้คือที่เดียวกันกับศูนย์วิจัยชื่อดังที่ลอนดอน
ส่วน King College ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องการค้นคว้าและทำการวิจัยสรรพคุณซุปไก่ที่ว่านั้นคือ King's College ภายใต้การดูแลและควบคุมของUniversity of London ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงลอนนะครับอย่าได้สับสนกัน...

ระหว่างทางล่องเรือผมก็ได้ลอดใต้สะพาน Mathematics Bridge ‘สะพานคณิตศาสตร์’ (สะพานเล็กๆในรูป)ซึ่งมีเรื่องเล่าว่าแต่แรกท่านเซอร์ไอแซ็ค นิวตันได้ออกแบบสะพานนี้ให้สร้างโดยไม่ใช้ตะปูสักตัวเดียวแต่ต่อมามีนักศึกษาคณิตศาสตร์ผู้หนึ่ง อยากรู้ว่าท่านเซอร์ออกแบบอย่างไรจึงไปถอดชิ้นส่วนสะพานออกมาศึกษา ปรากฏพอถอดออกมาแล้วต่อกลับเข้าไปแบบเดิมไม่ได้ จึงต้องใช้ตะปูตอกเพื่อให้คงเป็นสะพานเหมือนเดิม

จากนั้นมาสะพานแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า Mathematics Bridge เพื่อเป็นอนุสรณ์ของความสะเร่อของนักศึกษาคณิตศาสตร์ผู้นั้นครับ ^^

อ่ะ เล่ากันพอเป็นสังเขปนะครับสรุปว่าทริปเคมบริดจ์ของผมถือว่า ‘ตราตรึง’ อยู่ในหัวใจผมไม่เคยลืมเลือนเพราะค่อนข้างโรแมนติกโดยเฉพาะหากใครมีสาวมานั่ง ข้างกายพายเรือไปด้วยกันมันคงจะสวีตไม่น้อยเนื่องจากเราสามารถเช่าเรือพายเองได้ นอกจากนี้สภาพบ้านเรือนก็เป็นตึกศิลปะที่แม้จะเก่าแต่ก็ดูเรียบและเงียบสงบ สมกับเป็นเมืองแห่งการศึกษาจริงๆ ครับ

Thursday, 9 October 2008

เมื่อเศรษฐกิจโลก...กระทบพรีเมียร์เร็วกว่าที่คิด!


เมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนได้เขียน บทความเรื่อง XL และ AIG ที่ได้รับผลกระทบ จากวิกฤตการณ์ทางด้านการเงินครั้งใหญ่ ที่เกิดขึ้นกับสถาบันการเงินในสหรัฐ และได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่าถ้าวันนึงหน่วยธุรกิจใน อุตสาหกรรมฟุตบอลซึ่งก็คือ สโมสรฟุตบอลโดนผลกระทบเข้าไป หน่วยงานที่รับผิดชอบจะมีแนวทางอย่างไร ในการรับมือกับปัญหาที่ว่านี้

พาดหัวข่าวใหญ่ของ นสพ.ที่ประเทศอังกฤษ ‘ไฮไลต์’ ยังคงหนีไม่พ้นเรื่องนี้ครับเพราะว่าล่าสุดกอร์ดอน บราวน์นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ออกมาสั่งอุ้มธนาคารยักษ์ใหญ่ในประเทศอย่าง รอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ (RBS) และเอชบีโอเอส (HBOS) โดยอัดฉีดเงินเข้าระบบธนาคารพาณิชย์ 8.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อหยุดยั้งวิกฤติแบงก์ล้มละลาย

Credit Crunch หรือ วิกฤติสินเชื่อที่ย่ำแย่ทำให้อังกฤษต้องร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในยุโรป อย่างไอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ เบลเยียม สเปนรวมถึง "พี่ใหญ่" อย่างสหรัฐในการใช้มาตรการช่วยเหลือสถาบันการเงินเพื่อช่วยแบงก์ ขนาดใหญ่ของประเทศไว้

สำหรับคำว่า "อุ้ม" ในที่นี้ ไม่ใช่แค่ให้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลปล่อยให้ธนาคารไปเอา จัดการปัญหากันเองนะครับ แต่มันหมายถึงการที่รัฐเข้ามาดำเนินการหรือคิดง่ายๆ ก็คือยึดอำนาจกิจการแบงก์ส่วนหนึ่งให้เป็นของรัฐเพื่อที่แบงก์ จะได้กลับมาทำงานได้ตามปกติและไหลลื่น เหมือนมีผู้ปกครองคอยควบคุมความประพฤติไปในตัว

ที่ไอซ์แลนด์ก็เช่นกัน ธนาคารแลนด์สแบงกิ (Landsbanki) ซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ ถูกรัฐบาลไอซ์แลนด์เข้ามาควบคุมกิจการ เรียบร้อยและบียอร์กอล์เฟอร์ กุ๊ดมุนส์สันประธานสโมสรเวสต์แฮมซึ่ง มีศักดิ์เป็นแชร์แมนอยู่ ก็โดนปลดและเสียการควบคุมไปตามระเบียบ พร้อมกับเครื่องหมายคำถามตัวเป้งว่า อนาคตและทิศทางของขุนค้อนจะเป็นเช่นไร?

หนี้ 30 ล้านปอนด์ ที่ต้องจ่ายให้ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดจากกรณีพิพาทเรื่องของคาร์ลอส เตเบซ ที่ศาลตัดสินให้แพ้และต้องจ่ายค่าเสียหายให้ทีมดาบคู่, งบใช้จ่ายในตลาดนักเตะเดือนมกราคมที่จะมาถึง, สปอนเซอร์อย่าง XL ก็เพิ่งถอนตัว ฯลฯ

ซวยซ้ำซวยซ้อนและถือเป็นเรื่องน่าหวั่นใจแทนแฟนขุนค้อนและจิอันฟรังโก้ โซล่าอย่างแท้จริงครับ...
แล้วอุตสาหกรรมฟุตบอลต้องเจออะไรอีก จากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ ? ข่าวล่าสุดที่คาดว่าน่าจะเห็นผ่านตากันไปแล้วก็คือ เดวิด ไทรส์แมนประธานเอฟเอเผยเรื่องสุดช็อกว่าวงการลูกหนังผู้ดีติดหนี้ท่วมกว่า 3 พันล้านปอนด์ ในการประชุม "ผู้นำในวงการฟุตบอล" (Leaders in Football) ที่สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา


ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือ "ความโปร่งใส" ในการดำเนินการด้านการเงิน ที่สมาคมไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบเรื่องได้ ซึ่งน่ากลัวเหลือเกินว่าสโมสรที่มีประธาน เป็นนักลงทุนต่างชาติทั้งหลายจะทิ้งทีมไปหากจู่ เผ่นแน่บขึ้นมาสโมสรจะอยู่อย่างไร ? และไม่ล้มทั้งยืนตาม เลห์แมน บราเธอร์สยังไงไหว ?

"บรรดาธนาคารเจ้าหนี้ที่ปล่อยกู้ให้สโมสรกำลัง เจอปัญหาอย่างหนัก มันทำให้คุณไม่สามารถกำหนดชะตาของตัวเองได้ สโมสรต่างๆ จะเริ่มเห็นผลกระทบจาก (วิกฤติที่เปรียบเสมือน) พายุเฮอร์ริเคนทีละน้อย มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถเอาตัวรอด ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น" วาทะเด็ดที่หลุดจากปากเดวิด ไทรส์แมน ซึ่งตรงประเด็น และจี้ใจดำใครหลายคน โดยเฉพาะประธานสโมสรบางรายที่หวังจะเอาแต่ได้ อดีตท่านประธาน แมนฯซิตี้น่าจะเป็นตัวอย่าง ที่ชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้

สถานการณ์ในตอนนี้ หลายฝ่ายอาจยังไม่ยอมรับความจริงเช่น ริชาร์ด สคูดามอร์ ประธานบริหารของพรีเมียร์ ลีก ที่ออกมาประกาศเชื่อมั่นว่าหนี้ของสโมสรต่างๆ สามารถบริหารจัดการได้และเอฟเอทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้ยังมองว่าสโมสรจะ เป็นผู้บริหารหนี้สินเองโดยที่องค์กรอย่าง เอฟเอ หรือ พรีเมียร์ไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย

ประเด็นที่ ท่านลอร์ดไทรส์แมนออกมาพูดมุมนึงอาจจะเป็นการหาเรื่องเข้าตัว โดนคนในสมาคมเกลียดที่ปากไม่อยู่สุขที่เผยปัญหานี้ให้สื่อมวลชนทราบ ซึ่งเหมือนเป็นการลดความน่าเชื่อถือของพรีเมียร์ลีก และกระทบโปรเจกต์การลงทุนของพรีเมียร์ชิพในอนาคต (อย่างน้อยๆ ก็นายสคูดามอร์หนึ่งคนแหละที่ไม่พอใจ)
อย่างไรก็ดี ผมกลับมองว่า "ความจริง" แม้เป็นสิ่งที่ไม่น่าพิสมัย แต่ความจริงก็คือความจริงและวันนึงเราก็ต้องยอมรับมัน จะช้าจะเร็วพรีเมียร์ก็ต้องเจอเอฟเฟกต์จาก วิกฤติการณ์ด้านการเงินที่จะกระทบเศรษฐกิจทั่วโลก


องค์กรและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ก็ต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจน และอย่าแกล้งโง่หรือเพิกเฉยถึง "วิกฤติ" ที่เริ่มแสดงให้เห็นแล้วกับสโมสรฟุตบอลอย่างเช่น ลิเวอร์พูลที่ต้องเลื่อนการสร้างสนามออกไป เวสต์แฮมที่ต้องขายนักเตะก่อนซื้อเข้ามาหรือ นิวคาสเซิลที่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีนายทุนคนไหนกล้าตัดสินใจเทกโอเวอร์ต่อจากไมค์ แอชลีย์

ตอนนี้ วงการฟุตบอลอังกฤษกำลังต้องการ ใครสักคนที่ยืดอกแมน ๆ อย่างท่านลอร์ดไทรส์แมน แสดง "ความรับผิดชอบ" และเตรียมรับมือกับ "ปัญหา" นี้อย่างจริงจังครับ

Wednesday, 8 October 2008

สเปอร์สรั้งบ๊วย ใครคือ "แพะ"


จริงๆ ว่าจะเขียนเรื่องนี้ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ แต่พอดี อยากจะสรุปภาพรวมของพรีเมียร์ชิพในรอบสัปดาห์ ที่ผ่านมาก่อนที่จะลงลึกในรายละเอียดถึงความ ตกต่ำของสโมสร ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ที่ล่าสุดก็ยัง "อมบ๊วย" อย่างเหนียวแน่นหลังพ่ายคาถิ่นให้กับฮัลล์ ซิตี้ 0-1 สร้างสถิติห่วยเป็นประวัติการณ์ในรอบ 96 ปี ของสโมสร
ไก่แช่บ๊วย ไก่ห่วย หมูสนามจริงสิงห์สนามซ้อม ฯลฯ เพื่อนฝูงหลายคนที่เมืองไทยเจอผมออนไลน์ MSN ทีไรเป็นต้องกัดให้ผมต้องเจ็บช้ำน้ำใจ...ช่วงหลังๆ จึงพยายามซ่อนตัวเซตออฟไลน์เอาไว้หาก พวกมันถามก็จะบอกว่ายุ่ง (จริงๆ กลัวโดนล้อ ฮ่า)

จะว่าไปสิ่งที่พวกเพื่อนปากมอมของผมเอามาล้อ มันก็คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับทีมตราไก่แต่บางครั้งคนจิตใจกำลัง ย่ำแย่อย่าตอกย้ำได้ป่ะ !!??

ข้อมูลจาก "เทเลกราฟ" สื่อเมืองผู้ดีระบุชัดว่า 9ปีหลังสุด ทีมที่รั้งอันดับสุดท้ายหลังผ่านไป 7 นัด มีเพียงทีมเดียวที่รอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชได้ไม่ต้องร่วงตกชั้นคือ เอฟเวอร์ตันในฤดูกาล 2005/2006 นอกนั้นอีกแปดทีมอย่าง เชฟฯเว้นส์เดย์ (ปี1999) แบร๊ดฟอร์ด (2000) เลสเตอร์ (2001) เวสต์แฮม (2002) วูล์ฟแฮมป์ตัน (2004)คริสตัล พาเลซ (2005) ชาร์ลตัน (2007) และดาร์บี้ (2008) ต่างก็มีอันต้องร่วงตกชั้นไป

ยอมรับตามตรงว่าเห็นสถิติที่ว่านี้แล้วเสียวอยู่ไม่น้อย กลัวว่าทีมตราไก่ จะมีอันต้องร่วงตกชั้นลงไปหากปัญหาต่างๆ นานา ที่เกิดขึ้นยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้ง กุนซืออ่อนภาษา กองหน้าฝืดเคือง ไดเร็กเตอร์เฮงซวย นักเตะใหม่ปรับตัวไม่ได้ ฯลฯ และ ฯลฯ

‘เล่นดีรอดตัว เอ็งล้มข้ากระทืบ’ คืองานที่นักข่าวอังกฤษถนัด ดูได้จากไม่กี่เดือนก่อนที่เพิ่งเขียนเยินยอการเข้ามาของฆวนเด้ รามอสว่าเปรียบดังผู้ชุบชีวิตให้กองเชียร์สเปอร์สมีความหวังในการสถาปนาทีมให้เป็นหนึ่งใน "บิ๊กโฟร์" หลังจากเอาชนะเชลซีได้คาร์ลิ่ง คัพ รอบชิงชนะเลิศ

ถัดมาไม่ถึงครึ่งปี "สื่ออังกฤษ" เวลานี้กำลังจ้องจะเล่นงานฆวนเด้ รามอสให้มีอันต้องโดนอัปเปหิจากเก้าอี้กุนซือของทีม โทษฐานไม่สามารถพาทีมเก็บชัยชนะได้เลย โดยล่าสุดนี่ก็เอาสถิติที่ไล่มาร์ติน โยลออกไปเมื่อ 12 เดือนก่อนมารื้อฟื้นหาตะเข็บอะไรไม่ทราบ

"เดอะซัน" สื่อที่ได้ชื่อว่าปั้นน้ำเป็นตัวเก่งแต่อ่านแล้วตาโตทุกที ล่าสุดรายงานว่ารามอสซึ่งตอนนี้ได้ฉายา "ทิงเกอร์แมน 2" ต่อจากเคลาดิโอ รานิเอรี่ ได้กลายเป็น "Dead Man Walking 2" ตามรอยกุนซือยูเวนตุสทุกอย่างเด๊ะ ขณะที่ "เดลี่เมล" ก็บอกสเปอร์สคงคิดถึงโยล ที่ตอนนี้พาฮัมบวร์กนำเป็นจ่าฝูงศึกบุนเดสลีกา
ฟังแล้วสะอึกปนคล้อยตามอยากเห็น รามอสโดนเด้งอยู่ไม่น้อยเผื่อทีมจะได้ดีขึ้น จนกระทั่งได้คุยกับพี่ "บีบิ๊ว" ที่ว่าการปลดรามอสไม่ใช่ทางออกของสเปอร์สในเวลานี้ "นักเตะผิด โค้ชไม่ผิด" สั้นๆ แต่ได้ใจความดีเพราะมันหมายถึงว่า การที่ทีมตราไก่ต้องรั้งบ๊วยอยู่แบบนี้ ความผิดอยู่ที่นักเตะมากกว่าที่ไม่สามารถ สร้างผลงานที่ดีในสนามได้

จาก 7 นัดที่ผ่านมา ปัญหานึงที่ผมคิดว่าแฟนบอลสเปอร์ส หลายคนพอจะมองเห็นเหมือนกันคือ ทีมชุดนี้ยังขาดความเข้าใจในการเล่นร่วมกัน ต่างคนต่างเล่นต่างคนต่างไปและขาดการสื่อสารระหว่างเกมที่ดี
เลดลีย์ คิงคือคนที่สั่งการเพื่อนได้ดีที่สุดในทีม ก็ดันเจอปัญหาบาดเจ็บส่วนตัวรุมเร้าและไม่ฟิตพอที่จะลงช่วยทีมทุกนัด เจอร์เมน จีนัสก็ไม่ใช่ผู้นำโดยธรรมชาติและ "ติ๋ม" เกินไปกับภาระอันใหญ่หลวงนี้

ในสนาม สเปอร์สกำลังต้องการ "ผู้นำ" ที่ตะโกนแหกปากสั่งการเพื่อน กระตุ้นเพื่อนยามที่เล่นไม่ดีและวิ่งสู้ฟัดยอมตายแทนเพื่อนร่วมทีมในสีเสื้อขาวนวล ให้สมกับเป็นนักรบบนสนามหญ้า กวาดตาดูเสียดายเหลือเกินที่ไม่มีร็อบบี้ คีนอดีตรองกัปตันทีมแล้ว ขานั้นวิ่งเป็นบ้าเป็นหลังแม้จะเป็นกองหน้า

ขณะที่แข้งปัจจุบันรายอื่นๆ ก็ถือว่าใหม่เกินไปที่จะรับบทบาทนี้ หากผมเลือกได้ส่วนตัวแล้วอยากจะ ให้ตำแหน่งรองกัปตันทีมนี้แก่ เจ้าหนูเจมี่ โอฮาร่าด้วยซ้ำ เพราะเป็นสายเลือดแท้ๆ ของสโมสรและมีคาแรกเตอร์ ผู้นำมากกว่าบักโจ้ห้าหลาหลายเท่าตัวนัก

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ถือว่าละเอียดอ่อนมาก คือ "ความมั่นใจ" ของนักเตะในทีม ที่หลายครั้งบุกแทบตายแต่ยิงเค้าไม่ได้ พอนานเข้าก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ด้านจิตใจ ที่กลายเป็นไม่กล้าที่จะเล่น หรือเสี่ยงยิงเองในบางจังหวะที่ยิงเอง ได้แต่กลับเลือกมองหาเพื่อนจะจ่าย เฉกเช่น ลูก้า โมดริชในเกมล่าสุดที่มีอยู่จังหวะนึงมี จังหวะโล่งคนเดียวนอกกรอบเขตโทษ เวลาพอมีที่จะง้างยิง แต่ดันจ่าย จังหวะนี้ถ้าเป็นแฟรงค์ แลมพาร์ดหรือเจอร์ราร์ดผมเชื่อว่าทั้งคู่ลองเสี่ยงสับไกไปแล้ว เข้าไม่เข้าอีกเรื่องนึง

หลายคนอาจโยน "ขี้" ก้อนนี้ให้รามอสที่มีหน้าที่รับผิดชอบหลักในการนำทีมฝึกซ้อมและจัดแท็กติกส์+แก้เกมในสนาม บ้างก็ว่าดาเมี่ยน โคโมลี่ตังหากที่ต้องรับผิดชอบเรื่องการโยกย้ายนักเตะ ขายกองหน้าคนสำคัญออกไปแล้วหาตัวแทนที่ดีกว่าหรือการันตีประตูได้ชัวร์อย่างคีน-เบิร์บไม่ได้
จากที่เคยอยากใช้อารมณ์ตัดสิน "ปัญหา" มาตอนนี้ผมกลับมานั่งมองภาพรวมในมุมกว้างให้เป็นกลางมากขึ้น ผมเชื่อครับว่าทุกคนไม่ว่าจะเป็น ดาเนี่ยล เลวี่ประธานสโมสร ดาเมี่ยน โคโมลี่ ผอ.กีฬาหรือฆวนเด้ รามอสผู้จัดการทีมต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถแล้วและ ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับสเปอร์สซึ่งถือเป็นองค์กรของตัวเอง
"องค์กรอยู่ได้ เราก็อยู่ได้" สโมสรไปได้สวยคนกลุ่มนี้ก็มีอนาคตที่ดีร่วมไปกับองค์กรเช่นกัน ดังนั้นผมไม่อยากให้เลวี่ ด่วนไล่รามอสหรือโคโมลี่ออกเพื่อ "หาแพะ" รับบาปสักตัว
ผมอยากให้คนสามกลุ่มนี้จับเข่าคุยถึงปัญหาโดนยืนอยู่บนรากฐานของความเป็นจริง ค่อยๆแก้ไขไปทีละจุดอย่าให้กระแสกดดันจาก "สื่อ" และ "แฟนบอล" มาเป็นตัวเร่งให้ต้องหาคนผิดในเวลานี้ เพราะถึงได้โค้ชใหม่มาก็ใช่ว่าจะเสริมตัวผู้เล่นใหม่ได้ตอนนี้ อย่างน้อยๆ ต้องรอมกราคมที่จะถึงตลาดเปิดนู่นเลย
หันหน้าเข้าหากันคือทางออกที่สเปอร์สทำได้ ณ เวลานี้แฟนบอลเองก็ต้องหนุนหลังทีมให้ถึงที่สุด อย่าให้ทุกสิ่งมันเลวร้ายไปมากกว่านี้

Tuesday, 7 October 2008

London Corner : Tower of London ‘หอคอยผีสิง แห่งกรุงลอนดอน’



ดูสเปอร์ส เล่นแล้ว หมดอารมณ์จะอยู่บ้านครับ เลยชวนเพื่อนสาวชาวเกาหลี ‘โจ’ ออกไปเดินเล่นที่ Tower of London เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ช่วงนี้ การท่องเที่ยวของ กรุงลอนดอน เค้าทำ โปรโมชันสุดเก๋ ครับ คือแพ็กเกจ ‘2 For 1’ หรือ ไปสองจ่ายหนึ่ง กับสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Madame Tussauds (พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทูสโซ่ว) London Dungeon (บ้านผีสิง) London Aquarium (พิพิธภัณฑ์นธ์สัตว์น้ำ) London Zoo (สวนสัตว์) ฯลฯ รวมทั้ง Tower of London หรือ หอคอยแห่งกรุงลอนดอน ที่อยู่คู่ประเทศอังกฤษมาช้านาน และเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่ นักท่องเที่ยวทุกคน ต้องมาแวะ ถ่ายรูป หากไม่อยากได้ชื่อว่า มาไม่ถึงลอนดอน

ผมเอง ยอมควักเงิน 8 ปอนด์กว่าๆ (ราคาเต็ม 16.90 ปอนด์ แต่หารกับ โจคนละครึ่ง) กับการได้เข้าไปเยี่ยมชม ทาวเวอร์ ออฟ ลอนดอน เนื่องจากส่วนตัวเป็นคนชอบ เดินเที่ยว + หาประสบการณ์ใหม่ๆ จากที่ใหม่ๆ ให้ตัวเอง ได้รู้จัก โลกใบนี้ มากขึ้น เพราะเชื่อว่า เป็นประสบการณ์ชีวิต ที่ใครก็ไม่สามารถมาพรากจากเราได้ : ) สำหรับประวัติ พอสังเขป ของ ทาวเวอร์ ออฟ ลอนดอน นี้ ถือว่าน่ากลัวไม่ใช่เล่น เพราะหลายคนเรียกเจ้าหอคอยแห่งนี้ว่า ‘หอคอยเลือด’ หรือ ‘หอคอยผีสิง’ เนื่องจากมีประวัติ น่าสยดสยอง เกิดขึ้นมากมาย...

เดิมที หอคอยแห่งนี้ ถูกสร้างเป็นป้อมปราการเพื่อ ป้องกันกรุงลอนดอน ของกษัตริย์ วิลเลียม โดยใช้หินขนาดมหึมาสร้าง เพื่อความแข็งแรงและทนทาน โดยขุด คลองไว้รอบปราสาทที่พัก ด้วยเพื่อความปลอดภัย ยากต่อการโจมตี

ต่อมา พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ซึ่งมี มเหสีถึง 6 องค์ ก็สร้างตำนาน สยดสยองไว้เพียบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคุก และหอคอยสำหรับประหารชีวิต ที่ชื่อ (Bloody Tower) สำหรับนักโทษทางการเมือง หรือ ขุนนางกบฏ ที่หวังจะหุบอำนาจ โดย สอง มเหสี ของพระองค์ ก็ถูกประหารชีวิต ด้วย อย่างโหดเหี้ยม

ภายในหอคอย แต่ละจุด ที่ตอนนี้ ได้กลายเป็น พิพิธภัณฑ์ เปิดให้เข้าชมก็จะมีคุกใต้ดิน เครื่องมือประหาร ที่ใช้ประหารชีวิตขุนนางดังมากมาย เครื่องทรมาน แบบต่างๆ เรื่องราว ภายในห้องโถงต่างๆ ที่มีคำบรรยายไว้ละเอียดยิบ รวมถึง ชุดเกราะนักรบในสมัยก่อนของอังกฤษ ตราประจำราชวงศ์ เครื่องประดับของเจ้าหญิง โดย ‘ทีเด็ด’ ที่ดึงความสนใจของนักท่องเที่ยว ได้มากที่สุด น่าจะเป็น เพชรเม็ดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งถูกเก็บไว้ที่นี่ด้วย คือมงกุฎพระราชินี อลิซาเบธ 530 กะรัต !! (โชคไม่ดี ที่อดเก็บภาพมาฝาก เจ้าหน้าที่ห้ามถ่ายภาพ)

ผมยังแอบแซวกับโจเลยว่า ‘เราไม่ต้องเรียน + ทำงาน กันแล้วละ ถ้าได้มงกุฎนี้กลับบ้าน’
ประวัติก็ประมาณนี้ ดูรูปประกอบกันต่อ แล้วกันเนอะ...

ลูกกลม ๆ


วันอาทิตย์ที่ผ่านมาหวังไว้เต็มเหนี่ยวครับ ว่าจะได้เข้าไปชมเกม ‘คู่เอก’ เชลซี-แอสตัน วิลล่า ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังส่ง Accreditation request Form ไปที่ Press Office ของสโมสรเชลซี ตั้งแต่วันอังคาร รอแล้วรอเล่าจนถึงวันศุกร์ ในใจแอบคิด เค้าคงยืนยันการตอบรับมาว่าจะ พอมีที่นั่งเหลือให้เราหรือเปล่าใน... พอมาถึงวันเสาร์ก็ยังเงียบอีก !!

‘งานเข้า’ ผมต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ 9 โมง โทร.ไปออฟฟิศเชลซี แต่ก็ไม่มีนายหรือนางคนไหนรับสาย จึงดิ่งไปที่สโมสรหนีบเอาหลักฐานใบแฟกซ์ ไปยืนยัน นอนยันกับเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ก่อนแข่ง 2 ชั่วโมงเศษ แต่ก็ได้รับคำตอบว่า ‘ไอ ไม่ได้รับแฟกซ์ ยู’

‘หยาบ’ ศัพท์ฮิตติดปากผมหลุดออกมาเป็นภาษาไทย ไม่เข้าใจครับว่า ทำไมแค่นี้ถึงไม่บอกกันตรง ๆ เข้าใจว่า ดีมานด์ของสื่อมวลชนที่ต้องการเข้าไปชมเกมนี้นั้นสูง แต่แค่คอนเฟิร์มให้เรารู้หน่อย ไม่ได้เชียวหรือ ?
กลับมาถึงบ้านก็ออนไลน์ MSN เจอ ‘ใหม่ โมบาย’ ที่มีประสบการณ์ที่อังกฤษอยู่นาน จึงบ่นให้ฟัง และผมก็ถึงบางอ้อทันทีเมื่อแกบอกว่า ‘เชลซี มันเป็นงี้แหละเอก ไม่ค่อยคอนเฟิร์ม ต้องรีบโทร.จิกก่อนวันแข่ง วันสองวัน’ ถือเป็น ‘ประสบการณ์’ ที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับผมกับเชลซี...แต่จะพยายามมองโลกแง่ดี เพราะถือว่าเป็น ‘บทเรียน’ ไปละกัน คราวหน้าจะโทร.จิกให้สายไหม้เลยคอยดู !! ^^’

เข้าเว็บดูบอลออนไลน์ สองจิตสองใจอยู่สักพักว่าจะชมเกม เชลซี-วิลล่า หรือ แมนฯซิตี้-ลิเวอร์พูลดี เนื่องจากเป็นสองทีมหัวตารางทั้งคู่ แต่สุดท้ายเลือกชม ‘ทีมเรือสีฟ้า’ ปะทะ ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล เพราะคิดว่า เชลซีน่าจะเอาชนะวิลล่าได้ แม้จะมีตัวเจ็บหลายราย แต่ตัวสำรองอย่างที่เคยเรียนไปว่า คุณภาพ ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันมากมาย

ที่สำคัญ โครงสร้างทีมของ ‘บิ๊กฟิล’ สโคลารี่นั้น เน้น ‘ทีมเวิร์ก’ ไม่ได้พึ่งพาซูเปอร์สตาร์คนใดคนนึง เหมือนอย่างแมนฯยูฯขาดโรนัลโด้แล้วเป๋ หรือลิเวอร์พูลขาดเจอร์ราด์ด & ตอร์เรส ไม่ได้
แอสตัน วิลล่าฟอร์มดีก็จริง แต่ ‘คลาส’ และ ‘ประสบการณ์’ ของนักเตะทั้งสองทีมนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว อย่างที่มาร์ติน โอนีลยอมรับหลังเกมว่า ไม่รู้จะเอาอะไรไปสู้สิงห์ไฮโซ หากแข้งแต่ละรายบรรเลงเพลงแข้งได้สะเด่าแบบนี้

ส่วนเกม ซิตี้ฯ VS หงส์แดง ที่ ลูกทีมของ มาร์ค ฮิวจ์สออกนำไปก่อนในครึ่งแรก 2-0 แต่ตอนหลัง โดนยิงคืนสามลูกรวดแพ้ไปแบบน่าเจ็บใจนั้น คงต้องบอกว่า ‘จุดเปลี่ยน’ นึง มาจากใบแดง ของ พาโบล ซาบาเลต้า แบ็กขวาอาร์เจนไตน์ที่เสียบหนักใส่ชาบี้ อลอนโซ่แบบน่าเกลียด

เกมรุกของซิตี้นั้นดูเพลิน + สนุก นะครับ หลังจากเซ้งแข้งแซมบ้ามาหลายหน่อทั้งเอลาโน่ โจ และ โรบินโญ่ แต่แนวรับ ที่ผมยังแอบติงไปเมื่อวันเสาร์ในคอลัมน์ ‘ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่’ ว่ายังเชื่อใจไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะกัปตันทีม ริชาร์ด ดันน์ที่บทจะดีก็ดีใจหาย แต่บางเกมกลับดูเหวอ ๆ และยืนตำแหน่งผิดในหลายจังหวะ
ซึ่งตรงจุดนี้ผมว่าหากฮิวจ์สไม่ติดว่าดันน์เป็นหัวหน้าทีม บางนัดก็ควรจะให้โอกาสทาล เบน-ฮาอิม ที่อุตส่าห์ไปฉกมาจากเชลซีพิสูจน์ตัวเองดูบ้าง เพื่อเป็นการสร้างการแข่งขันภายในทีม ให้แนวรับเกิดอาการตื่นตัวมากกว่าที่เห็น

อีกคนที่ถูกลืมหลังจากการเข้ามาของโรบินโญ่ คือมาร์ติน เปตรอฟ ปีกซ้ายบัลแกเรียนที่เป็นพระเอกมาตลอดก่อนการปฏิวัติทีมในซีซั่นที่แล้ว ปีนี้บทบาท และโอกาสถูกจำกัดไปเยอะ (เพราะเจ็บ) เกมนี้ก็เช่นกัน ได้ลงมาแค่ 5 นาที และ ไม่มีเวลามากพอที่จะสร้างความแตกต่างให้เห็น

ขณะที่ขุนพลเรด แมชีน ที่โดนนำไปก่อน 0-2 แต่คัมแบ็กกลับมาเป็น ‘ผู้ชนะ’ ในเกมนี้ได้ นอกจากจะต้องชม จิตใจที่กล้าแกร่งของเหล่านักสู้ Kop Army แล้ว ก็ต้องไม่ลืม กราบขอบพระคุณหนึ่งในสุดยอดสไตรเกอร์ของลูกโลกหนังยุคนี้ อย่าง เฟร์นานโด ตอร์เรสที่ยิงเบิ้ลสองลูก และ โชว์ ‘สัญชาตญาณ’ นักล่าประตู ให้แฟนบอลได้ประจักษ์อีกครั้งว่า เค้าคือตัวจริง ไม่ว่าจะอยู่ ที่ใด ลีกไหน ก็สามารถระเบิดฟอร์มเทพได้

‘ได้อย่าง เสียอย่าง’ การได้มาซึ่ง 3 คะแนนของหงส์แดง ที่เป็นจ่าฝูงร่วมกับเชลซีในครั้งนี้ ก็ต้องเสียมาร์ติน สเคอร์เทลไป ถึงตอนนี้ ยังไม่รู้ว่าจะหนักหนาขนาดไหน และ ดาเนี่ยล แอกเกอร์ ที่โดนดองเค็มไปนาน หากได้โอกาสลงมาจะทำผลงานได้เสมอ เหมือนจอมแกร่งอย่างสเคอร์เทลรึเปล่า น่าสนใจครับ
ขณะที่พรีเมียร์คู่อื่นๆในวันอาทิตย์ เมื่อรวมกับวันเสาร์แล้ว ถือว่าพลิกความคาดหมายมากมายหลายคู่ อาร์เซนอลที่ว่าเข้าวินแน่ ๆ บุกแทบตายทำได้แค่เสมอซันเดอร์แลนด์ วีแกน ทีมฟอร์มดีโดนโบโร่ยิงเอานาทีสุดท้าย หรือ ฟูแล่ม ที่เล่นดีแต่แพ้อีกแล้ว

เอฟเวอร์ตัน เล่นในบ้านตัวเอง กลับไม่สามารถรังแกทีมที่มีปัญหามากมายอย่างนิวคาสเซิลได้ เวสต์แฮม ของจิอันฟรังโก้ โซล่าก็เช่นกัน คงหมดช่วงเวลา ‘ฮันนีมูน’ แล้ว เพราะ กล้า ๆ โดน โบลตันมาลูบคมถึงบ้าน พร้อมทั้งคำถามตัวเบ้อเริ่ม ถึงความ ‘เหนียวแน่นหนึบ’ ของ ‘คุณเขียว’ ร็อบ กรีน ที่ซองแตกซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเกมนี้

ไม่นับ สเปอร์ส ที่เสริมทีมให้วุ่นวายช่วงหน้าร้อน เจอ ‘ไอ้เสือร้าย’ ฮัลล์ ซิตี้ของฟิล บราวน์ บุกมาขย้ำคอไก่หักอนาถถึงเล้า กองเชียร์ไก่อับอายกับสถิติใหม่ ย่ำแย่ที่สุดตั้งแต่ปี 1912

วัยรุ่นเซ็ง คือคำจำกัดความที่ สรุปความรู้สึกผมได้ดีที่สุด ในเวลานี้หลังทำนายผลการแข่งขันผิดไปเพียบ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา...แต่ใจนึงก็อดปลงตกไม่ได้ กับ ‘ความไม่แน่นอน’ ของ โลกเบี้ยว ๆ ใบนี้ของเรา ที่อะไรก็เกิดขึ้นได้กับลูกกลม ๆ ที่มีชื่อว่า ‘ฟุตบอล’