Tuesday, 7 October 2008

London Corner : Tower of London ‘หอคอยผีสิง แห่งกรุงลอนดอน’



ดูสเปอร์ส เล่นแล้ว หมดอารมณ์จะอยู่บ้านครับ เลยชวนเพื่อนสาวชาวเกาหลี ‘โจ’ ออกไปเดินเล่นที่ Tower of London เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ช่วงนี้ การท่องเที่ยวของ กรุงลอนดอน เค้าทำ โปรโมชันสุดเก๋ ครับ คือแพ็กเกจ ‘2 For 1’ หรือ ไปสองจ่ายหนึ่ง กับสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Madame Tussauds (พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทูสโซ่ว) London Dungeon (บ้านผีสิง) London Aquarium (พิพิธภัณฑ์นธ์สัตว์น้ำ) London Zoo (สวนสัตว์) ฯลฯ รวมทั้ง Tower of London หรือ หอคอยแห่งกรุงลอนดอน ที่อยู่คู่ประเทศอังกฤษมาช้านาน และเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่ นักท่องเที่ยวทุกคน ต้องมาแวะ ถ่ายรูป หากไม่อยากได้ชื่อว่า มาไม่ถึงลอนดอน

ผมเอง ยอมควักเงิน 8 ปอนด์กว่าๆ (ราคาเต็ม 16.90 ปอนด์ แต่หารกับ โจคนละครึ่ง) กับการได้เข้าไปเยี่ยมชม ทาวเวอร์ ออฟ ลอนดอน เนื่องจากส่วนตัวเป็นคนชอบ เดินเที่ยว + หาประสบการณ์ใหม่ๆ จากที่ใหม่ๆ ให้ตัวเอง ได้รู้จัก โลกใบนี้ มากขึ้น เพราะเชื่อว่า เป็นประสบการณ์ชีวิต ที่ใครก็ไม่สามารถมาพรากจากเราได้ : ) สำหรับประวัติ พอสังเขป ของ ทาวเวอร์ ออฟ ลอนดอน นี้ ถือว่าน่ากลัวไม่ใช่เล่น เพราะหลายคนเรียกเจ้าหอคอยแห่งนี้ว่า ‘หอคอยเลือด’ หรือ ‘หอคอยผีสิง’ เนื่องจากมีประวัติ น่าสยดสยอง เกิดขึ้นมากมาย...

เดิมที หอคอยแห่งนี้ ถูกสร้างเป็นป้อมปราการเพื่อ ป้องกันกรุงลอนดอน ของกษัตริย์ วิลเลียม โดยใช้หินขนาดมหึมาสร้าง เพื่อความแข็งแรงและทนทาน โดยขุด คลองไว้รอบปราสาทที่พัก ด้วยเพื่อความปลอดภัย ยากต่อการโจมตี

ต่อมา พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ซึ่งมี มเหสีถึง 6 องค์ ก็สร้างตำนาน สยดสยองไว้เพียบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคุก และหอคอยสำหรับประหารชีวิต ที่ชื่อ (Bloody Tower) สำหรับนักโทษทางการเมือง หรือ ขุนนางกบฏ ที่หวังจะหุบอำนาจ โดย สอง มเหสี ของพระองค์ ก็ถูกประหารชีวิต ด้วย อย่างโหดเหี้ยม

ภายในหอคอย แต่ละจุด ที่ตอนนี้ ได้กลายเป็น พิพิธภัณฑ์ เปิดให้เข้าชมก็จะมีคุกใต้ดิน เครื่องมือประหาร ที่ใช้ประหารชีวิตขุนนางดังมากมาย เครื่องทรมาน แบบต่างๆ เรื่องราว ภายในห้องโถงต่างๆ ที่มีคำบรรยายไว้ละเอียดยิบ รวมถึง ชุดเกราะนักรบในสมัยก่อนของอังกฤษ ตราประจำราชวงศ์ เครื่องประดับของเจ้าหญิง โดย ‘ทีเด็ด’ ที่ดึงความสนใจของนักท่องเที่ยว ได้มากที่สุด น่าจะเป็น เพชรเม็ดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งถูกเก็บไว้ที่นี่ด้วย คือมงกุฎพระราชินี อลิซาเบธ 530 กะรัต !! (โชคไม่ดี ที่อดเก็บภาพมาฝาก เจ้าหน้าที่ห้ามถ่ายภาพ)

ผมยังแอบแซวกับโจเลยว่า ‘เราไม่ต้องเรียน + ทำงาน กันแล้วละ ถ้าได้มงกุฎนี้กลับบ้าน’
ประวัติก็ประมาณนี้ ดูรูปประกอบกันต่อ แล้วกันเนอะ...

ลูกกลม ๆ


วันอาทิตย์ที่ผ่านมาหวังไว้เต็มเหนี่ยวครับ ว่าจะได้เข้าไปชมเกม ‘คู่เอก’ เชลซี-แอสตัน วิลล่า ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังส่ง Accreditation request Form ไปที่ Press Office ของสโมสรเชลซี ตั้งแต่วันอังคาร รอแล้วรอเล่าจนถึงวันศุกร์ ในใจแอบคิด เค้าคงยืนยันการตอบรับมาว่าจะ พอมีที่นั่งเหลือให้เราหรือเปล่าใน... พอมาถึงวันเสาร์ก็ยังเงียบอีก !!

‘งานเข้า’ ผมต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ 9 โมง โทร.ไปออฟฟิศเชลซี แต่ก็ไม่มีนายหรือนางคนไหนรับสาย จึงดิ่งไปที่สโมสรหนีบเอาหลักฐานใบแฟกซ์ ไปยืนยัน นอนยันกับเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ก่อนแข่ง 2 ชั่วโมงเศษ แต่ก็ได้รับคำตอบว่า ‘ไอ ไม่ได้รับแฟกซ์ ยู’

‘หยาบ’ ศัพท์ฮิตติดปากผมหลุดออกมาเป็นภาษาไทย ไม่เข้าใจครับว่า ทำไมแค่นี้ถึงไม่บอกกันตรง ๆ เข้าใจว่า ดีมานด์ของสื่อมวลชนที่ต้องการเข้าไปชมเกมนี้นั้นสูง แต่แค่คอนเฟิร์มให้เรารู้หน่อย ไม่ได้เชียวหรือ ?
กลับมาถึงบ้านก็ออนไลน์ MSN เจอ ‘ใหม่ โมบาย’ ที่มีประสบการณ์ที่อังกฤษอยู่นาน จึงบ่นให้ฟัง และผมก็ถึงบางอ้อทันทีเมื่อแกบอกว่า ‘เชลซี มันเป็นงี้แหละเอก ไม่ค่อยคอนเฟิร์ม ต้องรีบโทร.จิกก่อนวันแข่ง วันสองวัน’ ถือเป็น ‘ประสบการณ์’ ที่ไม่ค่อยดีนักสำหรับผมกับเชลซี...แต่จะพยายามมองโลกแง่ดี เพราะถือว่าเป็น ‘บทเรียน’ ไปละกัน คราวหน้าจะโทร.จิกให้สายไหม้เลยคอยดู !! ^^’

เข้าเว็บดูบอลออนไลน์ สองจิตสองใจอยู่สักพักว่าจะชมเกม เชลซี-วิลล่า หรือ แมนฯซิตี้-ลิเวอร์พูลดี เนื่องจากเป็นสองทีมหัวตารางทั้งคู่ แต่สุดท้ายเลือกชม ‘ทีมเรือสีฟ้า’ ปะทะ ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล เพราะคิดว่า เชลซีน่าจะเอาชนะวิลล่าได้ แม้จะมีตัวเจ็บหลายราย แต่ตัวสำรองอย่างที่เคยเรียนไปว่า คุณภาพ ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันมากมาย

ที่สำคัญ โครงสร้างทีมของ ‘บิ๊กฟิล’ สโคลารี่นั้น เน้น ‘ทีมเวิร์ก’ ไม่ได้พึ่งพาซูเปอร์สตาร์คนใดคนนึง เหมือนอย่างแมนฯยูฯขาดโรนัลโด้แล้วเป๋ หรือลิเวอร์พูลขาดเจอร์ราด์ด & ตอร์เรส ไม่ได้
แอสตัน วิลล่าฟอร์มดีก็จริง แต่ ‘คลาส’ และ ‘ประสบการณ์’ ของนักเตะทั้งสองทีมนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว อย่างที่มาร์ติน โอนีลยอมรับหลังเกมว่า ไม่รู้จะเอาอะไรไปสู้สิงห์ไฮโซ หากแข้งแต่ละรายบรรเลงเพลงแข้งได้สะเด่าแบบนี้

ส่วนเกม ซิตี้ฯ VS หงส์แดง ที่ ลูกทีมของ มาร์ค ฮิวจ์สออกนำไปก่อนในครึ่งแรก 2-0 แต่ตอนหลัง โดนยิงคืนสามลูกรวดแพ้ไปแบบน่าเจ็บใจนั้น คงต้องบอกว่า ‘จุดเปลี่ยน’ นึง มาจากใบแดง ของ พาโบล ซาบาเลต้า แบ็กขวาอาร์เจนไตน์ที่เสียบหนักใส่ชาบี้ อลอนโซ่แบบน่าเกลียด

เกมรุกของซิตี้นั้นดูเพลิน + สนุก นะครับ หลังจากเซ้งแข้งแซมบ้ามาหลายหน่อทั้งเอลาโน่ โจ และ โรบินโญ่ แต่แนวรับ ที่ผมยังแอบติงไปเมื่อวันเสาร์ในคอลัมน์ ‘ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่’ ว่ายังเชื่อใจไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะกัปตันทีม ริชาร์ด ดันน์ที่บทจะดีก็ดีใจหาย แต่บางเกมกลับดูเหวอ ๆ และยืนตำแหน่งผิดในหลายจังหวะ
ซึ่งตรงจุดนี้ผมว่าหากฮิวจ์สไม่ติดว่าดันน์เป็นหัวหน้าทีม บางนัดก็ควรจะให้โอกาสทาล เบน-ฮาอิม ที่อุตส่าห์ไปฉกมาจากเชลซีพิสูจน์ตัวเองดูบ้าง เพื่อเป็นการสร้างการแข่งขันภายในทีม ให้แนวรับเกิดอาการตื่นตัวมากกว่าที่เห็น

อีกคนที่ถูกลืมหลังจากการเข้ามาของโรบินโญ่ คือมาร์ติน เปตรอฟ ปีกซ้ายบัลแกเรียนที่เป็นพระเอกมาตลอดก่อนการปฏิวัติทีมในซีซั่นที่แล้ว ปีนี้บทบาท และโอกาสถูกจำกัดไปเยอะ (เพราะเจ็บ) เกมนี้ก็เช่นกัน ได้ลงมาแค่ 5 นาที และ ไม่มีเวลามากพอที่จะสร้างความแตกต่างให้เห็น

ขณะที่ขุนพลเรด แมชีน ที่โดนนำไปก่อน 0-2 แต่คัมแบ็กกลับมาเป็น ‘ผู้ชนะ’ ในเกมนี้ได้ นอกจากจะต้องชม จิตใจที่กล้าแกร่งของเหล่านักสู้ Kop Army แล้ว ก็ต้องไม่ลืม กราบขอบพระคุณหนึ่งในสุดยอดสไตรเกอร์ของลูกโลกหนังยุคนี้ อย่าง เฟร์นานโด ตอร์เรสที่ยิงเบิ้ลสองลูก และ โชว์ ‘สัญชาตญาณ’ นักล่าประตู ให้แฟนบอลได้ประจักษ์อีกครั้งว่า เค้าคือตัวจริง ไม่ว่าจะอยู่ ที่ใด ลีกไหน ก็สามารถระเบิดฟอร์มเทพได้

‘ได้อย่าง เสียอย่าง’ การได้มาซึ่ง 3 คะแนนของหงส์แดง ที่เป็นจ่าฝูงร่วมกับเชลซีในครั้งนี้ ก็ต้องเสียมาร์ติน สเคอร์เทลไป ถึงตอนนี้ ยังไม่รู้ว่าจะหนักหนาขนาดไหน และ ดาเนี่ยล แอกเกอร์ ที่โดนดองเค็มไปนาน หากได้โอกาสลงมาจะทำผลงานได้เสมอ เหมือนจอมแกร่งอย่างสเคอร์เทลรึเปล่า น่าสนใจครับ
ขณะที่พรีเมียร์คู่อื่นๆในวันอาทิตย์ เมื่อรวมกับวันเสาร์แล้ว ถือว่าพลิกความคาดหมายมากมายหลายคู่ อาร์เซนอลที่ว่าเข้าวินแน่ ๆ บุกแทบตายทำได้แค่เสมอซันเดอร์แลนด์ วีแกน ทีมฟอร์มดีโดนโบโร่ยิงเอานาทีสุดท้าย หรือ ฟูแล่ม ที่เล่นดีแต่แพ้อีกแล้ว

เอฟเวอร์ตัน เล่นในบ้านตัวเอง กลับไม่สามารถรังแกทีมที่มีปัญหามากมายอย่างนิวคาสเซิลได้ เวสต์แฮม ของจิอันฟรังโก้ โซล่าก็เช่นกัน คงหมดช่วงเวลา ‘ฮันนีมูน’ แล้ว เพราะ กล้า ๆ โดน โบลตันมาลูบคมถึงบ้าน พร้อมทั้งคำถามตัวเบ้อเริ่ม ถึงความ ‘เหนียวแน่นหนึบ’ ของ ‘คุณเขียว’ ร็อบ กรีน ที่ซองแตกซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเกมนี้

ไม่นับ สเปอร์ส ที่เสริมทีมให้วุ่นวายช่วงหน้าร้อน เจอ ‘ไอ้เสือร้าย’ ฮัลล์ ซิตี้ของฟิล บราวน์ บุกมาขย้ำคอไก่หักอนาถถึงเล้า กองเชียร์ไก่อับอายกับสถิติใหม่ ย่ำแย่ที่สุดตั้งแต่ปี 1912

วัยรุ่นเซ็ง คือคำจำกัดความที่ สรุปความรู้สึกผมได้ดีที่สุด ในเวลานี้หลังทำนายผลการแข่งขันผิดไปเพียบ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา...แต่ใจนึงก็อดปลงตกไม่ได้ กับ ‘ความไม่แน่นอน’ ของ โลกเบี้ยว ๆ ใบนี้ของเรา ที่อะไรก็เกิดขึ้นได้กับลูกกลม ๆ ที่มีชื่อว่า ‘ฟุตบอล’

Thursday, 25 September 2008

อาร์เซนอล"เต็งหนึ่ง"คาร์ลิ่งคัพ 2008-2009


หลังจากกลับมาประจำการที่อังกฤษ ได้สองอาทิตย์ ในที่สุดอะไรหลายๆอย่างในชีวิต ของผมก็เริ่มลงตัว และเข้าที่เข้าทางแล้วละครับ : )

ทั้งสภาพอากาศที่แม้จะหนาวขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็เริ่มชิน เรื่องเรียนก็ปรับตารางเวลาตัวเอง จนในที่สุดก็เจอ ‘จุดสมดุล’ และสุดท้าย ไลเซนส์ของ "คิกออฟ" ที่เป็นกังวล ก็ได้มาและคาดว่าหากโชคดี สุดสัปดาห์นี้ผมจะได้ออกไปดูเกมสดๆ ที่ขอบสนามซะทีหลังจากที่พรีเมียร์ชิพ ได้ฤกษ์เปิดฉากไปสักพักใหญ่แล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดีจายครับ

เพื่อเป็นการ ฉลองการคัมแบ็ก ทู ลอนดอนให้ตัวเอง วันอังคารที่ผ่านมา ผมก็เลยหาโอกาส แวบ ออกไป ปลดปล่อยอารมณ์สบายๆนอกบ้าน โดยพาเพื่อนซี้ต่างวัย ‘แมทธิว’ เด็กลูกครึ่งไทย-ฮ่องกง วัย 16ไปฉลองวันเกิดย้อนหลังให้น้องชายที่ร้านอาหารจีน แถวไชน่าทาวน์ซะหน่อย โดยงานนี้แม้ผมจะออกปากขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงน้อง แต่คุณแม่ของแมทธิวไม่ยอมครับ ผมจึงได้ ลาภปากเป็น ติ่มซำ ข้าวหน้าเป็ด และ ไอศครีม Hagen Daz (อิอิอิ โชคดีได้อีก)

เสร็จจากการพาน้องไปหม่ำข้าว และเดินเล่น แถวๆ เลสเตอร์ สแคว์ (Leicester Square) ซึ่งไม่ไกลจากย่านไชน่า ทาวน์ ผมก็ปิดของท้ายวันด้วยการไปชม ฟุตบอลคาร์ลิ่งคัพคู่ แมนฯยูฯ-โบโร่ที่ผับ ซึ่งผลการแข่งขันที่ออกมาก็ถือว่าไม่ต่างจากที่ผมคาดไว้สักเท่าไร เพราะแมนฯยูฯ ชนะไปตามฟอร์มแม้ว่าจะส่งชุดผสมลงสนามในเกมนี้ก็ตาม

นักเตะดาวรุ่ง พวกตัวสำรอง รวมถึงพวกเพิ่งเรียกความฟิตกลับมาได้ อย่าง คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ถูกส่งลงสนามในเกมนี้ เพื่อ เคาะสนิม และเรียกความมั่นใจจาก Competitive แมตช์บ้าง เพื่อให้ชิน+คุ้นเคยกับจังหวะของเกม หากต้องลงสนามในบางครั้งบางคราวที่ทีม เจอกับปัญหาผู้เล่น เจ็บ-แบน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกหนีไม่พ้นอยู่แล้วระหว่างฤดูกาล

และก็เหมือนทุกๆปี ฟุตบอลคาร์ลิ่ง คัพ ยังเป็นแค่ ‘ถ้วยน้ำจิ้ม’หรือ ‘สนามเด็กเล่น’ สำหรับทีมใหญ่ๆอย่างเช่นเคย จะมีก็แค่ทีมระดับกลางกึ่งล่างเท่านั้นครับที่ให้ความสนใจกับถ้วยใบนี้
ดังนั้นอย่าแปลกใจครับ หากว่าเราเห็นทีมในพรีเมียร์ชิพ พลาดท่าตกรอบ เร็วกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งฟูแล่มและเวสต์แฮม สองทีมจากลอนดอนคือ ตัวอย่างที่ดูตัวผู้เล่นที่ถูกส่งลงสนามก็รู้ว่า ไม่เน้นกับถ้วยใบนี้ แม้ว่าจะจัดอยู่ในข่ายทีมกลางๆก็ตามที

ใจนึงก็รู้นะครับว่า จิอันฟรังโก้ โซล่า และรอย ฮอดจ์สัน นั้นมีนักเตะค่อนข้างจำกัด ดังนั้น ครั้นจะส่งชุด 11 คนที่ดีที่สุด ลงสนามตลอด ทุกถ้วย ทุกเกมนั้น คงเป็นไปไม่ได้ และ อันดับในลีกนั้นมีความสำคัญมากกว่า จึงต้องเลือกเอา อย่างใดอย่างนึง

สโต๊ค และ ซันเดอร์แลนด์ อีกสองทีมจากพรีเมียร์ชิพ ที่ทำได้แค่ เสมอ 2-2 กับทีมต่ำชั้นกว่าทั้งคู่ ก็ถือว่าเอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด ไม่อย่างนั้น ปีนี้ ความน่าสนใจของ คาร์ลิ่ง คัพ จะลดน้อยลงไปเยอะทีเดียว หากไม่เหลือทีมระดับพรีเมียร์ชิพให้ ได้ตามเชียร์กัน

อย่างไรก็ดี หลังเห็นฟอร์ม และ สกอร์ไลน์ 6-0 ของเด็กๆอาร์เซนอล ที่ยำใหญ่ เชฟฯยูไนเต็ด แล้วก็คงต้องบอกว่าเวนเกอร์และเด็กยังกันส์ มีความปรารถนาที่แรงกล้ากับถ้วยใบนี้สูงมาก และ ผมก็กล้าฝันแทนแฟนปืนโตเลยครับว่า ปีนี้มีลุ้นมากเหลือเกินที่จะเข้ารอบลึกๆ ในถ้วยนี้ ดีไม่ดีถึงแชมป์ได้เลย หากยังเล่นได้ยอดเยี่ยมแบบนี้

สไตล์ และ ระบบของทีมที่ถูกวางไว้แน่นจากฐานราก อย่างที่เคยเรียนไว้ ก็เล่นได้แจ่ม และเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพไม่ต่างจากทีมชุดใหญ่ แม้เกมนี้จะส่ง นักเตะอย่าง คีแรน กิ๊บส์ แอร่อน แรมซีย์ ฟราน เมริด้า แจ็ก วิลเชียร์ และ คาร์ลอส เบล่า ซึ่งถือว่าเด็กมาก แต่เด็กชุดนี้ ก็เต็มไปด้วย ศักยภาพ และมีอนาคตที่สดใสรออยู่

น่าปลื้มแทน แฟนบอลอาร์เซนอลนะครับ ที่มี กุนซือ และบอร์ดบริหาร มีแนวทางในการทำทีมเหมือนกันคือ เน้นให้ความสำคัญ กับระบบเยาวชน ทีมงานแมวมองที่มีอยู่ทั่วโลก รวมถึงสายตาของเวนเกอร์ที่เข้าขั้นสุดยอดอยู่แล้ว เมื่อรวมกับระบบการเล่นที่เน้นให้เล่นเป็นระบบเดียวกันทุกรุ่น ทำให้จะจับใครไปเล่นตรงไหน ก็ไม่ใช่ปัญหาของทีมปืนโตชุดนี้

ครับ..ถึงผมจะยังไม่แน่ใจว่าอาร์เซนอล จะไปได้ไกล และยืนระยะได้แค่ไหนในลีก แต่กับเส้นทางคาร์ลิ่ง คัพ ที่หลายๆทีม ไม่เน้นให้ความสำคัญนัก ผมเชื่อครับว่า ทีมปืนโตนี้แหละคือ เต็งหนึ่งในใจใครหลายคน รวมทั้งตัวผมเอง

Wednesday, 24 September 2008

Director of Football... ...พวกคุณนั่นแหละคือจุดอ่อน


ถือว่าอยู่ในช่วง พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก อย่างแท้จริงสำหรับนิวคาสเซิลที่ นับตั้งแต่ เควิน คีแกน เปิดตูดลาออกไป ก็มีแต่ความวุ่นวาย ไม่รู้จักจบจักสิ้น
แฟนบอลก่อหวอด ประท้วง ขับไล่ประธานสโมสร อย่างหนักและ ต่อเนื่องถือเป็นภาพ ที่เราไม่ได้เห็นกันบ่อยนักในวงการฟุตบอล ฟอร์มรูดมโหฬารในลีก นักเตะแต่ละคนเริ่มเป็น กังวลกับอนาคตการค้าแข้งของตัวเอง + ไร้ซึ่งแรงบันดาลใจที่จะลงเตะ และปัญหามากมาย ที่อีกนับไม่ถ้วน ฯลฯ และ ฯลฯ
แต่บัดนี้ครับ เหล่าแฟนของทูนอาร์มี่ น่าจะได้มีรอยยิ้มเล็ก ๆ กันมากขึ้น หลังเห็นข่าวการเร่งขายสโมสรของไมค์ แอชลีย์ โดยล่าสุดก็ได้จ้าง ‘ตัวกลาง’ อย่าง เซย์มัวร์ เพียร์ซ (Seymour Pierce) ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการลงทุนของประเทศอังกฤษ เป็นผู้ดูแล และจัดหานายทุนผู้สนใจ มาให้ "เฮียตือ" เลือก หลังจากเหนื่อยกับการวิ่งหานายทุนเอง
ชื่อของ ‘เซย์มัวร์ เพียร์ซ’ อาจจะไม่คุ้นหูแฟนบอลมากนัก แต่หากศึกษาให้ดีเราจะพบว่า ซีอีโอ ของพวกเค้าคือ คีธ แฮร์ริส ซึ่งที่ผ่านมาก็ฝากผลงานไว้มากมายกับบทบาท Football deal-broker หรือ ‘โบรกเกอร์ฟุตบอล’ ที่ติดต่อเจรจาให้ ดีล เชลซี กับ "อากู๋" โรมัน อราโมวิช และ แมนฯซิตี้ กับ เสี่ยแม้ว อดีตนายกฯ ไทยเรา ประสบความสำเร็จมาแล้ว
สื่อน้อยใหญ่ ในเมืองผู้ดีหลายสำนัก ก็ยืนยันตรงกันครับว่า ขณะนี้ ความเป็นไปได้ที่ นิวคาสเซิลจะถูกเปลี่ยนมือในเร็ววันนี้นั้น มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จาก ผู้สนใจจาก ทั้ง จีน กาตาร์ ดูไบ และ ล่าสุดกลุ่มผู้ลงทุนจากไนจีเรีย ที่กำลังจะเป็น ‘ม้ามืด’ ยื่นข้อเสนอให้ ‘เฮียตือ’ รับไว้พิจารณา
อย่างไรก็ดี ผมคิดว่า Asking Price 400 ล้านปอนด์ ที่แอชลีย์ แปะป้ายไว้ออกจะสูงไปนิด หากเทียบกับตอนที่เฮียแกซื้อมาแค่ 134.4 ล้านปอนด์ และอีก 110 ล้านปอนด์ กับค่าตัวนักเตะ เบ็ดเสร็จก็ตกอยู่ราวๆ 244.4 ล้านปอนด์
ดังนั้นผมคิดว่าหากแกจะหวังดีกับนิวคาสเซิลจริงๆ ราคา 300-350 ล้านปอนด์ ก็น่าจะพอหยวนๆกันได้ เพราะได้กำไรเข้ากระเป๋าไปพอสมควร และที่สำคัญที่สุด สโมสรจะได้รีบ Set Up แผนผังองค์กร + หาผู้จัดการทีมใหม่ เพราะอย่างที่ทราบนะครับ ตราบใดที่ยังไม่มีการ เทกโอเวอร์ อย่างเป็นทางการ ผู้จัดการทีม มีกึ๋น มีระดับที่ไหนก็คงไม่โง่มาคุมทีมที่อนาคตคลุมเครือ ไม่รู้จะออกหัวหรือก้อย แบบนี้แน่
เพราะลำพังอย่างที่เราเห็น แคร์เทกเกอร์ อย่าง คริส ฮิวจ์ตัน ก็เล่นได้แค่บท ‘พระรอง’ และ ไม่มีบารมีในการที่จะก้าวมาคุมทัพเสียเลย ทั้งแท็กติกส์ที่วาง และการกระตุ้นลูกทีมข้างสนาม
ฉะนั้นก็ได้แต่ลุ้นละครับว่า ทูนอาร์มี่จะได้เฮดังๆ กับเจ้าของใหม่ที่ เร็วๆ นี้...
สำหรับโปรแกรมของนิวคาสเซิล ค่ำคืนนี้ พวกเค้าจะลงสนามพบกับ สเปอร์ส ในศึกคาร์ลิ่งคัพรอบสาม โดยคู่นี้ผมว่าเป็นมวย ที่มาเจอกันถูกที่ ถูกเวลามั่ก ๆ เพราะว่า ฟอร์มห่วยพอกันในลีก (ฮ่า)
ทีมนึงสภาพเป็น นกสาลิกาปีกหัก บินเรร่อน หาเจ้าของ ขณะที่ผู้มาเยือน จากสมญานาม ไก่เดือยทอง ที่ดูหะรู หะรา น่าเกรงขาม บัดนี้ทำตัวเป็น ไก่แช่บ๊วย ให้ทีมอื่นหัวเราะเยาะและแซวแฟนสเปอร์สกันสนุกปาก เพราะปิดเทอมใหญ่ที่ผ่านมา ลงทุนไปแต่งองค์ทรงเครื่องทีมอย่างหล่อ หวังจะก้าวไปติด ‘ท็อปโฟร์’ แต่สุดท้ายก็ ความฝัน ลมๆ แล้ง ๆ อีกตามเคย
นิวคาสเซิล และ สเปอร์ส มีอะไรคล้ายๆ กันหลายอย่างครับ ทั้งการเป็นสโมสรที่ขนาดกลางกึ่งใหญ่ (แต่ไม่ใหญ่) แต่แฟนบอลกลับเรียกร้อง โหยหาความสำเร็จ + คาดหวังจากทีมสูงน่ากลัว จนบางครั้งลืมมองโลกแห่งความเป็นจริงที่ว่า แมนฯยูฯ เชลซี อาร์เซนอล และ ลิเวอร์พูล คือ พี่ใหญ่ตัวจริงในลีก
ครั้นจะไปขอแทรก ทีมอย่าง วิลล่า หรือ เอฟเวอร์ตัน ที่ฟอร์มสม่ำเสมอกว่าในช่วงขวบปีหลัง ก็ดันไม่ได้อีก แฟนๆ ก็เลยเกิดอาการ Frustate หรือ อารมณ์บ่จอย โห่ทีมตัวเองให้เห็นกันในปีนี้ (นักเตะสเปอร์สโดนแฟนตัวเองโห่แล้วในเกมล่าสุดที่เสมอวีแกนในบ้าน)
ตำแหน่ง Director of Football หรือ ผู้อำนวยการฟุตบอล ที่ เดนนิส ไวส์ และ เดเมี่ยน โคโมลี่ กุมบังเหียนอยู่ ก็เป็นอีกหนึ่ง ‘ต้นตอ’ สำคัญที่ผมมองว่าเป็น จุดอ่อน ของทั้งสองทีม ที่ควรรีบถูกกำจัดออกก่อนที่อะไรๆ สายเกินแก้...
ในรายของ เดนนิส ไวส์ นั้นอย่างที่ทุกคนทราบกันอยู่แล้วครับว่า จุ้นจ้าน ไปซะทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซื้อขายนักเตะใหม่ ต่อสัญญานักเตะเก่า หรือไปเป่าหูแอชลีย์ให้ขาย โจอี้ บาร์ตัน และ ไมเคิล โอเว่น ออกจากทีม
ขณะที่ โคโมลี่ ถึงจะไม่ร้ายเท่า ไวส์ แต่ จำได้แม่นเลยครับว่า ครั้งนึง มาร์ติน โยล เคยออกมาสับนายโคโมลี่ คนนี้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ทีมสเปอร์สของโยลเสียบาลานซ์ และผลงานออกทะเลจนโดนปลดในที่สุด
ครั้งนั้นยอมรับเลยว่า แอบว่ากุนซือหัวเหม่งชาวดัตช์ว่ารำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง แต่ตอนนี้ผมเริ่มปักใจเชื่อคำกล่าวหาของโยลที่มีต่อ โคโมลี่แล้วล่ะครับ
สายตาการเป็น Scout ของโคโมลี่รวมถึงการให้คำปรึกษาแก่รามอสนั้น ถือว่า ‘สอบตก’ อย่างรุนแรง มีอย่างที่ไหนปล่อย สามหอกพระกาฬ ไล่มาตั้งแต่ เดโฟ คีน เบอร์บาตอฟ ออกจากทีม และได้กองหน้าที่ไม่มีใบการันตีประตูอย่าง โรมัน พาฟลูเชนโก้ มาจับคู่กับสากอย่าง ดาร์เรน เบนท์ !!??
การปล่อยผู้เล่นที่เป็นเสาหลักและเล่นได้ดีพอตัวในซีซั่นที่แล้วอย่าง สตีด มัลบรองค์ ก็ถือว่าเสียหายมากเนื่องจากปีกฝรั่งเศสรายนี้ เป็นคนนึงที่ฟอร์มสม่ำเสมอมากที่สุดคนนึงเลยหากไม่นับ คีน-เบอร์บา ที่เป็นสองตัวชูโรงของทีม
ส่วนตัวผมค่อนข้างเชื่อนะครับว่า การตัดสินใจ ซื้อ-ขายผู้เล่นในทีมสเปอร์ส ไม่ได้มาจากไอเดียของรามอสเพียว ๆ และ 80 % ของทุกดีลเป็นการตัดสินใจของโคโมลี่แทบทั้งสิ้น ดังนั้น หากบอร์ดบริหารสเปอร์สเริ่มคิดที่จะไล่รามอสออกผมว่ามันไม่ค่อยแฟร์เท่าไร เพราะโคโมลี่ต่างหากที่อยู่เบื้องหลังการซื้อ-ขาย จะไล่ก็ควรจะไล่ทั้งคู่ถึงจะถูก
บทบาทของผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ชิพ เปลี่ยนไปมากจริงๆ ครับ จากที่เคยมีอำนาจเด็ดขาดในการซื้อ-ขาย ปัจจุบันเหลือแค่จัดทัพ คุมทีม ขณะที่เรื่องต่างๆ นอกสนามเป็นหน้าที่ของ ผู้อำนวยการกีฬาเกือบหมด
คนเป็นประธานสโมสรเองก็ต้องแบ่งหน้าที่ และขอบเขตความรับผิดชอบให้ชัดเจนด้วย อย่าให้ ตำแหน่ง ผอ. ฟุตบอลมาทำให้ทีมเสียบาลานซ์ หรือ สปิริต ของทีมอย่างที่ สเปอร์ส กับ นิวคาสเซิล กำลังประสบพบเจออยู่
หาไม่แล้ว ก็จะอมบ๊วยเค็ม จมอยู่ก้นตารางอย่างที่เห็น...

Monday, 22 September 2008

ปัญหาเดิม ๆ ของหงส์แดง-ปืนโต!

พรีเมียร์ชิพคู่วันเสาร์ที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าเป็นอีกครั้งนึงที่เซียน หรือเกจิอาจารย์ดังทั้งไทย เทศ ปากกาหักกันเป็นแถบ ๆ โดยเฉพาะคู่ ลิเวอร์พูล-สโต๊ค ซึ่งเจ้าบ้านทำได้แค่เสมอ ทั้งๆที่ ผลงานที่ผ่านมา ประกอบกับตัวผู้เล่นที่เหนือกว่าบานเบอะ จึงทำให้มองเหลี่ยมไหน มุมไหน ก็ไม่น่าจะพลาดกันฟัน 3 แต้มเข้ากระเป๋า

ขณะนี้เวลา 2 นาฬิกา กับ 2 นาที 44 วินาที...หนุ่มไทยหัวใจไก่ เข้ามาชมเกมนี้ที่ผับแถวบ้านย่าน Earls’ court เพื่อตามผลงานตัวเองเสียหน่อยหลังให้หงส์แดงเป็น ทีเด็ดประจำสัปดาห์

‘โว้ว โวว เย เย่’...ผมนั่งกรุ้มกริ่ม ฮัมเพลงในใจ หลังเห็น สตีวี่ จี ยิงฟรีคิก สุดใสสะอาด เข้าประตูไปอย่างสวยสด งดงาม เพราะไปฟันธงในคอลัมน์ ‘ไม่เชื่ออย่าลบหลู่’ ของตัวเองไว้ว่า หงส์จะชนะใส + หัวขิงจะเบิกลูกที่ 100ให้ตัวเองได้ในเกมนี้

เพียงครึ่งนาทีหลังจากนั้น ความรู้สึกของผมก็เหมือนถูกถีบลงมาจากยอดเขาเอเวอร์เรสต์ เพราะกรรมการเจ้ากรรม อย่าง อังเดร มาร์ริเนอร์ ดันพลาดตาถั่วเข้าใจว่า เดิร์ค เคาท์ล้ำหน้า !!??

'ตรงไหนฟร่ะ’ ผมอดถามตัวเองไม่ได้ ตอนที่ยังไม่ได้เห็นภาพช้าในจังหวะนี้ และคำอุทานก็เปลี่ยนเป็น ‘บัดซบ’ แทบจะทันทีที่เห็นภาพช้าที่ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงพักครึ่งเวลาแรก ทางช่อง ESPN ที่ผมชมอยู่ เพราะจังหวะนี้ ยังไง ๆ ก็เป็นประตู อย่างที่สายตาหลายล้านคู่เห็นพ้องตรงกัน ยกเว้นนาย อังเดร มาร์ริเนอร์ คนเดียวที่สะเหล่อเป่าเป็นลูกล้ำหน้า และคงโดนสวดยับ แบบไม่ต้องสืบ เนื่องจากช็อตนี้เปลี่ยนหน้าตาของผลการแข่งขันในเกมนี้ไปแบบเต็มเหนี่ยว

ประเด็นนี้ ได้รับการพูดถึงมานานนะครับ ว่าวงการฟุตบอลควรเอาภาพช้ามาตัดสินเปลี่ยนผลการแข่งขันหรือไม่ เพื่อให้ความยุติธรรมในเกมลูกหนังสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ?

จอห์น เทอร์รี่ ยังโดนลดโทษแบน ได้เลย ทั้ง ๆ ที่ กรรมการควักใบแดงไล่ออกไปแล้ว แต่ภายหลังก็ยังมีการแก้คำตัดสิน.... นับประสาอะไรการยิงประตูได้แบบขาวสะอาด แต่ไม่ถูกนับให้ไปเป็นประตู +ส่งผลโดยตรงกับผลการแข่งขัน เซ็ปป์ แบล็ตเตอร์ และทีมงานของฟีฟ่า น่าเก็บเอาไปคิดเหมือนกันนะครับเนี่ย

อย่างไรก็ดี ราฟาเอล เบนิเตซ และแฟนบอลลิเวอร์พูลเองก็ต้องยอมรับข้อจริงประการนึงที่ว่า พวกเค้าเล่นกันไม่ดี + ไม่คมพอเอง ในเกมนี้ เพราะรู้อยู่เต็มอก ว่า สโต๊ค นั้นมาอุดแน่ ๆ ดังนั้นการได้มาแค่ 1 คะแนน แต่รู้สึกเหมือนแพ้ ก็โทษใครไม่ได้อีกเช่นกัน นอกจากส่องกระจกดูเงา และโทษตัวเองบ้าง ในความไม่สม่ำเสมอของตัวเอง

เพราะต่อให้ เอาชนะ แมนฯยูไนเต็ด ได้แบบไป-กลับ แต่มาทำ หมูหก กับทีมดาด ๆ เรี่ยราดแบบนี้ การจะฝันถึงแชมป์ นั้นบอกตรงๆ แบบไม่กลัวแฟนหงส์เคืองเลยว่า โอกาสนั้นแทบจะเป็นศูนย์
อีกจุดนึงที่สื่ออังกฤษ หลายสำนักเริ่มตั้งเป็นประเด็น นอกเหนือจากฟอร์ม สามวันดี สี่วันร้าย ของลิเวอร์พูล หลังเกมนี้ก็คือ การลงเล่น 8 นัด แต่ยังแห้งแล้งประตู จาก หัวหอกค่าตัวแพงอย่าง ร็อบบี้ คีน ที่เกมนี้ มีโอกาสเหน่งๆ 2-3 จังหวะ และน่าปลดล็อก ให้ตัวเองได้แล้ว แต่กัปตันทีมชาติไอร์แลนด์ กลับยิงเหมือนกลัวว่าบอลจะเจ็บเสียอย่างนั้น
ผมเองเคยเขียนไว้ในคอลัมน์ เมื่อช่วงต้นฤดูกาลว่า คีนน้อยไม่น่าจะสอบตกในถิ่นแอนฟิลด์ ถึงตอนนี้ก็ยังเชื่ออยู่แบบนั้นนะครับ เพราะ คิดว่า ตอนนี้ คีนน้อย ยังขาดโชค และ ความมั่นใจ อยู่เล็กน้อย แต่รอให้เบิกสกอร์แรกให้ตัวเองได้ ‘ความเก๋า’ + ‘ความทุ่มเท’ ที่ไม่มีหมดของเจ้าตัว จะสร้างประโยชน์ให้ทัพหงส์ ได้มหาศาลแน่นอน

มาพูดถึงเกมอื่นๆ ที่ลงเตะไปเมื่อวันเสาร์เช่นกัน อาร์เซนอล ที่ผมทายผลถูก ก็เล่นได้ตามใบสั่ง ของเวนเกอร์และยังน่ากลัวเหมือนเดิมกับแนวรุก ที่ไม่ว่าจะจับใครลงเล่น (เกมนี้ คู่หน้าเป็น อเดบายอร์& เบนด์ทเนอร์) ก็แทนกันได้ เพราะยืนพื้นด้วยระบบการเล่นที่เป็นรากฐานของทีม ไล่มาตั้งแต่ ชุดเยาวชน ทีมสำรอง ทีมชุดใหญ่ นักเตะทุกคนของพวกเค้า รู้งาน ว่าต้องเล่นอย่างไร ควรทำอะไรในจังหวะไหน

นี้แหละครับทีมที่จะยืนระยะได้อย่าง มั่นคงและยั่งยืน โดยไม่ต้องอาศัย เม็ดเงินจำนวนมากในการกว้านซื้อแข้งดังระดับโลกมาร่วมทีม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเล่นได้เข้าระบบกับทีมหรือไม่ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ สเปอร์ส คู่ปรับ ตัวเอ้ ในกรุงลอนดอน ยังไม่เข้าใจ และ ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างทีมจากรากฐานที่ปูพื้นให้แน่นตั้งแต่ ฐานล่าง
หากต่อไป พรีเมียร์ชิพถึงคราวถังแตกตามเศรษฐกิจโลกจริง ๆ ผมก็ว่าอาร์เซนอลนี่แหละครับ ที่จะก้าวขึ้นมาผูกขาดแชมป์ได้ เพราะทีมอื่นๆ อย่าง แมนฯยูฯ เชลซี แมนฯซิตี้ หรือ สเปอร์สเอง ยังคงเน้นหนักไปทาง จ่ายเงินแลกกับความสำเร็จ ก็น่ากลัวครับว่า จะเสร็จทีมที่มีระบบการเล่นแน่นฝังรากแบบอาร์เซนอล

อย่างไรก็ดี ปัญหาเดิม ๆ ที่ผมยังคงมองเห็นจากทีมปืนโต ชุดนี้ก็คือ บทจะเล่นดีก็ดีใจหาย แต่เมื่อไร ที่สะดุด และ ความมั่นใจของ เด็กชุดนี้ตก ก็กลัวครับว่าจะเข้าอีหรอบเดิมแบบซีซั่นก่อน ๆอีก ที่นำเป็นจ่าฝูงอยู่ดีๆ ก็หัวคะมำ ปล่อยให้ทีมอื่นแซงไปแบบน่าเสียดายแทนยิ่ง

ครับ ถึงตอนนี้ ก็ยังพูดอะไรไม่ได้มาก เพราะเส้นทางยังอีกไกล แต่ถ้าให้ผมเดา ก็กลัวเหลือเกินว่าปีนี้ จะยังเป็นการแย่งแชมป์ของ แมนฯยูฯ และเชลซี อีกครั้ง หากว่า หงส์ ยังไม่สม่ำเสมอแบบนี้ และขุมกำลังที่มีอยู่อย่างจำกัดของอาร์เซนอล ยังอ่อนประสบการณ์เกินไปสำหรับฟุตบอลลีกที่เตะกันถี่ยิบ + ยาวข้ามปี

Friday, 19 September 2008

ผีแดง "อิ่มตัว" จากความสำเร็จ ??


รู้สึกเหมือนผมมั้ยครับว่า อาการ "แฮ้งโอเวอร์" ของทัพนักเตะปีศาจแดง ในความสำเร็จจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วยังคงแสดงอาการ ให้เห็นกันอยู่ ?

การได้ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก รวมไปถึง การก้าวขึ้นไปนั่งแท่นราชันแห่งเจ้ายุโรปอีกครั้ง บางทีอาจจะทำให้ความกระหื่นกระหายของนักเตะและกุนซือ ซึ่งก็เป็น มนุษย์ปุถุชนธรรมดา ที่ได้มาซึ่งความสำเร็จที่ตัวเองหวังเอาไว้เรียบร้อยแล้ว อาจจะทำให้ความรู้สึกอยากได้ อยากมี ลดน้อย ถอยตามลงไป...

ลองนึกภาพเอาน่ะครับ นักเรียนนักศึกษาที่เพิ่งสอบเสร็จ หรือ เรียนจบได้เป็นบัณฑิตมาหมาดๆ นักการเมือง หรือ นักกีฬาดังๆ ที่ได้รับความสำเร็จถึงขีดสุด คนเหล่านี้ (จริงๆ ก็เกิดขึ้นแทบกับมนุษย์ทุกคนนั้นแหละ) บางครั้งอาจเกิดความรู้สึก ‘อิ่มตัว’ หรือ อยากพัก จากเรื่องหนักๆ บ้างก็เป็นได้

ภาพรวมนับตั้งแต่เปิดฤดูกาลเป็นต้นมา เรื่อยไปถึงเกมล่าสุดที่ปะทะ บีญาร์เรอัล ทีมผีแดงเล่นได้เงียบเชียบ ผิดวิสัยโคตรทีมที่ตราตรึงและสะกดใจ แฟนบอลทั่วโลก ที่ยัง ‘ติด’ กับภาพในวันวานว่าพวกเค้าพร้อมจะกะซวกคู่แข่งทุกรายให้ไส้แตกยามเล่นในบ้าน

มันก็เลยเป็นที่มา และ ที่ไป ซึ่งทำให้ผมแอบคิดไม่ได้ครับว่า พวกเค้ากำลังยังไม่ฟื้นจากอาการเมาค้างที่ว่า...

จริงอยู่ที่ หลายคนอาจจะเถียงว่าผม ตื่นตูม ด่วนสรุปเกินไปรึเปล่า เพราะทัพผีแดงเองก็ยังประสบปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บ (คาร์ริค 6 สัปดาห์ ,เบอร์บาตอฟเจ็บเข่าจากเกมเรดไฟต์) ขณะที่บางรายก็เพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บ อย่าง แกรี่ เนวิลล์ (กลับมาดูเชื่องช้าไปเยอะ) นานี่ ,โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ และ คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ความหวังสูงสุดของทีมที่กลับมาลงสนามได้เร็วเกินคาด แต่ก็ยังไม่ฟิตเต็มร้อยกันสักคน

ดังนั้น หากจะให้วิจารณ์ฟอร์มของยูไนเต็ด ในเกม ผีแดง VS เรือดำน้ำ ผมก็คงต้องเรียนไปตามเนื้อผ้าว่าพวกเค้าเล่นเหมือนไม่ใช่ ปิศาจแดง ทีมเดิม เพราะตอนนี้ขาดทั้งความเฉียบคมในการจบสกอร์ ซ้ำยังคงดูไม่หนักแน่นในแดนมิดฟิลด์ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้พวกเค้าต้องพ่ายแก่อริตลอดกาลอย่าง ลิเวอร์พูลเมื่อวันสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างไรก็ดี ผมไม่ได้บอกว่าพวกเค้าจะคัมแบ็กกลับมาหลอกหลอนชาวบ้านอีกไม่ได้ เพราะกระทาชายนามว่า คริสติอาโน่ โรนัลโด้ เจ้าชายแห่งวงการลูกหนังนั้นกลับคืนสู่สนามหญ้าได้แล้ว...

ผมเชื่อนะครับ ว่าการกลับมาของโด้จิ๋ว จะเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ สำคัญของทัพผีแดง ซึ่งตอนนี้กำลังพบกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอยู่ เพราะมีนักเตะ เพียงไม่กี่คนในโลกเท่านั้นครับ ที่จะครบเครื่อง ต้มยำ และเปลี่ยนโฉมหน้าของเกม ได้ด้วยคน คน เดียว (ไม่นับ เมสซี่ โรบินโญ่ หรืออาเกโร่ ที่เทพพอกันนะจ๊ะ)

Forgiveness comes quickly, it seems, when your team looks lost without you คือ คำนิยามที่ เอียน เลดี้แมน คอลัมนิสต์ ของ น.ส.พ. Daily Mail จำกัดนิยามการกลับมาของปีกเลือดฝอยทองได้ดี + โดนใจผมเป็นที่สุด

ครับ ถึง ปีกสับสยองรายนี้ จะ ทำตัวหน้าไหว้ หลังหลอก ในช่วงยูโรที่ผ่านมา หลังอยากย้ายทีมจนตัวสั่น ถึงขั้นคร่ำครวญปนกระจองอแง อันเป็น เทรนด์ครบสูตรของนักฟุตบอลสมัยนี้ แต่แฟนบอลแมนฯยูไนเต็ด กลับไม่มีเสียงโห่ หรือ บ่นให้เห็นกันสักแอะ เนื่องจาก สถานการณ์ ของทีมในเวลานี้ เข้าตำรา ‘ขาดเธอ ฉันขาดใจ’

ก็ต้องมาดูกันต่อไปครับว่า โด้จิ๋ว จะเล่นได้สมกับที่แฟนๆ ยกโทษให้หรือไม่ และเจ้าตัวจะพาทีมพลิกวิกฤติของทีมที่ล่าสุดทำได้เพียงชนะ 1 จาก 6 นัดหลังสุด ได้หรือเปล่า ?

จ็อบแรกของ ปีกทีมชาติโปรตุเกส ถือว่าหนักหนาสาหัส ไม่ใช่เล่นครับ เพราะทีมต้องออกไปเยือน ‘สิงห์ไฮโซ’ เชลซีจ่าฝูงบนหัวตาราง ซึ่งขณะนี้มีคะแนนนำ แมนฯยูไนเต็ด อยู่ 6 คะแนน และที่สำคัญมีหลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือสมองเพชร ซึ่งน่าจะรู้วิธีในการรับมือ อดีตลูกศิษย์ในทีมชาติเป็นอย่างดี ก็น่าสนใจอีกเช่นกันว่า โด้จิ๋วจะแผลงฤทธิ์ออกหรือไม่ในเกมวันอาทิตย์นี้

ถ้าฟอร์มของยูไนเต็ดยังเล่นได้เท่าที่เห็น + โด้ ยังวาดลวดลายไม่ออก และเชลซี ยังคงเล่นดุดัน มันส์พ่ะย่ะค่ะ แบบนี้

หวยที่ออก คาดว่าคงเดาได้ไม่ยากใช่มั้ยครับ ว่าทีมใดจะเป็นผู้ชนะในเกมวันอาทิตย์นี้ ?

Thursday, 18 September 2008

XL และ AIG สองกรณีศึกษาชั้นดี ที่สโมสรฟุตบอลไม่ควรมองข้าม


พาดหัวข่าวที่ประเทศอังกฤษในเวลานี้ หนีไม่พ้นเรื่องเงินๆ เลยสักฉบับครับ หลังจากล่าสุด เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้ง บริษัทปล่อยสินเชื่อยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ถึงคราวล้มละลายและบริษัทลูกในอังกฤษ ซึ่งมีสาขาอยู่ Canary Wharf (ย่านออฟฟิศและสำนักงานในลอนดอน หากเทียบกับไทยก็ประมาณ สีลม เพลินจิต) ก็พลอยต้องปิดกิจการไปด้วย

ภาพการเก็บข้าวของ สัมภาระ เดินหน้าสลดออกจากออฟฟิศที่หรูหรา และสูงตระหง่านตา...บ้างก็ร้องห่ม ร้องไห้ ยืนกอดกันกลมของพนักงาน เลห์แมน บราเธอร์ส สะเทือนใจผมเป็นอย่างยิ่ง และที่น่าห่วงกว่านั้นก็คือ เศรษกิจโลกในเวลานี้นั้นเริ่มเข้าขั้น "โคม่า" แทบจะเต็มตัวแล้ว
ส่วนสาเหตุหลักอย่างที่ทุกคนน่าจะพอผ่านหูผ่านตา กันมาบ้าง หลักๆก็คือปัญหาที่มาจาก ผู้นำทางเศรษกิจโลกในเวลานี้อย่าง สหรัฐ อเมริกา ตอนนี้ ตลาดเงินของพวกเค้ากำลังเผชิญกับภาวะล่มสลายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

"Credit Crunch" หรือ วิกฤติสินเชื่อในสหรัฐครั้งนี้ ทำให้ สถาบันการเงิน การธนาคาร น้อยใหญ่ ได้รับผลกระทบ และส่งผลเต็มๆกับภาพรวมเศรษกิจโลกไม่มากก็น้อย ตัวอย่างใกล้ตัว ที่คอบอลบ้านเราเห็นชัดเจนที่สุดเพราะเริ่มส่งผลให้เห็นกันเป็น "รูปธรรม" แล้วใน วงการฟุตบอลอังกฤษก็คือ การถอนตัวออกจากการเป็นสปอนเซอร์คาดหน้าอกเสื้อ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ของ XL Holiday บริษัทท่องเที่ยวที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆในอังกฤษ ทั้งที่ เพิ่งเซ็นสัญญา 3 ปี มูลค่า 7.5 ล้านปอนด์ กันไป เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วนี่เอง

นอกจากนี้ AIG บริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ของอเมริกา และเป็นบริษัทแม่ของ AIA บ้านเรา ก็กำลังจะกลายเป็นอดีต สปอนเซอร์หลัก ของ แมนฯยูไนเต็ด เพราะกำลังจะเป็นรายล่าสุดที่โดนประกาศล้มละลาย เช่นกัน

ผมไม่ทราบนะครับว่า ผู้ที่ซื้อประกัน จาก AIA บ้านเราจะได้ถอนตัวทันมั้ย ในเวลานี้ เพราะหากบริษัทแม่อย่าง AIG เจ๊ง และต้องการสภาพคล่องขึ้นมาจริงๆ นั้นก็จะหมายความว่า พวกเค้าจะต้องถอนทุนที่ลงไว้กับ เอไอเอ บ้านเราอย่างไม่ต้องสืบ และ ผู้มีเบี้ยเงินประกันจะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเลยรึเปล่า ผมคงไม่เชี่ยวชาญมากพอ และไม่อยู่ในสถานะที่จะตอบแทนเจ้าของบริษัทได้

แต่สิ่งนึงที่น่าวิตกกังวลและห่วงใยแทนก็คือ ผลกระทบที่มีมาแน่ๆ ต่อเศรษฐกิจประเทศไทยของเรา ที่มีเคราะห์ซ้ำ กรรมซัด การเมืองก็ยังไม่นิ่ง ยังอาจต้องมาเจอวิกฤติด้านการเงินเข้าให้อีก เฮ้อ T.T

ส่วนผลกระทบที่มีต่อ เวสต์แฮม และ แมนฯยูฯ บอกตรงๆครับว่า ผมไม่ค่อยกังวล เท่าไร เพราะเชื่อได้ว่า ไม่ช้าก็เร็ว พวกเค้าน่าจะได้ สปอนเซอร์รายใหม่มาคาดหน้าอก แน่ๆ เนื่องจากเป็นทีมในระดับท็อปไฟลต์ ที่มีทั้งชื่อเสียง และ แรงดึงดูด ซึ่งคงมากพอที่จะทำให้นักลงทุน ที่อยากโปรโมตแบรนด์ของพวกเค้าใช้เสื้อฟุตบอลเป็น "สื่อกลาง" ในการโฆษณา สินค้า บริการ ฯลฯ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผมเป็นกังวล และ รู้สึกได้ ว่าวันนึงมีโอกาสที่จะเกิดก็คือ ปรากฏการณ์ ล่มสลาย ของ อุตสาหกรรมฟุตบอล ที่ทุกวันนี้ บอกตามตรงครับว่า แม้ ดีมานด์ หรือ ความต้องการจากแฟนบอล ยังจะอยู่ในระดับสูงปรี๊ด เสียดฟ้า

แต่วันนึง หากเศรษฐกิจโลก ยังคงเดินหน้าสู่ภาวะ Recession หรือ ช่วงซบเซา ตามทฤษฎีง่ายๆ ของหลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น เมื่อรายรับของผู้บริโภคลดลง หรือต้องใช้จ่ายกับเรื่องจำเป็นมากขึ้น เมื่อนั้น ตั๋วบอล ของที่ระลึก และ ลิขสิทธิ์ การถ่ายทอดสด หากว่ายังคงราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่ และ สโมสร หรือ องค์กรที่รับผิดชอบ ไม่รีบวางแผน หรือ หากลยุทธ์มารองรับวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้น

ภาพอัฒจันทร์ที่จะมีที่นั่งโล่งเพิ่มขึ้นในแต่ละเกม ของที่ระลึก เหลือ อื้อซ่า และ เคเบิลทีวี ที่ยอดขายอาจไม่ตก แต่ก็ไม่น่าจะเพิ่ม ก็มีสิทธิ์ที่จะเห็นกันในอนาคต

นั้นคือสมมุติฐานของผม ที่ โอกาสจะเกิด หรือ ไม่เกิด ถึงตรงนี้ คงไม่มีใครรู้...แต่ที่เขียนมาเกิดจากการดูเหตุการณ์ และ สภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับแวดวง ธุรกิจอื่นๆ ที่ครั้งนึงเคยรุ่งเรือง และ พีกสุดๆ

ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนแล้วแต่ เป็นวัฏจักร...มีวังวนของมัน เหมือนดั่งชีวิตของคนเรา มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย วัฏจักรของทุกธุรกิจ รวมไปถึงธุรกิจฟุตบอลก็เช่นกันที่ มีจุดเริ่ม จุคพีก และ จุดจบแต่เราจะทำอย่างไร ให้ จุดจบ เกิดขึ้นช้าที่สุด ?

ถึงตรงนี้ผมระลึกถึงคำที่ในหลวงท่านเคยตรัสเอาไว้ ขึ้นมาจับใจครับว่า "จงอยู่อย่างพอเพียง"

ฉันใดก็ฉันนั้น สโมสรฟุตบอล ตามแนวทาง และ อุดมการณ์ของผม พวกเค้าควรจะเลิกใช้จ่าย ค่าตัว + ค่าเหนื่อย นักเตะ แบบบ้าระห่ำ ได้แล้ว หากไม่อยากล้มกลิ้งไม่เป็นท่า เหมือน XL และ AIG