Wednesday, 17 September 2008

ไก่หลังยุค คีน-เบิร์บ...ต้องเชียร์อย่างใจเย็น และให้เวลารามอส


แม้จะกลับมาถึงอังกฤษได้ร่วมๆอาทิตย์แล้ว แต่ผมเองก็ยังรู้สึกว่า ‘ชีวิต’ ยังไม่เข้าที่เข้าทางสักเท่าไร...
ช่วง 2-3 วันนี้หน้าที่หลักก่อนออกจะ ไปทำธุระนอกบ้าน ก็คือ ไล่จี้ตามจิกเอา Press Card กับทาง

Football Data Co (ตัวแทนของพรีเมียร์ลีกที่ทำหน้าที่ออก ไลเซนส์ & บัตรนักข่าวให้สื่อมวลชน) กันแบบวันต่อ วันเพื่อที่จะได้นำเรื่องและ ภาพมาเล่าเรื่องราว บรรยากาศสดๆ ให้คุณผู้อ่านได้เห็นแง่มุม ที่ไม่อาจหาได้จากการชมทางโทรทัศน์ โดยซีซั่นนี้ผมสัญญานะครับ ว่าจะพยายาม ถ่ายทอดเรื่องราว ทั้งในและนอกสนาม ยามที่ได้ออกไปชมเกมให้เข้าถึง บรรยากาศดูบอล ที่อังกฤษให้ได้มากที่สุด ; )

บรรยากาศหนาวเหน็บ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (ประมาณ 15 ตอนกลางวัน และลดต่ำลงเหลือ 10 นิดๆ ช่วงดึก) ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุนึงที่ทำให้ผมตั้งตัวไม่ติดและ ที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของเวลาที่ต้องเรียนและหาจ็อบเสริมที่ร้านอาหารไทยไปด้วย ทำให้การ คัมแบ็กกลับอังกฤษมารอบนี้ของผม แทบไม่มีเวลาหายใจหายคอ แต่โดยรวมก็ถือว่าคุ้มครับกับช่วงนึงของชีวิตที่ได้มาเสริมภูมิ ต้านทานให้ตัวเองแกร่งขึ้นทั้งกายและ ใจที่เมืองผู้ดีแบบนี้

วันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่นั่งรถไฟใต้ดิน เส้นเดิม เวลาเดิม เพื่อไปเข้าคลาสเรียนที่มหาลัย เห็นพาดหัวข่าวของ Metro หนังสือพิมพ์แจกฟรีของที่นี่ถึงข่าวการเสียชีวิตของ ดาวรุ่งอนาคตไกลของทีม บาร์เนท เอฟซี ที่ชื่อ โอลิเวอร์ คิง ออนซิล่า (Oliver King-Onzila ) วัย19 ปี โดนเสียบด้วยมีดโดยวัยรุ่นผิวสีสองคนที่ย่าน ครอยดอน (Croydon)

เห็นข่าวนี้รับขวัญแต่เช้า บอกตรงๆครับว่าในใจรู้สึกหดหู่ ปน สลด แทนชาวอังกฤษ ที่เสียเยาวชนของชาติไปอีกหนึ่งราย เพราะนายโอลิเวอร์นอกจากจะมีแววเอาดีทางฟุตบอลได้แล้ว ก็ยังเป็นกัปตันทีมตัวแทนทีมฟุตบอลระดับวิทยาลัยของอังกฤษลงแข่งกับอิตาลีเมื่อไม่นานมานี้ โดยนักเตะเจ้าของฉายา ‘Gentle Giant’ หรือ ‘ไอ้ยักษ์ผู้อ่อนโยน’ ถือเป็นวัยรุ่นคนที่ 26 ในรอบปีนี้แล้ว ที่โดนถูกฆาตกรรมในเมืองหลวงที่ศิวิไลซ์ อย่างลอนดอน...

นักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมไปถึงคนไทยหากไม่ได้เคยมาประเทศอังกฤษคงจะมโนภาพ ประเทศนี้ไว้อย่างสวยหรูนะครับ ว่าคงเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่สวยงาม ผู้คนมีมารยาทดีตามแบบฉบับอิงลิชชน และมีฟุตบอลที่สนุก + น่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด
แต่ทุกแห่งหน ไม่ว่าที่ใดในโลกก็จะมีทั้งด้านขาวและดำ ลอนดอนเองก็ไม่ถือเป็นข้อยกเว้นสำหรับเรื่องนี้เช่นกัน สำหรับผมที่อยู่ที่นี่มาสองปีก็อยากบอกให้รู้ เป็นข้อมูลเล่าสู่กันฟังครับว่า บางย่านในลอนดอนนั้น น่ากลัวและอันตรายมากทีเดียว(โดยเฉพาะเวลากลางคืน ) อย่างเช่นย่าน Hackney, Elephant and Castle หรือ Lewisham ซึ่งเป็นแอเรียที่ คนไม่ค่อยมีสตางค์อาศัยอยู่เยอะและพี่มืดในละแวกที่กล่าวมานั้นก็ถือว่าเยอะพอดู

ฉะนั้นการที่ เซอร์เก เรบรอฟ อดีตหัวหอกสเปอร์สและทีมชาติยูเครน ออกมาเตือน โรมัน พาฟลูเชนโก้ หัวหอกป้ายแดงของทีมตราไก่ ถึงอันตรายในกรุงลอนดอน จึงไม่ใช่แค่ประเด็นอยากหาเรื่องแขวะทีมเก่า อย่างที่แฟนฟุตบอลพรีเมียร์หลายคนคิด (เรบรอฟล้มเหลวไม่เป็นท่ากับบอลอังกฤษ) แต่หอกร่างเตี้ย นั้นหวังดีกับ รุ่นน้องเลือดหมีขาวคนนี้จริงๆครับ เชื่อผมเถอะ

พาวนเวียนเรื่องราวนอกสนามบอลตั้งนาน จริงๆแล้วไม่มีอะไรหรอกครับ แค่อยากจะถ่ายทอดเรื่องราว ชีวิตความเป็นอยู่ของที่นี่ให้ได้อ่าน ได้ติดตามกัน เพราะเชื่อว่ามีหลายคนอยากจะรู้ แง่มุมต่างๆ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ของประเทศที่ได้ชื่อว่าน่าติดตามและค้นหามากที่สุดประเทศนึง (ผมเองก็เคยเป็นคนที่อยากรู้ และ ก็ยังจะค้นหามันอยู่ ไปพร้อมๆกับท่านผู้อ่านละกันนะ)

สำหรับ ค่ำคืนวันจันทร์ที่ผ่านมาผมก็ไปประจำการเฝ้าชมเกม สเปอร์ส-วิลล่า ที่ผับร้านประจำแถวบ้านเช่นเคย ในช่วงที่กำลังรอ Press card โดยเกมนี้ สเปอร์สของฆวนเด้ รามอส ก็ยังคงเดินหน้าสร้างความผิดหวังให้กับแฟนบอลสเปอร์สเหมือนเช่นเคย !?

ถูกต้องครับ ผมไม่ได้พิมพ์ผิดหรอก ทีมไก่เดือยทองถึงเวลานี้ ออกสตาร์ตได้ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1974 หรือ ในรอบ 34 ปี !

โอ้วว โน้ว...ผมขออนุญาตกระแดะอุทานเป็นภาษาอังกฤษเลยนะครับ เพราะว่าปวดใจมากๆกับผลงานของทีม ตราไก่ในเวลานี้ มีอย่างที่ไหน ใช้เงินไป 77 ล้านปอนด์ ได้นักเตะอย่าง เบนท์ลีย์ โมดริช โดส ซานโตส ชอร์ลูก้า หรือ พาฟลูเชนโก้ ที่บอบบางนุ่มนิ่ม เป็นปุยนุ่น ชนเป็นล้ม (ยกเว้น ชอร์ลูก้า ชนไม่ล้ม แต่สปีดพี่แกอืดเหลือเกิน ถ้าเป็นรถยนต์ เต่าก็อาจคลานตามมาจิกยางได้ ฮ่า)

ยิ่งในรายของโมดริช เพลย์เมกเกอร์ดาวเด่นจากยูโรฯ ที่เห็นมาสี่นัดแล้ว ตอนนี้ชักจะกลัวคำของเวนเกอร์ที่ดูแคลนว่าหมอนี้ Too Fragile หรือ เปราะบางเกินไปสำหรับ Physical Game ที่อังกฤษ ว่ามันจะเป็นจริงขึ้นมา เพราะเล็กอย่างเดียวไม่พอ ดัน ดูเหมือนจะกระดูกเปราะด้วย เกมนี้เล่นไปได้ไม่เท่าไร ก็กะโผลกกะเผลก โดนเปลี่ยนออกซะอย่างนั้น กลัวเหลือเกินครับว่า วิญญาณ ‘ซิกโน๊ต’ ของเจ้าดาร์เรน แอนเดอร์ตัน ตำนานปีกกระดูกยุง จะกลับมาเข้าสิงเล่นงาน โมดริช จนเสียคนในถิ่นเดอะ เลน

นอกจากนี้ ผลงานของตัวใหม่แกะกล่องอย่าง เวดราน ชอร์ลูก้า และ โรมัน พาฟลูเชนโก้ ที่เปรียบเสมือนความหวังใหม่ของทีมก็ถือว่า ‘สอบตก’ ด้วยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะในรายของ ชอร์ลูก้า ที่หลุดตำแหน่งตลอด และโดน แอชลีย์ ยัง ใช้ความเร็วป่วนจนเสียสุนัขไปหลายจังหวะในเกมนี้

ขณะที่ พาฟลูเชนโก้ นั้นดูดีกว่าหน่อยนึง ตรงที่อย่างน้อยๆ ก็พอจะเอาไว้เบียด ไว้ชน กับกองหลังได้บ้าง (แหละ) แม้ผมจะเคยเขียนไปในช่วงยูโรฯครั้งนึงแล้วว่าพ่อหัวหอกหน้าละอ่อนรายนี้ ใช้โอกาสในการปิดสกอร์ค่อนข้างจะเปลือง แต่เอาน่า..ดีกว่าสากกระเบือฝังเพชรอย่าง ดาร์เรน เบนท์แล้วกันที่ ทั้งเกม ไม่ทำคุณประโยชน์อะไรเลยนอกจาก วิ่งมั่วๆดูไร้ทิศทาง แต่ดันดวงดี เจนาสยิงมาแฉลบเข้า เป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในฤดูกาลนี้ แบบงงทั้งผู้ชม และคนยิง ^^

เห็นแบบนี้แล้ว น่าเป็นห่วงฆวนเด้ รามอสครับ เพราะว่าอย่างที่เคยทิ้งประเด็นในแง่ของแท็กติกส์ไว้ว่า แกจะเดินหน้าใช้ Attacking Philosophy หรือ ปรัชญาเกมรุกตามสไตล์ถนัดในสมัยที่คุมเซบีญ่า หรือ จะโดนอิทธิพล แนวทางและแผนการเล่นของที่นี่ครอบงำ...

ถึงตอนนี้ หากให้มองลึกลงไปถึงสไตล์ ที่สเปอร์สเล่นอยู่ ผมว่ารามอสแกกำลัง สับสนในตัวเองและยังจับจุด + ดึงความสามารถของนักเตะหน้าใหม่มาได้ยังไม่หมด ดังนั้นหากหวังจะเห็นทีมน้องไก่ เล่นได้มันส์สะใจแฟนบอลตามสไตล์รามอส แฟนบอลอาจต้องรออีกสักพักใหญ่ๆ

อย่างไรก็ตามเรื่อง‘ผลการแข่งขัน’ และ‘อันดับในตาราง’ต่างหากที่แฟนๆใส่ใจและกังวลมากที่สุด หากรามอสยังขุนไก่กระทงชุดนี้ไม่ขึ้น 3-4 นัดนับจากนี้ เชื่อได้ครับว่า เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในถิ่น ไวท์ ฮาร์ท เลน เร็วกว่าที่คิดแหงๆ

Monday, 15 September 2008

หงส์ชนะก็จริง แต่เส้นทางยังอีกไกล


คงต้องบอกว่าแอบภูมิใจและเสียเซลฟ์กับตัวเองในเวลาเดียวกันครับ กับการที่ได้มีโอกาสเขียนฟันธงในคอลัมน์ ‘ไม่เชื่ออย่าลบลู่’ คอลัมน์ใหม่ทุกวันเสาร์ แล้ว ทายผลการแข่งขันเฉพาะวันเสาร์ถูกไป 5 จาก 8 คู่ ขณะเดียวกันก็ดันผิดคู่ที่ค่อนข้างมั่นใจอย่าง นิวคาสเซิล-ฮัลล์ ซิตี้ ไป

หลังจากตอนแรกคิดว่าการลงเล่นในบ้านตัวเองของพลพรรค นกสาลิกาพบทีมที่เพิ่งสะบักสะบอมช้ำในมากจากเกมก่อนอย่างฮัลล์ ที่กล้า ๆ แพ้คาบ้านต่อวีแกนไป 0-5 จะล็อกถล่มได้ขนาดนี้

จริงอยู่ครับ ที่ นิวคาสเซิลลงเล่นเกมนี้แบบไร้หัวเรือใหญ่ แต่อย่างน้อย คริส ฮิวจ์สตัน ที่ทำหน้าที่รักษาการแทน ก็ไม่น่าจะ ‘บ้อท่า’ ให้แก่ฮัลล์ ซิตี้ เนื่องจากทีมมีตัวคุณภาพมากมายอย่าง ไมเคิล โอเว่น ชาร์ลส์ เอ็นซ็อกเบีย หรือ ฟาบริซิโอ โคล็อคซินี่ น่าจะเอา ทีม (ลูก) เสือ ของฟิล บราวน์ ที่มีทรัพยากรให้เลือกใช้สอยน้อยเหลือเกิน ได้ไม่ยาก หรือ อย่างน้อยที่สุดผลเสมอก็นับว่าอุบาทว์แล้วสำหรับเจ้าถิ่น

แต่...อย่างที่รู้กันว่าผลการแข่งขันไม่เคยโกหกใคร และความโกลาหลภายในทีมก็มีมากเหลือเกิน มากจนผมรู้สึกเลยว่า นักเตะทั้ง 11 คน ของนิวคาสเซิลในเกมนี้ ลงสนามแค่ตัวกะตีน หัวจิตหัวใจของนักสู้มันไม่มีให้เห็นกันเลย ให้ตายเถอะจอร์จ ! ส่วนนึงเราอาจบอกได้ว่าบรรยากาศมาคุในสนามก็น่าจะเป็นตัวแปรที่สำคัญไม่น้อยเลย กับผลงานสุดห่วยของทีมในนัดนี้ เพราะทั้งช่วงก่อน ระหว่างและหลังเกม พลังประชาชนของชาวจอร์ดี้ นั้นรุนแรงเกินกว่าที่หลายฝ่าย รวมถึง ไมค์ แอชลีย์ และลูกสมุน คาดการณ์เอาไว้เยอะทีเดียว

ณ นาทีนี้ ผมยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของทีมจากถิ่นไทน์ไซด์ แม้แต่น้อยครับ โดย ‘ปลายทาง’ ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นทางออกได้ก็คือ ต้องโน้มน้าวคีแกนให้คัมแบ็กกลับมาคุมทีมให้ได้ (ซึ่งเป็นเคสที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้อีกแล้ว หากไม่ฟ้าถล่ม ดินทลายเกาะอังกฤษ) มิเช่นนั้น หาไม่แล้วก็คงต้องเป็น ‘เฮียตือ’ แอชลีย์ นี่แหละครับ ที่อาจทนเสียงขับไล่จากประชาชน เอ้ย แฟนบอลไม่ไหว เหมือนๆ กับที่อดีตท่านนายกฯ ประเทศไหนก็ไม่รู้ที่ ทนได้ทนดี จนผมรู้สึกสมเพชเวทนา ว่าจะดื้อดึง ยึดติดอะไรกันนักหนา กับ ยศฐา บรรดาศักดิ์

กระโดดจากเรื่องการเมืองในถิ่นเซนต์ เจมส์ ปาร์ค มาพูดถึงควันหลงศึก Red War ที่ผมยอมรับโดยดุษฎีว่าประเมิน หงส์แดงต่ำไปเยอะทีเดียว เพราะไม่คิดจริงๆ ว่า ทัพนักเตะเรด แมชีน จะสวมหัวใจสิงห์ วิ่งสู้ฟัดแบบไม่มีหมด จนทัพผีแดงเล่นกันติดขัด และเสียรูปกระบวนไปไม่น้อย โดยเฉพาะในแดนกลางที่เกมนี้ ลิเวอร์พูล ทำได้ดีกว่ามาก และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเค้ามีชัยเหนือ แมนฯยูไนเต็ด ในบ้านเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา

ประเดิมการเปิดฤดูกาลได้ด้วยการเชือด อริตัวฉกาจ แบบนี้แล้ว ก็หวังไว้เหลือเกินครับว่า ราฟาเอล เบนิเตซ และนักเตะหงส์แดง จะมีฤดูกาลที่ดี และสม่ำเสมอกว่าปีก่อนๆ ไม่เช่นนั้นแล้วการเก็บชัยชนะได้เหนือทีมปีศาจแดงได้เพียงเกมเดียว แล้ว ทำแต้มตกหล่นข้างทางกับทีมที่อ่อนชั้นกว่า เกมนี้ก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย

ขณะที่ทีมผีแดงของท่านเซอร์ อเล็กซ์ ก็คงไม่มีอะไรต้องบ่นหลังเกมครับ เพราะเล่นได้ดีกว่าแค่ช่วง 20 นาทีแรกเท่านั้น โดยจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ ผีแดงพังในเกมนี้ก็คือ การบาดเจ็บของไมเคิล คาร์ริค และตัวที่บรมกุนซือเลือดสกอตเปลี่ยนลงไปแทนในครึ่งหลังดันเป็น ไรอัน กิ๊กส์ ที่บทบาทและความถนัด อยู่ในข่ายสร้างสรรค์เกมรุก

ทำให้นักวิเคราะห์ทางช่อง Sky Sport ในเกมนี้อย่างเจมี่ เรดแนปป์ อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษและลิเวอร์พูลเก็บประเด็นนี้ เรื่อง ความสมดุลในแดนกลางมาพูด ประมาณว่าหากเปลี่ยน โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ กองกลางพลังไดนาโม มาตั้งแต่ต้นครึ่งหลัง รูปเกม ยูไนเต็ด อาจจะดีกว่าที่เห็น เพราะเมื่อ กิ๊กส์ สโคลส์ และ แอนเดอร์สัน ที่ไม่มีความดุดัน เจอพวกตัวเขี้ยวๆ อย่าง มาสเคราโน่ อลอนโซ่ หรือ ร็อบบี้ คีน ที่เกมนี้วิ่งพล่านลงมาช่วยไล่ด้วย ทำให้ สามหน่อในแดนกลางของทีมผีแดง เล่นกันสะเปะสะปะพอสมควร

แมนฯยูไนเต็ดยังโชคดีอยู่อย่างครับ ที่คริสติอาโน่ โรนัลโด้กำลังจะกลับมาลงสนามได้อีกครั้งเร็วๆนี้ เพราะนั่นหมายถึงแนวรุกสุดสยอง เบอร์บา-เตเบซ ยืนหน้าเป้า มีตัวสนับสนุนอย่าง รูนี่ย์ และ โรนัลโด้ จะกลับมาหลอกหลอนชาวบ้านชาวช่องอีกครั้ง โดยลึกๆ ผมก็ยังเชื่อว่า แนวรุกชุดนี้ของยูไนเต็ด ยังน่ากลัวที่สุดในพรีเมียร์ชิพอยู่ดี แม้ว่าอาร์เซนอลและเชลซี จะแสดงให้เห็นแล้วเช่นกันว่าพวกเค้าก็มีดีไม่ใช่เล่น เพราะเพิ่งไล่ถล่มคู่แข่งไป 4-0 และ 3-1 ตามลำดับ

อ้าว แล้วลิเวอร์พูลล่ะ ?? หลายคนอาจกำลังตั้งคำถามกับประเด็นแนวรุกสุด สยองยอดทีมในอังกฤษของผม อุตส่าห์ชนะแมนฯยูฯ ได้แท้ๆ แต่ผมกลับไม่ได้พูดถึงแนวรุกของพวกเค้าเสียอย่างนั้น

อืม อย่าหาว่าผมจงเกลียดจงชัง หรือมีอคติ กับทีมหงส์แดงเลยนะครับ แต่การประสานงานในแนวรุกรวมไปถึงการเข้าทำของพวกเค้า ยังดูไม่ค่อยน่ากลัว แม้ว่าจะชนะในเกมนี้ก็จริง

ร็อบบี้ คีนกับค่าตัว 20 ล้านปอนด์ ที่แบกไว้บนบ่า วิ่งลืมตาย หาตำแหน่ง ขยันทำทางให้เพื่อนอย่างบ้าคลั่ง แต่หน้าที่หลักกองหน้าต้องยิงประตูไม่ใช่หรือ ??

ครับ...ผมกำลังจะบอกว่าตราบใดที่คีนน้อย ยังปลดแอกตัวเองให้เป็นที่ยอมรับ และฮอตเหมือนสมัยเล่นให้สเปอร์ส ไม่ได้ เราก็ยังไม่อาจพูดได้เต็มปากว่า ลิเวอร์พูลมีแนวรุกที่น่าสะพรึงกลัว หากเทียบกับทีมอย่าง แมนฯยูฯ ที่เบอร์บาตอฟลงนัดแรกก็โชว์คลาสให้เห็นกันไปบ้างแล้ว อาร์เซนอลและวัลคอตต์ก็ดวงกำลังขึ้นและเชลซี ที่แม้กองหน้าจะยิงไม่เปรี้ยงในตอนนี้ แต่กองกลางอย่าง เดโก้ แลมพาร์ด หรือ บัลลัค ก็สามารถขึ้นมายิงได้ตลอด ผิดกับ ลิเวอร์พูล ที่ มักจะได้ประตูจากความสามารถเฉพาะตัวของตอร์เรส และ เจอร์ราร์ด หรือเกมนี้ หากไม่ได้โคตรซูเปอร์ซับอย่าง บาเบิล ก็อาจจะได้แค่เสมอ

ดังนั้น 3 แต้ม ที่ได้มาในเกมนี้ของทีมหงส์แดงอาจยังไม่ใช่ผลงานที่ดีที่สุด (ผมเชื่อว่าพวกเค้าสามารถเล่นได้ดีกว่านี้) แต่ก็ประทับใจที่สุดกับภาพรวมของความมันส์ระดับ 4 ดาว ที่เบนิเตซ และเฟอร์กี้มอบให้ผู้ชมในเกมนี้ เพราะไม่จืดชืดอย่างที่หลายคนเก็งไว้ตอนแรก Cheers Rafa & Fergie : )

ป.ล. Cheers = ขอบคุณ (ความหมายอย่างไม่เป็นทางการที่ ลอนดอนเนอร์ที่นี่มักจะใช้จนติดปาก )

Friday, 12 September 2008

ได้เวลาสิงโตคำราม


Sweet revenge for England ! พาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับนึงที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ...
สายตาเหลือบไปเห็นข้อความนี้เข้าขณะที่ ผมเดินดุ่ม ๆ กลับบ้านย่าน Earls Court ด้วยความรวดเร็วหลังจากยังไม่ชินกับสภาพอากาศที่นี่ หลังเพิ่งกลับจากไปฮอลิเดย์ที่ประเทศไทยมาได้สองวัน

กลับมาวันแรกก็ไปยืนจิบเบียร์ดูบอลโครเอเชีย-อังกฤษที่ผับแถวบ้านมันซะเลยครับ เพื่อให้ร่างกายมันอบอุ่น + ฉลองวันเกิดย้อนหลังให้ตัวเองซะหน่อย : )

ผับสไตล์อังกฤษแต๊ๆ ที่ผมเลือกเข้าไปชมเกมเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา แน่นไปด้วยแฟนบอลอังกฤษที่เข้าไปตามชมตามเชียร์ทีมชาติของพวกเค้า เนื่องจากเกมคู่นี้ดันไม่มีถ่ายทอดช่องฟรีทีวี !

ตลกร้ายนะครับ เพราะเกมระดับชาติแบบนี้ โดยปกติแล้ว ยังไง ๆ ไม่ BBC ก็ ITV ฟรีทีวี สองช่องหลักจะได้รับสัมปทานตรงนี้ยิงสดให้ได้ชมกันทุกบ้าน...ก็ไม่เข้าใจตุ้มครับว่า เกมที่ผ่านมานั้นมีเหตุผลประการใดจึงทำให้ อิงลิชชนที่ไม่มีเคเบิลทีวีที่บ้านต้องทนหนาวออกมาดูบอลแบบนี้ เหอ ๆ

เกมโครเอเชีย-อังกฤษที่จบลงด้วยสกอร์ไลน์ 1-4 นับเป็นผลการแข่งขันที่สวยสดงดงามครั้งนึงในรอบหลาย ๆ ปีของทีมชาติอังกฤษเลยนะครับ เพราะว่าหากจะนับกันให้ดีก็กินเวลาไป 7 ปีเต็มเข้าให้แล้ว ที่แฟนบอลทีมชาติอังกฤษไม่ได้เฮดังๆกันแบบนี้ ครั้งสุดท้ายที่จำได้คือ การที่พวกเค้าบุกไปเอาชนะเยอรมันถึงสนามโอลิมปิกสเตเดี้ยม ที่กรุงมิวนิค ประเทศเยอรมัน 5-1 ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกปี 2002

โดยเบื้องหน้า-เบื้องหลังของเกมเยอรมัน-อังกฤษในวันนั้น และกับโครเอเชียเมื่อวันพุธที่ผ่านมามีหลายๆอย่างที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน เรื่องแรกคือทั้งโครแอต และ ทีมอินทรีเหล็กต่างก็เป็นทีมที่อังกฤษอยากจะถอนแค้นมากเหลือเกิน เนื่องจากก่อนหน้านี้ต้องพ่ายแพ้มาอย่างเจ็บปวด ส่วนความเหมือนที่แตกต่างเรื่องที่สองก็คือ ก่อนเกมนี้โครเอเชีย ไม่แพ้ใครในบ้านมานานถึง 14 ปี (36เกม) ขณะที่เยอรมันก่อนเกมในปี 2001 ก็ไม่เคยโดนลูบคมในบ้านเช่นกัน

ประการสุดท้าย..สองเกมนี้เป็นเกมที่สร้างวีรบุรุษของทีมชาติอังกฤษ เนื่องจาก ไมเคิล โอเว่น และ ธีโอ วัลคอตต์ ต่างก็ทำแฮตทริกได้เหมือนๆกัน

จริงอยู่ว่านี่อาจเป็นการแจ้งเกิดแบบเต็มตัวของธีโอ ในนามทีมชาติอังกฤษ แต่ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ในขณะเดียวกันนี้ก็อาจเป็นสัญญาณที่ส่งไปถึง โอเว่น อดีตแฮตทริกฮีโร่ในเกมกับเยอรมันเช่นกันว่าเวลาของเค้าในทีมชาติอาจถึงกาลอวสานก่อนเวลาอันควร หลังจากถูกคาเปลโล่หมางเมินใส่ในเกมบอลโลกรอบคัดเลือกที่มีความสำคัญแบบนี้

ครับ แม้ทั้งคู่จะเล่นคนละตำแหน่งในนัดที่ผ่านมา แต่ดูทรงแล้ว ถึงโอเว่นจะถูกเรียกเข้ามาติดทีมชาติในอนาคตก็คงจะไม่ใช่ตัวหลักอยู่ดีในแดนหน้าเนื่องจาก เวย์น รูนีย์ หากไม่เจ็บหรือฟอร์มรูดมหาราช ยังไงๆก็ได้ยืนพื้นเป็นตัวจริงแน่นอน ขณะที่แคนดิเดตในตำแหน่งกองหน้ารายอื่นๆ อย่าง เอมิล เฮสกีย์ ก็พิสูจน์ให้เห็นไปแล้วว่าถึงจะอายุเริ่มเยอะแต่ก็ยังไม่หมดลาย อีกทั้งยังสร้างคุณประโยชน์มากมายให้ทีมในแง่ของแท็กติกส์ และรูปร่างที่ได้เปรียบ

จะมีก็แต่ เจอร์เมน เดโฟ นี่แหละครับ ที่ดูแล้วหากเก่งแค่ในระดับสโมสร และเล่นในระดับนานาชาติได้เท่าที่เห็น ก็มีโอกาสมากเหลือเกินที่จะโดน เบบี้ โกล์ ชิงโควตาบนม้านั่งสำรองไป

นอกจากนี้เอฟเฟกต์จากแฮตทริกของวัลคอตต์ และผลงานของทีมชาติอังกฤษในนัดที่ผ่านมานั่นก็เริ่มแสดงให้เห็นอีกเช่นกันว่า เวลาของเดวิด เบ็คแฮมก็น่าจะปิดฉากแต่เพียงเท่านี้ เนื่องจากสังขารและสภาพความฟิตซึ่งเป็นข้อบกพร่องที่ผมเห็นได้ชัดที่สุดจากดาวเตะพ่อลูกสามรายนี้ แม้ว่าเจ้าตัวจะมีความมุ่งมั่น และ ลูกทีเด็ดจากเซตพีชก็ตามที

แต่หากมองที่อายุ + เวลาค้าแข้งที่เหลือไม่มาก ก็พอจะสรุปได้คร่าวๆครับว่า มันน่าจะถึงเวลาที่หนุ่มเบ็คส์ควรจะเลิกดื้อและเปิดโอกาสให้ดาวเตะรุ่นน้อง ที่มีความสามารถหรือ ศักยภาพเทียบเคียงอย่าง เดวิด เบนท์ลีย์ หรือ ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ ได้มีโอกาสแสดงฝีมือบ้าง

กลับมาพูดถึงฮีโร่ในเกมนี้อย่าง ธีโอ วัลคอตต์กันบ้าง หลังจากที่ช็อกโลกด้วยการเป็นหนึ่งในทัพสิงโตคำรามมีชื่อไปบอลโลก เมื่อสองปีที่แล้วแบบค้านสายตาใครหลายคน (รวมทั้งผม) เนื่องจากก่อนหน้านั้นไม่เคยเล่นให้ทีมปืนโตชุดใหญ่แม้แต่ครั้งเดียว แต่กลับมีชื่อปาดหน้าตัวที่ทำผลงานในสโมสรดีๆอย่าง เดโฟ "เอเจ" แอนดี้ จอห์นสัน หรือ ดาร์เรน เบนท์

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็อย่างที่เห็นกันนะครับว่าเรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียง อย่างกว้างขวางและมันได้สร้างแรงกดดันให้เด็กหนุ่มตัวเล็ก ๆ ที่ขี้อายอย่างวัลคอตต์ และกระทบพัฒนาการ การเป็นนักฟุตบอลดาวรุ่งของเค้าไม่น้อย

ยังดีที่ได้ยอดโค้ชฝีมือดีอย่าง อาร์เซน เวนเกอร์ คอยดูแลประคบประหงมราวกับไข่ในหิน ไม่อย่างนั้นเชื่อขนมได้เลยว่า อนาคตของปีกจรวดรายนี้อาจจะจบลงแบบ เจอร์เมน เพนแนนท์ ที่ได้รับการจับตามองตั้งแต่เล็ก หรือ ดาวรุ่งรายอื่น ที่มักทนแรงเสียดทานจากความคาดหวังที่สูงไม่ไหว และมันกลับกลายเป็นภัยร้ายมาดับอนาคตค้าแข้งของพวกเค้าในภายหลัง

วัลคอตต์นั้นมีทุกอย่างนะครับ ที่นักเตะระดับโลกควรจะมี ทั้งความเร็วระดับแปดสิบแรงม้า ความคล่องตัว และสำคัญที่สุดคือ เซนส์บอลที่ติดตัวมาแต่กำเนิด จากนี้ไปจึงน่าสนใจมากว่าเจ้าตัวจะพัฒนาเรื่องของ Confidence (ความมั่นใจ) และ Self-fish instinct (สัญชาตญาณของกองหน้ากึ่งปีก ที่ผมคิดว่านักเตะเวิลด์คลาสควรจะมี ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็น คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ) ได้มากน้อยขนาดไหนนับจากนี้

สรุปก็คือ ผลงาน + สัญญาณดีๆของทีมชาติอังกฤษ ที่บังเกิดขึ้นในวันพุธที่ผ่านมาจะยกเครดิตให้ใครไปไม่ได้ครับนอกจากฟาบิโอ คาเปลโล่ ในความกล้าที่จะเลือกตัวผู้เล่นและระบบของทีม รวมไปถึงรูปแบบในการเล่นที่แม้จะดูติดๆขัดๆไปบ้างในช่วงครึ่งเวลาแรก รวมถึงนัดที่แล้วกับ อันดอร์รา

แต่ในที่สุดจอมแท็กติกส์อย่างคาเปลโล่ก็เริ่มจับทิศทางในการขี่หลังสิงโต ตัวนี้ให้โลดแล่นเป็นเจ้าป่าได้แน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้ ...ผมเชื่ออย่างนั้น

Thursday, 4 September 2008

ปิดตลาดรอบนี้ แฮปปี้กันทุกฝ่าย



หลังจากที่อึมครึม และซุ่มกันอยู่นานสองนาน ในที่สุดตลาด นักเตะที่เพิ่งปิดตัวลงไปหมาดๆ ก็จบลงแบบเซอร์ไพรส์ใคร และใครอีกหลายคนไม่มากก็น้อยครับ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการโยกย้าย ตัวผู้เล่นระดับบิ๊กเนมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงข่าวใหญ่ของ การประกาศขายหุ้นของคุณทักษิณ ชินวัตร ประธานสโมสรแมนฯซิตี้ ที่ตัดสินใจขาย ‘ซิตี้’ ให้กลุ่มนายทุนจากอาหรับในนามอาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป หรือ ADUG เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนเรือใบ

โดยนิยายเรื่องยาวของการซื้อขาย ‘ซิตี้’ ในครั้งนี้น่าจะได้รับ การจารึกไว้ในพงศาวดารลูกหนัง ถึงความเปลี่ยนแปลงของนายทุน ยุคใหม่ที่พร้อมสละเรือแบบไม่มีรีรอ เนื่องจากสโมสรฟุตบอลก็อาจ เปรียบได้ดังผักปลาในตลาดที่เฮีย ‘ไข่มุกดำ’ ได้ว่าไว้ในฉบับเมื่อวาน ประเด็นที่น่าสนใจตามมาก็คือต่อจากนี้ ความผูกพันระหว่างประธานสโมสร และแฟนบอล ที่นับวันก็ยิ่งเหินห่าง...สโมสรเป็นแค่เครื่องมือทางการตลาดในการสร้างชื่อให้ ‘ผู้ซื้อ’ และทำเงินเข้ากระเป๋าตัวเท่านั้นเองหรือ?

มุมนึงก็เข้าใจน่ะครับว่า ‘ซิตี้’ ต้องการผู้มาเปลี่ยนชะตาชีวิตที่เริ่มไม่แน่นอนหลังจากที่ ชินแม้ว โดนคดีความมากมาย + ไม่สามารถเสกทรัพย์มาเสริมความแข็งแกร่งให้ซิตี้ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี โดยภาพรวมแล้วการซื้อขายในครั้งนี้ก็ถือเป็น Win-Win ดีล ที่ทุกฝ่ายได้ผลประโยชน์ไป คุณทักษิณได้กำไรกว่าสองเท่าจากการขายหุ้น (ซื้อมา 81.6 ล้านปอนด์ ขายไป200 กว่าล้าน) + ได้ชื่อเสียงไปพอสมควรในช่วงปีเศษๆ ที่ดำรงตำแหน่งนายใหญ่แห่งถิ่น ซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์

แมนฯซิตี้ก็ได้เม็ดเงินอัดฉีดเนื้อ ๆ เน้น ๆ จากกลุ่มนายทุนที่รวยเป็นอันดับท็อป 20 ของโลก และมีศักยภาพมากพอ ที่จะเปลี่ยนโฉมเรือใบ ให้กลายร่างเป็นบิ๊กทีม ในพรีเมียร์ชิพเสียทีหลังจากลุ่มๆ ดอนๆ มาหลายปีดีดัก ส่วนกลุ่มอาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ปซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยากเทกโอเวอร์ อาร์เซนอล ลิเวอร์พูลและนิวคาสเซิล และนำทีมโดย ดร.สุไลมาน อัล-ฟาฮิม ก็จะได้เติมเต็มความฝันในการสร้างชื่อให้กลุ่ม "อาดัก" เป็นแบรนด์ที่ดังกระฉ่อน ควบคู่ไปกับสโมสรจากย่านอีสต์แลนด์

ครับ โดยทันทีที่พวกเค้าบุกเข้ายึด ซิตี้ ได้ก่อนตลาดนักเตะวายเพียงไม่กี่ชั่วโมง นายอัล-ฟาฮิมคนนี้ก็พยายามจะสร้างความฮือฮาด้วย การดอดไปติดต่อขอซื้อกบฏลูกหนังของถิ่น เดอะ เลน อย่าง ดิมี่ เบอร์บาตอฟ โดยยื่นขอเสนอสุดงามร่วม 34 ล้านปอนด์ ให้สเปอร์สรับไว้พิจารณา
แดเนียล เลวี่ ซึ่งโกรธ และเกลียดทีมอสูรแดงของเซอร์ อเล็กซ์ยิ่งกว่าอุจจาระก็ตอบรับทันที ติดก็ตรงที่ตัว และวิญญาณของหอก (หัก) บัลแกเรียน นั้นได้มอบให้แก่ทัพอสูรเป็นที่เรียบร้อย มิเช่นนั้นเราอาจได้เห็นดีลที่ ‘หักมุม’ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ก็เป็นได้
Ambition หรือความทะเยอทะยานของอัล-ฟาฮิม วัย 31 ปีคนนี้นั้น เท่าที่ได้ศึกษา + อ่านคำให้สัมภาษณ์ของหมอนี่แล้ว แกถือเป็นเป็นนักธุรกิจที่เก่ง และมันสมองเรื่องการทำธุรกิจของเค้านั้นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง หาตัวจับได้ยาก คาแรกเตอร์โดยรวมก็มุทะลุดุดัน และคาดหวังสูงพอสมควรกับโปรเจกต์ใหญ่กับแมนฯซิตี้ในครั้งนี้ เพราะหลังจากพลาดเป้าหมายหลักอย่าง เบอร์บาตอฟ แกก็รีบดอดไปติดต่อขอซื้อ ดาวิด บีญ่า, มาริโอ โกเมซ แต่สุดท้ายก็มาประสบความสำเร็จที่ดีลกับ โรบินโญ่ ด้วยค่าตัว 32.5 ล้านปอนด์ ถือเป็นสถิติการย้ายทีมที่สูงสุดเป็นประวัติการของเกาะอังกฤษเลยทีเดียว

นอกจากนี้แกยังวาดฝันไว้อย่างสวยงามโดยประกาศเอาฤกษ์เอาชัยฉลองครบรอบ 128 ปี สโมสรแมนฯซิตี้ในวันเปิดตัวว่าซีซั่นนี้ขอพาเรือใบแล่นฉิว และกร้าวขู่ ‘บิ๊กโฟร์’ ว่าให้ระวังตัวให้ดี พร้อมประกาศจะเอาถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกมาวางในตู้โชว์ของสโมสรให้จงได้ภายในระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้ !!?? (อันนี้ไม่ทราบจริง ๆ ครับว่า เป็นแค่โฆษณาชวนเชื้อ หรือแกจะทำได้จริง อันนี้ ต้องรอดูกันนะ ^^)

แต่ด้วยวัยเพียงแค่นี้ของอัล-ฟาฮิม แกกลับมีสินทรัพย์มากกว่าเสี่ยหมี อับราโมวิชของเชลซีเกือบ 10 เท่า ฉะนั้นโดยส่วนตัว ผมเชื่อครับว่าประธานคนใหม่ของแมนฯซิตี้คนนี้ไม่ธรรมดา และขอให้จับตาให้ดีครับ เพราะว่าเปิดตลาดรอบหน้าแฟนซิตี้มีเฮดัง ๆ แน่นอนกับบิ๊กเนมที่จะมาสร้างสีสันให้พรีเมียร์ชิพช่วงเดือนมกราคมที่จะถึงนี้

กระเถิบมาพูดถึงทีมร่วมเมืองแมนเชสเตอร์ อย่างผีแดง แมนฯยูไนเต็ดกันบ้างดีกว่า หลังจากที่พวกเค้าโชว์ Power ในการดึงนักเตะอย่าง เบอร์บาตอฟมาได้ ทั้ง ๆ ที่สเปอร์สเซย์ เยส ให้แมนฯซิตี้ ไปแล้วนั้น ก็คงต้องบอก + ยอมรับแต่โดยดีครับว่า แข่งอะไรก็แข่งได้ แต่จะให้แข่งบารมี ที่ต้องใช้ ‘เวลา’ บ่ม และสะสมมานานแรมปีนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะสร้างกันง่าย ๆ

โดยทั้งแมนฯซิตี้ ทีมเศรษฐีน้องใหม่ และสิงห์ไฮโซของเสี่ยหมีเองก็ดี คงจะได้ตระหนักแล้วครับว่าการจะเป็นยอดทีม ในใจแฟนบอลทั่วโลกนั้นไม่ใช่จะสร้างขึ้นมาเพียงห้าวัน เจ็ดวัน แต่ทุกอย่างนั้นล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยเวลา และความสำเร็จ + แผนงานในระยะยาวมาการันตีความไว้เนื้อเชื่อใจจากฐานแฟนบอลใหม่ ว่าจะ ‘ปลื้ม’ ตัวตนของทีมนั้น ๆ มากน้อยขนาดไหน

ฉะนั้นอาการปลื้มของเบอร์บาตอฟที่มีต่อทีมผีแดงก็คงทำให้แฟนแมนฯยูไนเต็ด ที่ติดตามลุ้นเดดไลน์นักเตะ รอบที่ผ่านมาลุ้นระทึก แต่สุดท้ายก็สมหวังก็ไปตามๆ กัน โดยสเปอร์สเองก็ถือว่าใจแข็งจนนาทีสุดท้ายจริงๆ เพราะหากไม่ได้ราคา 30 ล้านปอนด์ที่ต้องการเบอร์บาตอฟก็คงไม่ได้ชูเสื้อยูไนเต็ดหราอย่างที่เห็นกัน
โดยงานนี้สเปอร์ส ไม่เสียรู้เซอร์ อเล็กซ์ อย่างที่ผมเคยหวั่นเกรงในตอนแรกว่าทีมรักจะทะลึ่ง ร้อนรนปล่อยเบอร์บาตอฟในราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

เครดิตในครั้งนี้นั้นต้องยกให้ ฆวนเด้ รามอส และทีมงานสเปอร์สครับ เพราะว่านิ่ง และเล่นเกมวัดใจ นี้ได้อย่างชาญฉลาด เพราะหากว่าพวกเค้าชวด ขายเบอร์บาตอฟขึ้นมาจริงๆ และทีมตราไก่เกิดของขึ้นเดิน หน้าดำเนินคดีเอาเรื่องกับแมนฯยูฯ ผลร้ายท้ายสุดจะ ตกอยู่กับทีมปีศาจแดงแบบช่วยไม่ได้ เพราะนอกจาก จะมีสิทธิ์โดนลดแต้ม + แบนจากตลาดนักเตะแล้ว ปัญหาในแนวรุกของปีศาจแดง ในยุคที่ขาดดาวเตะเทพเลือด ฝอยทองอย่างคริสติอาโน่ โรนัลโด้ ก็คงไม่ได้รับการแก้ไข และจะส่งผลกระทบเต็ม ๆ ต่อการลุ้นแชมป์ในบั้นปลาย เนื่องจากปีนี้เชลซีของหลุยส์ ฟิลิปเป้ สโคลารี่ ที่แม้นัดล่าสุดจะทำได้เพียงแค่เสมอสเปอร์ส แต่ดูแล้วเล่นได้เนียนตา กว่าลูกทีมของป๋า แพนด้าเล็กน้อย ในช่วงออกสตาร์ตซีซั่นนี้

ดังนั้นการที่ เซอร์อเล็กซ์ ยอมลดทิฐิของตัวเองลง และยอมจ่ายค่าตัวเบอร์บาตอฟตามที่สเปอร์สเรียกร้องมา + แถมเจ้าหนู เฟรเซอร์ แคมป์เบลล์ ให้สเปอร์สไว้ใช้งานในหนึ่งซีซั่นจึงถือเป็นทางออกที่ เพอร์เฟกต์ สำหรับทุกฝ่ายจริง ๆ ครับ

Tuesday, 26 August 2008

สัปดาห์ที่สุดแสนสำคัญของสเปอร์ส


หากจะเปรียบความรักของสเปอร์สที่มีต่อดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟในตอนนี้ก็คงต้องบอกว่าอยู่ในช่วง อึมครึมสุดขีดและพร้อมจะหย่าร้างกันอย่างเป็นทางกันอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ รอก็เพียงแค่ให้ ‘มือที่สาม’ อย่างแมนฯยูไนเต็ดเอาเงินค่าเสียหายจำนวนประมาณ 25-30 ล้านปอนด์ ฝาดหัวสามีเก่าอย่างสเปอร์สแบกรับมันเอาไว้แบบไม่เต็มใจ พร้อมยืนดูแฟนใหม่จูงมือคนรักเก่า นามว่า ‘วันทอง’เชื้อสายบัลแกเรียน หอบผ้าหอบผ่อนหนีตามกันไปอยู่เท่านั้นเอง

เห็นแล้วเจ็บจี๊ดแทนไก่เดือยทอง สเปอร์สไปถึงขั้วหัวใจครับ เพราะเลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ อุตสาห์เปิดโอกาสให้เจ้าตัวได้สร้างชื่อในเวทีพรีเมียร์ฯ แต่สุดท้ายกลับได้แค่ตัวของเบอร์บา แต่ไม่อาจได้ใจของนักเตะ และหากไม่มีอะไรผิดพลาดหรือหักมุม ดีลที่กำลังจะจบลง ‘ตอกย้ำ’ ให้เห็นกันอีกครั้งว่าสุดท้ายแล้ว ยุคโมเดิร์นฟุตบอล หลังปี 2000 เป็นต้นมา นักเตะมีอำนาจต่อรองมากจนน่ากลัวเหลือเกินว่า ต่อจากนี้ลายน้ำหมึกที่เซ็นลงไปในการทำสัญญามันจะเป็นเพียงแค่กระดาษทิชชู่ห่วยๆที่พร้อมแปรสภาพเป็นกระดาษเช็ดก้นในทันตา หากว่านักเตะเกิดอาการ ‘หมดใจ’ กับสโมสรอู่ข้าวอู่น้ำของตนเอง

นิยายรักสามเส้าที่ยืดเยื้อคาราคาซังในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมามีตัวอย่างให้เห็นเยอะครับ เช่นกรณีพิพาทของ คริสติอาโน่ โรนัลโด้ แกเรธ แบร์รี่ หรือ ร็อบบี้ คีน โดยสองรายแรกไม่ได้ย้ายทีมสมความปรารถนาเพราะมีปัจจัยต่างๆเข้ามามีส่วนทำให้สโมสรต้นสังกัดรอดพ้นการเสียนักเตะหลักของตัวเองไปหวุดหวิด
จะมีก็แต่รายหลัง ซึ่งในที่นี้ก็คือร็อบบี้ คีน ที่ตัวและหัวใจของหอกไอริชจอมตีลังกานั้นฝากไว้กับทีมหงส์แดงลิเวอร์พูลมานานตั้งแต่เป็นเด็กตัวกะเปี๊ยก และรับใช้สเปอร์สมาอย่างยาวนาน ซื่อสัตย์ และทุ่มเทเกินร้อยเสมอยามที่ลงสนาม การที่เจ้าตัวขอเคลียร์กับฆวนเด้ รามอสดีๆ + ให้สัมภาษณ์ร่ำลาแฟนบอลทีมตราไก่ตอนเปิดตัวที่แอนฟิลด์ มันเป็นการลาจากที่สวยงามและน่าจดจำทั้งในส่วนของคีนเอง แฟนบอลสเปอร์ส และสโมสร...

กลับกันในเคสของเบอร์บาตอฟ นักเตะอยากย้ายไปเติมเต็มความฝันในการลงเล่นแชมป์เปี้ยนส์ลีกมานานก่อนดีลของร็อบบี้ คีนจะเริ่มด้วยซ้ำ แต่แมนฯยูไนเต็ดดันไม่ใจป้ำพอที่จะยื่นเม็ดเงิน 30 ล้านปอนด์ตามที่ดาเนี่ยล เลวี่ ต้องการทำให้ ดีลนี้ยืดยาวออกไปจนฟุตบอลเปิดฤดูกาล และผลกระทบนี้ก็ไม่ได้ตกที่เบอร์บา หรือ ทีมปีศาจแดงของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โดยตรงครับ แต่เป็นฝั่งสเปอร์สที่เสียหายเต็มๆ เนื่องจากฆวนเด้ รามอสต้องพบกับความยากลำบากในการจัดแผนและรูปแบบการเล่น

นัดแรกที่สเปอร์สพ่ายให้แก่มิดเดิลสโบรห์ หากยังจำกันได้คงเห็นนะครับว่าสีหน้าของหัวหอกอารมณ์ติสต์นั้นบ่งบอกชัดเจนว่ากระจิตกระใจไม่พร้อมที่จะเล่นให้สเปอร์สอีกต่อไปแล้ว ซึ่งถึงตรงนั้นผมคาดว่าหลายคนที่ได้ชมเกมนี้คงคิดไม่ต่างจากผมว่าเวลาของเบอร์บาตอฟกับสเปอร์สนั้นกำลังจะจบลงแล้ว

ถัดมาอีกหนึ่งอาทิตย์ให้หลังก็เป็นจริงตามคาดครับ ความสัมพันธ์ของเบอร์บาและรามอสมาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อก่อนเกมที่สเปอร์สมีคิวต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของซันเดอร์แลนด์ และนักเตะเข้าไปพบเฮดโค้ชชาวสเปนและแจ้งให้ทราบถึง ความกระสันส่วนตัวอย่างออกหน้าออกตา ประมาณว่าอยากสวมเครื่องแบบผีแดงเต็มแก่ และจิตใจไม่พร้อมที่จะเล่นในเกมระดับนี้หากยังไม่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ

ประเด็นของเบอร์บาตอฟในครั้งนี้ ผมคิดว่าองค์ใหญ่อย่างฟีฟ่าก็ดี หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรองลงมาอย่าง ‘เอฟเอ’ น่าจะเก็บไว้เป็นกรณีศึกษาในเรื่องของ ‘อำนาจต่อรองของนักเตะ’ ว่าต้นสังกัดจะมีมาตรการใดในการปกป้องและมีกรรมสิทธิ์ในตัวนักเตะมากกว่านี้
หาใช่ต้นสังกัดจ่ายค่าเหนื่อยรายสัปดาห์แพงระยับ แต่นักเตะดันอิดออดที่จะลงสนาม !!
สเปอร์สตอนนี้นั้นทำได้แค่เพียงปรับเงิน บักตอฟ 45,000 ปอนด์ ซึ่งจุ๋มจิ๋มสิ้นดี สำหรับนักเตะที่ทำตัวไร้ความเป็นมืออาชีพเยี่ยงนี้ ส่วนตัวผมแล้วยืนยัน นอนยันเลยว่าองค์กรที่รับผิดชอบควรมีมาตรการใดๆก็ตามที่ทำให้นักเตะหลาบจำ และจะไม่ทำตัวอย่างเบอร์บาตอฟ หรือ หนูโด้ ที่กระจอง งอแง หากไม่ได้ย้ายทีม ทั้งๆที่สัญญาก็ยังเหลืออีกบานตะไทกับต้นสังกัดเดิม

อย่างไรก็ดี ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่ากฎและระเบียบต่างๆควรย้อนยุคกลับใช้ ‘สัญญาทาส’ หรือให้สิทธิ์และอำนาจเด็ดขาดแก่ต้นสังกัดเหมือนอย่างเคย แต่ผมอยากเห็นดีลที่แฟร์กับสโมสรอู่ข้าวอู่น้ำของนักเตะมากกว่านี้ก็เท่านั้นเองครับ

ถึงนาทีนี้ สิ่งที่ฆวนเด้ รามอส และ ดาเนี่ยล เลวี่ ต้องรีบทำเป็นการด่วนเลยก็คือสรุปให้ชัดไปเลยว่าจะขายไม่ขาย เพราะหากปล่อยยืดเยื้อ หรือเลยเดดไลน์ไปแล้ว พวกเค้าก็จะอดได้เงินก้อน มาซื้อกองหน้าเสริมทัพ หรือหากว่าตัดสินใจขายแต่ดันขายช้าก่อนตลาดปิดไม่กี่วัน การที่จะหาตัวแทนที่มีประสิทธิภาพ หรือ ใกล้เคียงเบอร์บาตอฟในตลาดนั้นบอกได้คำเดียวครับว่าเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ดีลกับอังเดร อาร์ชาวิน นั้นดูเหมือนจะฟื้นคืนชีพกลับมาเมื่อเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์กยอมลดราคามาใน วงเงินที่สเปอร์สยอมรับได้ แต่ในแง่ของแท็คติกส์แล้ว อย่างที่ทุกคนทราบนะครับว่า อาร์ชาวินเป็นนักเตะที่ดีก็จริง แต่หมอนี่ไม่ได้เล่นเซ็นเตอร์ฟอร์เวิดร์ และยิงไปแค่ 3 เม็ดเท่านั้นจาก19 หลังสุด ขณะที่พวกครีเอทีฟ มิดฟิลด์ สเปอร์สนั้นก็แทบจะทับกันตายอยู่แล้วในสนาม ทั้ง ลูก้า โมดริช โจวานนี่ ดอส ซานโต๊ส หรือ เดวิด เบนท์ลีย์ ซึ่งนัดที่ผ่านมาโดนจับไปยืนหน้าต่ำแทนที่จะเป็นปีกขวาตำแหน่งที่ดีที่สุดของเจ้าตัว

ดังนั้นชื่อของ โรมัน พาฟลูเชนโก้, ราดาเมล ฟัลเกา (ของริเวอร์ เพลท) หรือ คลาส แยน ฮุนเตลาร์ น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่าสำหรับสเปอร์สในยามนี้ที่ขาดแคลนกองหน้าประเภทโป้งเดียวหาย เนื่องจากดาร์เรน เบนท์นั้นยิ่งดูก็ยิ่งอดสู และค่อนข้างแน่ว่าเป็นทิ้งพึ่งพาของทีมไม่ได้เลยหากดูผลงานเฮียแกจากสองนัดที่ผ่านมา

สรุปเลยนะครับ ว่าสเปอร์สควรต้องรีบปล่อยเบอร์บาตอฟให้ผีแดงภายในวันสองวันต่อจากนี้ และรีบหาตัวแทนในตำแหน่งกองหน้าให้เร็วที่สุด หากหวังจะเก็บ1 คะแนนออกมาจากถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในการออกไปเยือนเชลซีวันอาทิตย์นี้

หากเก็บได้สักคะแนนผมเชื่อนะครับว่า ขวัญและกำลังใจของทีมตราไก่คงจะดีขึ้นเป็นอักโขเลย แต่หากไม่เป็นอย่างนั้นการพ่ายแพ้สามนัดรวดจะเป็นการออกสตาร์สที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 29 ปีของสโมสร และเก้าอี้ของฆวนเด้ รามอสอาจสั่นคลอนก่อนถึงเวลาอันควรก็เป็นได้ครับ

Wednesday, 13 August 2008

เอฟเฟกต์จากทักษิณถึงแมนฯซิตี้


สวัสดีวันแม่ย้อนหลังกันไปหนึ่งวันนะครับ ไม่ทราบว่า คุณผู้อ่าน ได้ทำอะไรให้แก่ผู้หญิง ที่คลอดเราออกมาใน วันสุดพิเศษ ที่ผ่านมาหรือเปล่าเอ่ย? ถ้ายังหรือไม่มีเวลา ที่จะเจอหน้าท่าน แค่การโทร. บอกรักท่าน หรือทำดีกับ ท่านในทุก ๆ วัน ไม่จำเป็นเฉพาะวันแม่ ก็น่าจะทำให้ท่าน ชื่นใจไม่น้อยครับ ผมเองหลังจากห่างครอบครัวไปนาน และเพิ่งถึงประเทศไทยได้สองวัน ก็ได้โอกาสพาคุณแม่ไป ทานอาหารทะเลกับพ่อ และน้องสาวแถว ๆ มหาชัย การกลับมาบ้านใน รอบสองปีครั้งนี้ รู้สึก และรู้ซึ้งเลย ว่าไม่มีชาติใดในโลกที่จะ มีอาหารเลิศรสไปกว่าประเทศ ของเราอีกแล้ว อีกทั้งน้ำใจไมตรี และความเป็นมิตรที่พร้อมมีรอยยิ้มให้กัน+ช่วยเหลือเกื้อกูล แม้จะไม่ได้รู้จักมักจี่ก็เป็นสิ่งนึง ที่ผมคิดถึงเสมอเนื่องจากคนอังกฤษนั้นหากไม่ใช่ญาติก็ยากหน่อยล่ะครับที่จะเห็นสิ่งดี ๆ เหล่านี้เกิดขึ้น เพราะต่างคนต่างก็สนใจแต่เรื่องของชีวิตตัวเอง...
ไม่ใช่ว่าคนอังกฤษไม่ดีนะครับ คนดี ๆ มีน้ำใจก็พอจะมีให้เห็น แต่ทว่ามหานครที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายอย่างลอนดอน ชีวิตประจำวันเดิน ไปเร็วมากเหลือเกิน เร็วจนคนที่ถือคติช้าแต่ชัวร์อย่างผม หลาย ๆ ครั้งรู้สึกเหนื่อยมากกับการใช้ชีวิตที่นั่น แม้ว่าจะชื่นชอบ ชื่นชมในเรื่องระเบียบวินัยของพลเมือง, ระบบขนส่งมวลชน ไปไหนมาไหนก็สะดวกสบาย อีกทั้งอากาศก็ไม่ร้อนตับแตกเหมือนไทย แต่เชื่อผมเถอะครับ ไม่มีที่ไหน ‘สุขใจ’ ได้เท่าผืนแผ่นดินแห่งนี้อีกแล้ว : )

เช้านี้ผมได้เห็นหัวพาดหัวข่าวจาก ‘เดอะ ซัน’ และสื่ออีกหลายรายจากอังกฤษประโคมข่าวเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวกับการลี้ภัยทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบกับเรือใบสีฟ้า แมนฯซิตี้ ในซีซั่นใหม่ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นเร็ว ๆ นี้

ใจนึงก็สงสาร และเห็นใจอดีตผู้นำไทยนะครับ หากว่าเจ้าตัว จะไม่ได้กลับมาใช้ชีวิตที่เหลือที่ประเทศบ้านเกิดอีก... อย่างไรก็ดีวันนี้เรื่องของการเมืองผมไม่อยากจะไปพูดถึง หรือพาดพิงใคร แต่ที่น่าเป็นห่วงแทนก็คือ ผลกระทบที่มีต่อแมนฯซิตี้ ทีมที่ คุณทักษิณได้ซื้อมาไว้ครอบครองเมื่อประมาณ 14 เดือนก่อน
ผลกระทบนั้นมีแน่นอนพันเปอร์เซ็นต์อยู่แล้วครับ อยู่ที่ว่าจะ ส่งผลกับเรือใบลำนี้ ช้าหรือเร็ว มาก หรือน้อย เท่านั้นเอง เนื่องจากเมื่อเจ้าของทีม ‘งานเข้า’ เจอคดีมากมายรุมเร้าแบบนี้ มันจึงเป็นเรื่องยากมากครับ ที่ แฟรงค์ ซินาตรา จะมีเวลามา ปรึกษาหารือกับทีมงานเกี่ยวกับทิศทาง และความเป็นไป ของสโมสรจากย่านอีสต์แลนด์
เรื่อง Budget หรืองบประมาณที่เคยให้คำมั่นสัญญากับ ‘สปาร์กี้’ มาร์ค ฮิวจ์สเอาไว้ ถึงตอนนี้ ซิตี้สอยมาแค่ โจ หัวหอกเลือด แซมบ้าค่าตัว 19 ล้านปอนด์ (ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์) กับ ทาล เบน ฮาอิม เท่านั้น ขณะที่ก็ฮิวจ์สก็ยัง ‘อ้ำอึ้ง’ และไม่ชัดเจนเท่าไรถึงกรณีที่ทีมจะขาย เวดราน ชอร์ลูก้า ให้สเปอร์ส และสตีเฟน ไอร์แลนด์ ที่มีข่าวกับซันเดอร์แลนด์

เคสของสองตัวหลัก ที่อาจจะโดน ‘บีบ’ ให้ย้ายออกไปโดยบอร์ดนี้แหละครับ อาจจะส่งผลโดยตรงถึงการ ตัดสินใจของฮิวจ์สได้เลยว่าจะ Commit หรือทุ่มเทตนให้อู่ข้าว อู่น้ำใหม่ของเค้าต่อ ตามแบบฉบับของมืออาชีพที่พึงกระทำ หรือจะเลือก "หักดิบ" ตัดช่องน้อยแต่พอตัวลาออกไปเพื่อ ความสบายใจของตัวเอง
จากการให้สัมภาษณ์ช่วงหลัง ๆ ของกุนซือฮาร์ดคอร์รายนี้บ่งบอกได้เป็นอย่างดีครับว่าเจ้าตัว ‘อึดอัด’ กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสโมสรแมนฯ ซิตี้ พอสมควร เพราะหลาย ๆ อย่าง ตัวเค้าซึ่งน่าจะเป็นคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องการซื้อ / ขายผู้เล่นมากที่สุดกลับโดนมองข้ามหัวและ ได้แต่ทำหน้าที่คุมทีม+ วางแท็กติกส์ รอความหวัง และคำมั่นสัญญาเรื่องงบประมาณ ใช้จ่ายซื้อตัวผู้เล่นมาเสริมทีม ไปวัน ๆ อย่างนั้นหรือ

ผมไม่เชื่อนะครับว่าคนที่เด็ดขาด และมีความชัดเจนใน การทำงานพอสมควรอย่างฮิวจ์สคง ต้องขอเคลียร์กับ บอร์ดบริหารก่อนฤดูกาลจะเริ่มขึ้นอย่างแน่นอน และจากนี้น่าสนใจมากครับว่า ความสัมพันธ์ของผู้จัดการทีมเลือดเวลส์ และอดีตนายกฯชาวไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป
อีกเรื่องที่ผมสนใจเป็นพิเศษก็คือประเด็นที่ พรีเมียร์ลีกนำโดย CEO ริชาร์ด สคูดามอร์ อาจทบทวนความเหมาะสมของ “ทักษิณ” ในฐานะเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้อีกครั้งนึง เพราะตามกฎของพรีเมียร์นั้นบอกไว้ชัดเจนว่า หากคุณทักษิณโดนพิสูจน์ + ตัดสินว่ามีความผิด ทางกฎหมายอาญาจริง ‘คุณสมบัติ’ การครอบครองสโมสรแมนฯซิตี้ ก็อาจจะหมดลง และหากไม่ยอมลงจากเก้าอี้ พรีเมียร์มีสิทธิ์ที่จะ ถอดถอนสโมสร ออกจากการแข่งขัน ตามกฎ D10

เคสโดนถอน ออกจากการแข่งขัน คือ สมมติฐานที่อาจเกิด ขึ้นอย่างเลวร้ายที่สุดนะครับ และก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจไป เพราะว่าหากเรื่องบาน ปลายไปถึงขั้นนั้นจริง ๆ ผมเชื่อว่าคุณทักษิณน่าจะหานายทุน รายใหม่มารับช่วงต่อได้แน่ เพราะซิตี้ก็เป็นทีมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แฟนบอลในเมืองแมนเชสเตอร์ ก็มากกว่าแมนฯยูไนเต็ดด้วยซ้ำไป นอกจากนี้ทรัพยากร และศักยภาพของทีมเรือใบก็ไม่ได้ขี้เหล่เลย

ส่วนตัวเชื่อนะครับว่าถ้าซิตี้ ได้เม็ดเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย + ท่านประธานออกมาชี้ให้ชัดถึงเป้าหมาย และทิศทางที่แน่นอน กุนซือฝีมือดีอย่าง มาร์ค ฮิวจ์ส น่าจะพาเรือใบแล่นฉิวได้ไม่ยาก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่ว่า เมื่อถึงเวลาแฟนบอลแมนฯซิตี้ ยังจะเชื่อมั่นในตัวประธานสโมสรอยู่หรือเปล่า เพราะกระแสต่อต้าน หลังจากด่วนปลด สเวน โกรัน เอริคส์สัน ก็เริ่มมีให้เห็น เมื่อรวมเรื่องความเหมาะสม ที่ถูกตั้งคำถามขึ้นมาอีก อันนี้คงยังไม่มีใครสามารถตอบได้ และ ‘เวลา’ เท่านั้นครับที่เป็นบทเฉลยนิยายเรื่องนี้...

Wednesday, 6 August 2008

คู่หน้าใครคมกว่า จะพาทีมเถลิงแชมป์พรีเมียร์ลีก

รอบอาทิตย์ที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่ชีวิต ของผมใน ประเทศอังกฤษยุ่งเหยิง พอสมควรครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สอบที่มหาวิทยาลัย จัดของแพ็คกระเป๋าเตรียมตัว ไปฮอลิเดย์เมืองไทยตามด้วยต่อ License ของ ‘คิกออฟ’ กับ ‘เอฟเอ’ เพื่อที่จะได้มาซึ่ง League Photo ID Cards (บัตรนักข่าวของซีซั่นนี้) + ต่ออายุ Journalist Insurance (ประกันภัยผู้สื่อข่าว) ที่หมดลงไป และมาเร่งทำสองอาทิตย์สุดท้ายก่อนกลับ
ถึงตอนนี้คิด ว่าทุกอย่างน่าจะ จบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะประกันภัยก็ต่อไปแล้ว สอบ และรายงาน กองโตก็ผ่านพ้นไปด้วยดี เหลือก็แต่รอบัตร Press card เนี่ยแหละครับ ไม่รู้ว่าจะทันได้รับก่อน จะกลับไทยวันเสาร์นี้หรือเปล่าเท่านั้นเอง

ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และท้าทายดีสำหรับผมครับโดยเฉพาะ เรื่องการต่อไลเซนต์กับ Football DataCo Ltd หนึ่งในองค์กรย่อยของเอฟเอ พรีเมียร์ลีกซึ่งทำหน้าตรวจเช็ครายละเอียดข้อมูล และ ‘มอบอำนาจ’ ให้ Third party หรือ ’สื่อ’ (ซึ่งในที่นี้ก็คือ “คิกออฟ”) มีสิทธิ์ได้เข้าไปชมฟุตบอลลีกของ ที่นี่โดยกฎเกณฑ์หลัก ๆ นั้นก็เหมือนเช่นเคยครับที่ นักข่าวต้องแฟกซ์ หรืออีเมล์ยื่น ความจำนงไปว่าอยากจะเข้าชมเกมไหนเป็นครั้ง ๆ ไป ไม่มีการจองล่วงหน้า หลังจากนั้นวันสองวันก่อน ‘แมตช์เดย์’ ก็จะได้ ‘คำตอบ’
จากสโมสรที่เราติดต่อไปว่าจะได้ ‘ที่นั่ง’ ในเกมนั้น ๆ หรือไม่
จากประสบการณ์ในซีซั่นที่แล้ว หากเป็นเกมใหญ่ ๆ อย่างคู่ แมนฯยูฯ-ลิเวอร์พูล หรืออาร์เซนอล-สเปอร์ส โอกาสที่จะได้ตั๋วสำหรับสื่อเอเชียหัวดำก็อาจจะน้อยลงไป ตามกฎเกณฑ์ที่พอจะเข้าใจได้ว่า ต้องให้พื้นที่สื่อเจ้าถิ่นก่อน อย่างไรก็ดีครับ ไม่ใช่ว่าคู่ใหญ่ ๆ จะไม่มีโอกาสได้เอาซะเลย เพราะปลายซีซั่นที่แล้วอย่างคู่ อาร์เซนอล-ลิเวอร์พูล ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ผมก็ ‘ฟลุ๊ค’ ได้ที่นั่งมาเหมือนกันนะ : )
ก่อนหน้านี้ยอมรับตามตรงว่าเกือบทุกอย่างนั้นมี ‘ใหม่ โมบาย’ หรือเฮียใหม่ ที่ตอนนี้ผ่านการ อบรบโค้ชฟุตบอลทั้งที่ David Beckham Academy และล่าสุดก็เพิ่งไปสอยใบ ประกาศจากบราซิลมาอีกใบ เป็นคนดูแล และช่วยเหลือเรื่องการติดต่อ ประสานพวกนี้ให้ตลอด ในช่วงที่ผมอยู่ในช่วง ‘เริ่มหัดเดิน’ จากนี้ไปก็คงถึงเวลาที่ต้องยืนด้วยลำแข้ง ตัวเองเสียทีครับหลังจากทำตัวเป็นภาระให้แกมานาน
จำได้แม่นว่าช่วงที่มาอังกฤษใหม่ ๆ จะหาบ้าน ย้ายบ้าน หรือแค่อยากรู้ว่าร้านอาหาร ไหนดีไม่ดีก็ได้เฮีย แกนี่แหละครับช่วยไว้ จริง ๆ ก็เกรงใจนะครับ ที่ต้องรบกวนแกบ่อย แต่เพราะ ผมถือคติที่ว่าแกอยู่มานาน น่าจะช่วยผมได้ ฮ่า ๆ (แย่เนอะ...ว่ามั๊ย?)
ส่วนเรื่องของฟุตบอลอังกฤษ ณ.นาทีนี้ ผมยังคงติดตาม ‘ดีล’ ของคริสติอาโน่ โรนัลโด้ อย่างใกล้ชิดเหมือนเช่นเคยครับ สาเหตุหลักก็เพราะส่วนตัวเชื่อว่า ดีลนี้จะมี เอฟเฟกส์ โดยตรง กับทิศทางของสเปอร์สทีมในดวงใจว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะถ้าหนูโด้ซึ่งกำลังจะ กลับไปพบหน้าเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่แคมป์ผีแดง เคลียร์ปัญหาหัวใจกันได้ แล้วตัดสินใจอยู่ค้าแข้งกับทีมต่อก็จะหมายความว่าโอกาสที่เบอร์บาตอฟจะ อยู่ล่าตาข่ายในเล้าไก่ต่อไปจะมีโอกาสเป็นไปได้สูง
ในทางกลับกัน หากปีกเทพเลือด ฝอยทองยังจะดื้อดึง ยืนยัน นอนยันว่ายังไงหนูก็จะไปค้าแข้งที่สเปนกับรีลมาดริด เชื่อได้ว่าจอมคนเลือดสกอตอย่างเฟอร์กูสัน ก็คงไม่ง้ออีกแล้ว และจะยอมหั่นสะบั้นความสัมพันธ์ฉันพ่อลูก และยอมปล่อยออกไปพร้อมกับเงิน ก้อนโตไม่ต่ำกว่า 60 ล้านปอนด์อย่างแน่นอนซึ่งนั่นก็จะหมายความว่าเรา จะได้เห็นเบอร์บาตอฟในชุดแดงเพลิงเช่นกัน
ซึ่งถ้าหวยออกมาแบบนั้น สเปอร์สของฆวนเด้ รามอสก็จะได้ Budget ราว ๆ 30 ล้านปอนด์ออกช็อปปิ้งอีกคำรบพร้อมถอยโปรเจค ‘สอยบีญ่า ล่าฝันบิ๊กโฟร์’ มายืนเป็นหอกคู่ ดาร์เรน เบนท์ สากเลี่ยม ทองค่าตัวแพงระยับที่ไม่รู้กินยาอะไรผิดในช่วงฟุตบอลปิดเทอม ยิงเหมือนเก็บกด อะไรไว้ไม่ทราบ พ่อสอยไปซะ 10 โกล์ จากการลงเล่น 5 นัดในช่วงที่ผ่านมา
ยิงแบบนี้ผมก็ได้แต่จุดธูป สวดมนต์ปนภาวนา ให้พ่อเบนท์เป็นหอก นิลกาฬที่ยิงได้แบบนี้เรื่อย ๆ นะ...สาธุ ไหน ๆ ก็พูดถึงผู้เล่นในตำแหน่ง กองหน้าแล้ว ผมเชื่อ + ขออนุญาติฟันธงล่วงหน้าเช่นเคยนะครับว่าปีนี้ ทีมไหนที่กองหน้าเล่นได้แบบมองตาก็รู้ใจคู่ขามากที่สุด ทีมนั้นจะ มีโอกาสสอยพรีเมียร์ชิพโทรฟี่มาครอบครอง...โดยสมมุติฐานนี้ ผมขอเลือกมาจากแค่ 4 ทีมจากบิ๊กโฟร์เท่านั้นนะครับ
พาร์ทเนอร์คู่แรกที่อยากพูดถึงในวันนี้ คิดว่าน่าจะเป็นคู่หน้าที่หลายคนนั่งนับวันให้พรีเมียร์เปิดเร็ว ๆ เพราะอยากดูการประสานงานกัน มากน่าจะเป็นคู่ คีน-ตอร์เรส นะครับ เพราะดูจากสไตล์ของทั้งคู่ บวกสถิติส่วนตัวของแต่ละคนที่สะสมมา ทั้งคู่น่าจะการันตีอย่างน้อย ๆ 40 ประตูให้หงส์แดง ลิเวอร์พูล แน่นอน
อย่างไรก็ดีครับผมเชื่อว่า สุดท้ายแล้วแม้คีนจะปรับตัวได้เร็วในรั้วแอนฟิลด์ แต่สุดท้ายผมยังเชื่อว่าแนวรับ และ ปรัชญาการทำทีมของราฟา เบนิเตซ ยังไม่เหมาะกับแชมป์ที่ต้องลุ้นกันไปยาวๆอย่างพรีเมียร์ชิพครับ
คู่ที่สอง ทีมผีแดงส่งเข้าประกวดคือคู่ รูนี่ย์-เตเบซ สองคนนี้ดูจากสรีสะ และสไตล์การเล่นดูเหมือนจะไปกันไม่ได้ แต่ก็อย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆ ประจักษ์สายตากันไปแล้วว่า ทั้งคู่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก แม้ว่าในปีที่ผ่านมาสองคนนี้จะโดนจับยืนตำแหน่งด้านข้างซะเยอะ แต่ซีซั่นใหม่ที่จะถึงนี้ หากหนูโด้มีอันต้องโบกมือลาทีมไปจริง ๆ ผมเชื่อครับว่า สองหน่อร่างตันนี้จะไม่ทำให้แฟนผีแดงร้องไห้ คร่ำครวญคิดถึงปีกสุดหล่อนานนัก เพราะไหนจะมีเทพ เบอร์บาตอฟเข้ามาเสริมอีก ดังนั้นผีแดงยังไงก็เป็น ‘เต็งหนึ่ง’ ในใจผม
ถัดมาเป็นคู่หอกสองสี สองสไตล์ ที่เจ๊เวนเกอร์ส่งเข้าประกวดครับ โรบิน ฟานเพอร์ซี่ และเอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ที่คนนึงก็เซนส์บอลดี บวกเท้าซ้ายที่แม่นราวกับจับวางหากว่า On form มานี่หาตัวจับได้ยากมาก (มีข้อแม้ว่าต้องฟิตนะ) ขณะที่อีกคนก็เป็นกองหน้าในฝันของกุนซือทุกคน เพราะมีความใหญ่ ไว คม และเทคนิคดี แม้หากดูจากสภาพทีมโดยรวม เดอะ กันเนอร์สจะเสียตัวหลัก ๆไปพอสมควร แต่เท่าที่ได้เห็นฟอร์มแบบคร่าว ๆ ในเอมิเรตส์ คัพ แล้ว “ยังบลัด” ที่เวนเกอร์เตรียมดันขึ้นมานั้นขอบอกเลยครับว่าไม่ธรรมดา และเจเนอเรชั่นชุดนี้จะพาอาร์เซนอลให้ได้ลุ้นไปยาว ๆ แน่นอนในพรีเมียร์ชิพปีนี้
คู่สุดท้ายเป็นสิงห์ไฮโซ ส่งเข้าประกวดครับ เป็นหอกดำทะมึน แต่ท็อปคลาสด้วยกันทั้งคู่ ดิดิเยร์ ดร็อกบา คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณกันให้เสียเวลานะครับ เพราะว่ามีคุณสมบัติกองหน้าที่ดีครบทุกอย่างเหมือนกับอเดบาบอร์ ขณะที่พาร์ทเนอร์ของเค้าถึงตอนนี้น่าจะเป็น นิโคลาส์ อเนลก้า ที่แม้จะดับไม่เป็นท่ากับซีซั่นแรก ที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ เพราะโดนจับไปเล่นปีกมั่ง กองหน้ามั่ง แต่ฟอร์ม ณ ปัจจุบันของหอกอารมณ์ติสด์ ชาวฝรั่งเศษรายนี้นั้นยิงกระจายโดยเฉพาะเกมล่าสุดที่สอยไปสี่ตุง ในเกมกับมิลานนั้นทำให้ผมเชื่อมั่นครับว่า อเนลก้าจะกลับมาเล่นได้ดีขึ้นแน่นอนในฤดูกาลหน้า
ยิ่งถ้าสิงห์บลูได้โรบินโญ่มาเสริมแนวรุกจริง ๆ อย่างที่เป็นข่าว เชลซีนี่แหละครับคือผู้ท้าทายตำแหน่ง แชมป์ในปีนี้กับแมนฯยูไนเต็ด อย่างแท้จริงครับ..