Wednesday, 17 October 2007

สถานการณ์อยู่ในมือ อย่าพลาดเองแล้วกัน


เวลานี้ ขุนพลทีมชาติอังกฤษบินลัดฟ้าเข้าสู่กรุงมอสโก ด้วยกำลังใจที่เปี่ยมล้นหลังต้อน "หมูน้อย" เอสโตเนีย ไปสบายแข้ง 3-0 ณ สนาม เวมบลีย์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

จริงอยู่ครับที่เราไม่อาจวัด หรือตัดสินอะไรได้มากในเกมนี้เพราะคู่ต่อสู้นั่น "ห่างชั้น" ไปหน่อย แต่อย่างน้อยๆ แล้วผมมองว่า อังกฤษเล่นได้ตามแบบฉบับของมืออาชีพอย่างแท้จริง เพราะเราจะเห็นได้เลยครับว่า "บิ๊กแม็ค" และเด็กๆ ไม่ได้มองข้าม "ช็อต" แต่เต็มที่กับเกมนี้จริงๆ

แม้ฟอร์มโดยรวมจะไม่ได้เข้าขั้น "เทพ" หรือเอน เตอร์เทนแฟนๆ ได้มากนักก็ตาม
แต่สัญญาณดีๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย อย่างการกลับมาของ เวย์น รูนี่ย์ ที่ยิงประตูได้อีกครั้ง ไมเคิล โอเว่นที่ดูฟิต และเฉียบคมดีแม้ว่าเพิ่ง จะลงจากเขียงผ่าตัดได้ไม่กี่วันก่อนเกม และพอล โรบินสัน ก็ไม่ได้เสียประตูในนามทีมชาติต่อไปอีกนัด ฯลฯ

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เราเห็นในเกมที่ผ่านมา อาจจะดูสวยหรู โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่นั่นอาจจะเป็นเพียงแค่ "ภาพลวงตา" ไปเลยก็ได้ครับ หากว่าพวกเค้าไม่สามารถจบงานให้สวยได้ในคืนวันพุธนี้

หากจะมองให้ดี อังกฤษมี "การบ้าน"หลายข้อที่ต้อง "เตรียม" และนายใหญ่อย่าง "บิ๊กแม็ค" ต้องตัดสินใจให้ดี หากต้องการผลการแข่งขันที่ต้องการ

ประเด็นแรก ข่าวจาก "The Sun" ที่หลุดมาแล้วว่าอังกฤษอาจจะเปลี่ยนระบบการเล่นเป็น 4-3-3 (เพื่อ หนุ่ม "แลมพ์" โดยเฉพาะเลย หรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ) ขณะที่ แกเร็ธ แบร์รี่ จะยืนลึกหน้าแผงกองหลังโดยมี เจอร์ราร์ด และแลมพาร์ด สนับสนุนคู่กองหน้า โอเว่น-รูนี่ย์

หากข่าวนี้เป็นจริงดังที่ The Sun ว่า คงต้องบอกเลยครับว่า "เสียดาย" ปีกสองตัวอย่าง โจ โคล และ ณอน ไรท์-ฟิลลิปส์ ที่เล่นได้ดี และถือเป็น "คีย์แมน" สำคัญในช่วงที่ 2 นัดที่ผ่านมา

อีกอย่าง คู่เจอร์ราร์ด และแลมพาร์ด ที่คล้ายคลึงกันมากเกินไปนั้น หากไม่สามารถรักษาบาลานซ์ของ ทีมได้แล้วนั้น "บิ๊กแม็ค" คงจะต้องโดนสวดอย่างไม่ต้องสงสัย ผิดกับคู่พาร์ตเนอร์อย่าง เจอร์ราร์ด- แบร์รี่ ที่ดู "ลงตัว" มากกว่า บทบาท และหน้าที่นั้นแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน

ประเด็นตรงนี้ผมจึงมองว่า บิ๊กแม็คไม่ควร จะมาเปลี่ยนระบบในแมตช์ที่มีความสำคัญยิ่งยวดแบบนี้ เพราะทีมชุดที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นแล้วครับว่า "สอบผ่าน" กับระบบ 4-4-2 + นักเตะในทีมส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างคุ้นเคยกับระบบที่ว่า

ประเด็นที่สอง ตำแหน่งแบ็กซ้ายของ แอชลีย์ โคลที่เจ็บไป ใครจะลงเล่นแทน ?

จากเกมเอสโตเนีย ที่แม็คคลาเรนเอา โจเลียน เลสค็อตต์ไปยืนทางแบ็กซ้ายนั้น ทำให้หลาย ๆ สื่อรวมถึงตัวผมเองมึนกับการตัดสินใจของนายใหญ่สิงโตคำราม เพราะฟิล เนวิลล์ หรือแกเร็ธ แบร์รี่ก็เคยเล่นในตำแหน่งตรงนั้นมาก่อนในสโมสร แต่บิ๊กแม็คกลับเลือกใช้เลสคอตต์ ซึ่งดู "ตื่นสนาม" ในการเปิดตัวนัดแรกในนามทีมชาติ และเป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้โคลต้องเจ็บ จากจังหวะที่เจ้าตัวออกลูกเหวอ และโคลต้องวิ่งมาซ้อนและโดนสอยในจังหวะต่อมา

นิกกี้ ชอว์รี่ ที่ได้เล่นในแมตช์อุ่นเครื่องมาสองเกม เป็นซ้ายธรรมชาติคนเดียวที่เหลืออยู่ในทีมชุดนี้ แต่ประสบการณ์ในเกมระดับนานาชาติ ยังเป็นเครื่องหมายคำถาม
ดังนั้น โอกาสของชอว์รี่ หากเทียบกับ ฟิล เนวิลล์ ที่มีประสบการณ์ในระดับนี้มากกว่า โอกาสของทั้งคู่จึงอยู่ที่ 50-50 และอยู่ที่ "บิ๊กแม็ค" ว่าจะเลือกใคร?

ประเด็นต่อมาคือเรื่องที่ แฟนบอลอังกฤษจำนวนไม่น้อยทีเดียว โห่ใส่ แฟรงค์ แลมพาร์ด ในนัดที่ผ่านมา
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกครับที่แฟนบอลเมืองผู้ดีโห่ใส่นักเตะของพวกเค้าเอง เพราะก่อนหน้านี้ไม่นาน "เหยื่อ อารมณ์" ของแฟนบอลผู้เรียกตัวเองว่า "ผู้ดี" แต่บางครั้งการกระทำมัน "ตรงข้าม" ก็ได้แก่ ปีเตอร์ เคราช์ และ โอเว่น ฮาร์กรีฟส์

ที่เคราช์โดนโห่นั้น สาเหตุน่าจะมาจาก ความผอมบาง และหุ่นที่ดูสูง ไม่เหมาะกับการเป็นนักกีฬา แฟนอังกฤษจึงค่อนข้างดูถูก "ความสามารถ" โดยเลือกตัดสินจากรูปร่าง

ขณะที่ ฮาร์กรีฟส์นั้น แฟน ๆ มองว่าเจ้าตัวเป็น "เด็กเส้น" ของสเวน โกรัน เอริคส์สัน

อย่างไรก็ดีสองคนที่ว่ามา สามารถผ่านจุดนั้นมาได้ ด้วยการโชว์ "ผลงาน" ที่แสดงออกไปในสนาม และกลบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างราบคาบ

ประเด็นของ แลมพาร์ดนั้น สาเหตุที่แน่ชัดนั้นยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก

อย่างไรก็ดี มันสมควรแล้วเหรอสำหรับนักเตะที่ถือเป็น "แกนหลัก" และรับใช้ชาติอย่างตั้งใจมาตลอดจะต้องโดนโห่ ?

ส่วนตัวแล้ว แม้ผมจะไม่ใช่คนอังกฤษ แต่ก็รู้สึกอับอายแทนกลุ่มคนจำนวนเล็กๆ ที่ไม่ให้เกียรติคนที่ทำชื่อเสียง และประโยชน์ให้ชาติตัวเองแบบนี้..

ไม่อยากซีเรียสแล้ว มาประเด็นสุดท้ายกันดีกว่าครับ

ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะเขียนก็คือ เรื่องสนามหญ้าเทียมซึ่งเป็นที่ "ถกเถียง" กันอย่างกว้างขวางว่าจะส่งผลกระทบสำหรับทีมชาติอังกฤษ หรือไม่?

ถ้าไม่รวมเรื่องเสียงเชียร์ของแฟนบอล ในสนามแล้ว ตรงนี้อาจจะเป็นข้อได้เปรียบอีกข้อหนึ่งของทัพ "หมีขาว" รัสเซียภายใต้การคุมทีมของกุส ฮิดดิ้งส์ เพราะเจ้าถิ่นน่าจะคุ้นเคยกับสนามแบบนี้มากกว่า

แต่นั่นไม่ใช่ของอ้างแน่นอนในเวลานี้ที่สถานการณ์ อยู่ในกำมือของพวกเค้าที่ต้องการแค่ 1 คะแนนเพื่อ การันตีการไปเล่นรอบสุดท้ายที่ ออสเตรีย & สวิตเซอร์แลนด์ 99.99% ครับ


Wednesday, 10 October 2007

เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม : Bloody Beautiful!!!


ว่ากันว่าใครก็ตามที่ได้ไปเยือน เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม สนามเหย้าของ "เจ้าปืนใหญ่" อาร์เซนอล เป็นต้องหลงรักสนามแห่งนี้ คำกล่าวนี้ผมได้ยินมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยสักทีที่จะปักใจเชื่อ

ทำไมเหรอครับ...ก็เพราะผม ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของทีมปืนโตสักหน่อย ทำไมผมต้องไปหลงใหลอะไร หรือติดใจอะไรในสนามแห่งนี้ด้วยล่ะ

เกม "อาร์เซนอล-ซันเดอร์แลนด์" ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คือ (แค่) ภารกิจของผมประจำสัปดาห์ และก็เป็นครั้ง แรกด้วยที่ผมจะได้เหยียบสนามที่หลายๆ คนได้ไปเยือนมาแล้วบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า "อลังการงานสร้าง"

คืนก่อนเกมจะเริ่ม ผมได้รับข้อความจาก "ใหม่ โมบาย" พี่ชายคนสนิท ข้อความที่ได้มีดังนี้ "Don't fall in love with the Emirate stadium na, it's bloody beautiful!" ผมมีรอยยิ้ม ที่มุมปากพลางคิดในใจว่า ไม่มีวันซะหรอก ที่เราจะตกหลุมรักสนามทีมคู่แข่งอย่าง อาร์เซนอล เพราะผมมอบกายถวายใจให้ทีมน้องไก่มาเนิ่นนานหลายปีแล้ว

เกมคู่นี้ คิกออฟเวลาเที่ยงตรง ตามเวลาที่ประเทศอังกฤษ (6 โมงเย็นบ้านเรา) ซึ่งถือว่าค่อนข้างเช้าไปหน่อยสำหรับผม เพราะสภาพอากาศที่ประเทศอังกฤษยามนี้เริ่มเข้าสู่ช่วง Winter หรือ "ฤดูหนาว" แล้ว อากาศจึงเย็นสบาย น่านอนตื่นสายเป็นอย่างยิ่งสำหรับวันอาทิตย์แบบนี้



ผมไม่ทานอะไรเลยก่อนออกจากบ้านครับ เพราะตั้งใจว่าจะไปหาหม่ำใน Press lounge และก็ไม่ผิดหวัง อาหารเช้าที่นี่เป็น สไตล์อังกฤษแท้ๆ ที่มีแฮม ไข่ และมันฝรั่งบด ยืนพื้น ช่วงที่ทานไป ผมก็เช็กตัวผู้เล่นจาก Team Sheet ที่รีเซพชันสาว สวยแจกให้หน้า Press room ไปด้วยพร้อมๆ กัน

ถึงตอนนี้ ตั้งแต่เดินเข้าสนามมาจนถึงห้องนักข่าว ผมชักจะรู้สึกได้แล้วครับว่า Facilities หรือสิ่งอำนวย ความสะดวก ที่นี่ยอดเยี่ยม และไฮเทคมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของ สนาม พื้นที่จัด ไว้ให้นั่งทำงานของนักข่าว ก็ถูกจัดสรร ได้อย่างเป็นสัดส่วน ห้องน้ำห้องท่าที่ใหม่ และสะอาดมาก (เมื่อเทียบกับสนามของเชลซี และสเปอร์ส ที่ผมไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่)

ในส่วนของ Press box ของนักข่าวก็จะมีมอนิเตอร์ เล็กๆ ไว้ให้ดูภาพช้า หรือจังหวะสำคัญ ของเกมซึ่งถูกใจผมมาก เพราะที่นั่งใน วันนี้ค่อนข้างเตี้ยจึงเห็นเกม ไม่ค่อยถนัดสักเท่าไร บวกกับแฟนอาร์เซนอล ที่นั่งข้างหน้า ผมชอบยืนลุ้นในจังหวะ สำคัญ ผมจึงไม่มีทางเลือก และได้ไอ้เจ้ามอนิเตอร์นี่แหละ ที่ช่วยให้ไม่พลาด "ช็อต" สำคัญของเกม

รูปเกมในวันนี้ อาร์เซนอล ออกสตาร์ต ด้วยความ "มั่นใจ" หลังผลงานในระยะหลังค่อนข้างติดลมบน และเพียง 14 นาทีลูกทีมของน้าเหี่ยวก็ได้สองลูกอย่าง รวดเร็วจากฟรีคิก ของ ฟาน เพอร์ซี่ และลูกยิงท่า "ประหลาด ๆ" ของฟิลลิป เซนเดอรอส

เปิดเกมแบบนี้ "โมเมนตัม" ในสนามจึงมาทางฝั่ง อาร์เซนอล หมดครับ และดูเหมือนว่าเด็กๆ "ยังกันส์" จะยังเดินหน้ารังแกนักเตะ "แมวดำ" อย่างเมามันอารมณ์

กระทั่ง ร็อบ สไตล์ส ปฏิเสธลูกยิงของ วาสซิริกี้ ดิอาบี้ ที่ดูยังไงๆ ก็ไม่เป็นลูกล้ำหน้านั่นแหละ ครับที่เหมือนเป็นตัวจุด "ประกายแห่งความหวัง" เล็กๆ ให้ แมวดำเก้าชีวิตลุก ขึ้นมาจากหลุมในภายหลัง

อย่างไรก็ดี หากสังเกตใน จังหวะนี้ จะเห็นได้ว่าทั้งนักเตะอาร์เซนอล รวมถึงอาร์แซน เวนเกอร์เองก็ไม่ได้ติดอก ติดใจ อะไรกับลูกนี้ มิหนำซ้ำผมยังแอบเห็น เวนเกอร์คุยยิ้ม "ขำๆ" กับมือขวาอย่าง แพต ไรซ์ อยู่เลย เนื่องจากรูปเกมเหนือกว่ามาก และนำถึงสองลูก

หารู้ไม่ว่านักเตะซันเดอร์แลนด์มี "เลือดนักสู้" ไม่แพ้กุนซือของพวกเค้า...

กว่าขงเบ้งลูกหนัง และเด็กๆ มารู้ตัวอีกทีว่าต้องเร่งเครื่อง เมื่อ รอสส์ วัลเลซ ยิงประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น
2-1 อย่างไรก็ดี หลังจากนั้น "เครื่อง" อาร์เซนอลก็เหมือนจะ "ช็อต" ไปดื้อๆ และแม้จะมีโอกาสใกล้เคียง สอง สามจังหวะ ซันเดอร์แลนด์ก็ได้ เคร็ก กอร์ดอน ประ-ตูหนุ่มค่าตัวแพงเซฟ สวยๆ ได้หมด

ช่วงพักครึ่ง ผมไม่ทราบว่าขุนพลซันเดอร์แลนด์ได้รับ "บัญชา" อะไรจาก รอย คีน แต่ "หัวจิต หัวใจ" ที่ในครึ่งเวลาหลังทำ ให้ค่อนข้างเชื่อครับว่า แม้รอย คีน จะยังไม่สามารถพาทีมเก็บชัย ชนะนอกบ้านได้เลย ในปีนี้ แต่หากพวกเค้ายังเล่นด้วย "ใจ" แบบนี้ พวกเค้าไม่คู่ควรอย่างยิ่งถ้าจะต้อง ตกชั้น

อย่างไรก็ดี รอย คีน น่าจะพอใจกับ 1 คะแนน จากเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม แต่เปล่าเลยครับ เพราะหลังจากตีเสมอได้ในช่วงต้นครึ่งหลัง คีนยังสั่งให้ลูกทีม "เดินหน้า ล่า 3 คะแนน" ซึ่งผมเสียว ๆ อยู่แล้วว่าซันเดอร์แลนด์ทำไมจึง "กล้า ๆ" แลกกับทีมที่มีแนวรุกที่น่ากลัวที่สุดทีมหนึ่งในลีก

หลายต่อหลายจังหวะครับที่ พอล แม็คเชน และแดนนี่ คอลลินส์ สองวิงแบ็กเติมเกมรุก "ลึก" จนเกือบสุดเส้น

คิดเหรอครับว่า "ช่องโหว่" ตรงนี้จะพ้นสายตาอันแหลมคม ดุจพญาเหยี่ยวอย่าง เวนเกอร์ เมื่อเจ้าตัวจัดการส่ง ธีโอ วัลค็อตต์ มา "ปิดฝาโลง" แมวดำเก้าชีวิต ของรอย คีน ที่เล่น "แลก" แบบไม่กลัวตาย

และวัลค็อตต์ก็ทำได้ตามที่กุนซือเฟรนช์แมนต้องการครับ เมื่อสบจังหวะที่แบ็กซันเดอร์แลนด์ดัน ขึ้นสูงแล้วใช้ความเร็วที่มีเจาะเข้าทาง "รอยโหว่" และจัดการใส่พานให้กองหน้าที่ฮอตที่สุดในเวลานี้อย่าง "เดอะ แมน ฟาน เพอร์ซี่" ที่ยิง 3 เกมต่อเนื่องเข้าไปแล้ว

"โลภมาก มักลาภหาย" คือสิ่งที่ รอย คีน ต้องนำไปเรียนรู้ และปรับปรุงทีมในแมตช์ต่อ ๆ ไป ขณะที่เวนเกอร์ และเด็กๆ ได้บทเรียนจากเกมนี้ก็คือ "ความประมาท เป็นบ่อเกิดของความหายนะ"

เด็กๆ "ยังกันส์" ชุดนี้มี "ศักยภาพ" ที่จะเป็นผู้ท้าชิงบัลลังก์แชมป์กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้สูสีที่สุดในช่วงโมงนี้ครับ อยู่ที่ว่าพวกเค้าจะ "ยืนระยะ" และ "ทน แรงเสียดทาน" ได้นานแค่ไหน เพราะปัจจุบันพวกเค้ารั้งตำแหน่งจ่าฝูง ฉะนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่แฟนๆ จะอดไม่คิดถึงตำแหน่งแชมป์ในปีนี้

เกมนี้จบลงไปด้วยความชื่นมื่นของแฟนบอลเจ้าถิ่นตามคาดครับ แม้ว่าเกมจะเกือบๆ "พลิก" อยู่เหมือนกัน
ขณะที่ตัวผมเองก็ไปนั่งทาน ไอศกรีม Ben & Jerry ใน Press lounge ต่ออีกหน่อยก่อนออกไปเดินยืดเส้นยืดสายใน Mega Store ของอาร์เซนอล พลางคิดในใจว่า ผมจะต้องกลับมาเยือนเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม อีกให้ได้ เพราะสนามเค้า Bloody Beautiful หรือ "งามหยดย้อย" ตามที่คนเค้าว่าไว้จริง ๆครับ!!

Wednesday, 3 October 2007

เยือน " เดอะ บริดจ์ " ในเกมสุดจืด!!!

เช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ณ เวลา เก้าโมงกว่าๆ ผมพยายามดีดตัวเอง ให้ออกจากผ้าห่มผืนหนาที่ปกคลุมตัวกระผมอยู่ ความรู้สึกด้านนึง ไม่อยากจะตื่นเลยครับ ให้ตายเถอะ แต่ทำไงได้ครับ วันนี้ผมมีนัดกับคุณลุง อัฟรัม แกรนท์ กุนซือหน้าไม่รับแขกที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เพื่อชมเกม เชลซี-ฟูแล่ม

เกมนี้ผมมาถึง สนามก่อนเวลาเตะถึง 3 ชั่วโมงครับเนื่องจาก ต้องการมานั่งจิบกาแฟ และ นั่งเล่นอินเตอร์เน็ต เช็กข่าวสารที่บ้าน เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ที่ร้าน Starbucks สาขา Fulham broadway ให้สบายอารมณ์

แต่แล้วผมก็ต้องอารมณ์ บ่ จอย แต่หัววันครับ เพราะ ณ ตั้งแต่เดือน ตุลาคมนี้เป็นต้นไปลูกค้าที่จะเข้าไป นั่งดื่มใน สตาร์บัคส์ ทุกสาขาในประเทศอังกฤษ จะไม่มีโอกาสได้ใช้อินเตอร์เน็ตฟรีๆ อีกแล้วเนื่องจากทาง สตาร์บัคส์ได้จับมือกับ T-mobile บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่เข้ามา "หารายได้" กับลูกค้าโดยจะต้องสมัครเป็นสมาชิกและเสียค่าบริการรายเดือน

โอ๊ย...เซ็งครับ สำหรับคนเริ่มเป็น ลูกค้าขาประจำอย่างผม เพราะจากนี้คงไม่ได้ไปเล่นเน็ตชิวๆ พร้อมจิบกาแฟที่นั่นบ่อย ๆ เหมือนอย่างเคยแล้ว

พิมพ์ไปบ่นไป อีกแล้ว...แฮะๆ เข้าเรื่องเกมที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ต่อน่ะครับ ^_^

ความรู้สึกก่อนจะเข้าไปชมเกมนี้ ในใจคิดไว้ว่าเชลซีภายใต้ "ผู้นำ" คนใหม่อย่าง แกรนท์น่าจะพาทีม ปราบพยศลูกทีมของ ลอว์รี่ ซานเชซ ได้ไม่ยากหลังจากเพิ่งอัด ฮัลล์ ซิตี้ ในคาร์ลิ่งคัพ ไป 4-0 เมื่อวันพุธ
ชัยชนะดังกล่าวจึงทำให้ผมพาลคิดไปว่า "ความเชื่อมั่น" และ "ศรัทธา" ที่นักเตะมีต่อ "ทีม" น่าจะ "คัมแบ็ก" แต่เกมนี้ ด้วยสองตาที่เห็น พร้อมกับความรู้สึกที่ได้ และสัมผัสผ่าน เสียงตะโกนโห่ร้องของแฟนเชลซีบวก กับอากัปกิริยาของนักเตะเชลซีเอง ทำให้ผมยังปักใจเชื่อว่า ความรู้สึกตรงนั้นยังคงต้องใช้เวลาพอสมควร กว่าที่มันจะกลับมาเป็นดังเดิม หรือดีไม่ดี อาจจะถึงกับต้องเปลี่ยน "หัวเรือ" กันเลย

จริงอยู่ครับที่แม้บอร์ดบริหาร ยังออกมาประกาศปาว ๆ ว่า พร้อมสนับสนุน แกรนท์ใน ระยะยาวแต่ดูจากเกม West London derby match เกมนี้แล้วการทำได้เพียงเสมอ ฟูแล่ม 0-0 แบบไข่ไม่แตก หนำซ้ำยังเกือบพลาดท่าเพลี่ยงพล้ำ ด้วยซ้ำในช่วงนาทีที่ 86 ที่พอล คอนเชสกี้ หลุดไปดวลกับ ปีเตอร์ เช็ก หนึ่งต่อหนึ่งแต่ยังเป็น โชคดีของ แกรนท์ครับที่ เช็กโชว์ซูเปอร์เซฟในจังหวะ "สำคัญ" นี้ได้

ทำไมผมถึงว่าจังหวะนี้ "สำคัญ"น่ะหรือครับ?

ก็เพราะว่า ในศึกพรีเมียร์ชิพ ที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2004 เชลซียังไม่เคยโดนทีมใด บุกมาลูบคม หรือ หยิบยื่นคำว่า "แพ้" ให้เลยภายใต้การคุมทีมของชายชื่อ โจเซ่ มูรินโญ่
นับจากนี้เป็นต้นไป ผมคาดว่า "สถิติ" ที่ได้ถูกรักษามาอย่างยาวนานนี้ ไม่ช้าก็เร็วมันก็จะจบลงแน่ๆ ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นเกมไหน และเมื่อไร เท่านั้นเอง

เฉพาะอย่างยิ่งที่ แกรนท์ ไม่ได้มีชื่อเสียง หรือบารมีอย่างกุนซือที่ผลงาน "การันตี" อันจะทำให้การ
"วัดรอยเท้า" กับมูรินโญ่ที่ คาแรกเตอร์ และผลงาน "แจ่มแจ้ง & ชัดเจน" กว่านั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
มันก็เลยเป็นที่มาของการ ทำได้เพียงแค่เสมอทีมอย่างฟูแล่ม 0-0

เท่าที่ผมสังเกตดูแล้ว แม้ว่าตัวผู้เล่นยังเป็นชุดเดิม ๆ ของมูรินโญ่ สไตล์การเล่นก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไปซะทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมที่ผมพอจะรู้สึก ได้ก็คือนักเตะ เชลซีขาดผู้นำที่คอยกระตุ้น และนำ "Inspiration" หรือแรงดลใจซึ่งเป็นหนทางนำไปสู่ ทัศนะคติ Win-Win หรือความกระตือ รือร้นที่จะเอาชนะคู่แข่งนั้นเอง
และผมเองมองว่า การที่แกรนต์ ให้โอกาส อังเดร เชฟเชนโก้ ลงตั้งแต่ต้นเกม และให้ทำหน้าที่รับผิดชอบ ลูกฟรีคิกสองครั้งในช่วงครึ่งแรก รวมถึงบทบาท Free role ยืนอยู่หลัง ดิดิเยร์ ดร็อกบา นั้น ดูเป็นการเอาใจ โรมัน อบราโมวิช มากเกินไปหรือเปล่า?

จริงอยู่ครับที่แกรนท์ต้องการดึง "ความมั่นใจ" ของหัวหอกยูเครนกลับมา

แต่การเตะฟรีคิกไม่ขึ้นสองครั้งสองครา แม้เจ้าตัวจะดู "ตั้งใจ" มากเหลือเกิน แต่เหมือนว่าการที่เจ้าตัวยิ่งพยายาม ก็ยิ่งกลับกลายเป็นยิ่งแย่ และไม่มีสัญญาณใด ๆ เลยที่จะทำให้เรามีหวังจะได้เห็น "เชว่า" คนเดิมสมัยที่เล่นให้ เอซี มิลาน

น่าเสียดายครับที่ "เชว่า" ไม่ได้เป็นคนที่ถูกรักของผู้คนที่นี่ เพราะยามที่เขาตัวโดนเปลี่ยนออกให้เคลาดิโอ ปิซาร์โร่ เข้ามาแทนในนาทีที่ 54 นั้น แฟนเชลซีหลายๆ คน ก็เริ่มมีเสียงโห่ให้เห็นกันบ้างแล้ว
และหลังเกมเจ้าตัวก็นั่งเครื่องบินตรงไปมิลาน เพื่อฉลองครบรอบวันเกิด 31 ปีที่นั่นทันที แค่นี้ก็พอรู้แล้วล่ะครับว่าเชฟเชนโก้ไม่ได้รู้สึกว่าอังกฤษเป็น "บ้าน" เค้าเช่นกัน

ย้อนกลับมาที่สถานการณ์ของเชลซีในเวลานี้ โอเค... เกมนี้ แกรนท์อาจจะเหลือผู้เล่นแค่สิบคนในช่วง 15 นาทีสุดท้าย เพราะดร็อกบา โดนใบเหลือง-แดงออกไป


แต่แทคติกส์โดยรวมของแกรนต์ที่ว่าจะนำ "เอนเตอร์ เทน" ฟุตบอลมาสู่เชลซี คาดว่าแฟนๆ ที่ดูเกมนี้อยู่คงอด คิดแบบผมไม่ได้เหมือนกันว่า มัน "เอนเตอร์เทน" ตรงไหน เพราะขนาดไปดูถึงขอบสนาม บางช่วงจังหวะของเกม ผมยังเกือบจะหลับเอา

"ความเคารพนับถือ" และ "ศรัทธา" ที่นักเตะมีต่อ แกรนท์ยังเป็นเครื่องหมายคำถามอยู่ เนื่องจากข่าวความไม่พอใจ วิธีการซ้อมของทีมรวมถึงไม่มั่นใจใน "ฝีมือ" แกรนท์ของนักเตะซีเนียร์หลาย ๆ คนก็หลุดมาตามสื่อเป็นระยะๆ

และหากไม่มีอะไรผิดพลาด สตีฟ คลาร์ก มือขวาเก่า ของมูรินโญ่ก็จะอยู่ช่วยแกรนท์ถึงแค่วันอาทิตย์ที่จะ ถึงนี้ในแมตช์กับโบลตันเท่านั้นหลังเจ้าตัวรู้ว่าถึงเวลาเสียทีกับ การเริ่มบทบาทผู้จัดการทีมเองหลังจากบ่มเพาะ ประสบการณ์มาพอดูกับโจเซ่ มูรินโญ่

มุมมองผมแล้ว อัฟรัม แกรนท์ ต้องให้ "ผลงาน" ในเกมวันพุธนี้ที่จะไปเยือนบาเลนเซีย เป็นการตอบคำถามสื่อมวลชนที่เคลือบแคลง และสงสัยในความสามารถของ เจ้าตัว

หากทำได้ในเกมระดับยุโรปเกมนี้ ผมเชื่อว่าแกรนท์อาจจะเรียก "ความสามัคคี" และ "กำลังใจ" จากนักเตะรวมถึงแฟนบอลกลับมาได้ไม่มากก็น้อย

แต่ถ้าหากว่าเจ้าตัวยังพาทีมสิงห์บลู ออกทะเลอีก ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่า ท่านประธานซึ่งใจร้อน+เอาแต่ใจ ตัวเอง (ไม่น้อย) อย่างอบราโมวิช จะยังใช้บริการแกรนท์ จนถึงช่วงปีใหม่หรือเปล่า ??


ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์คิกออฟ ฉบับที่ 2995

Monday, 1 October 2007

อาร์เซนอล กับเรื่องเงินๆ


ช่วงดวงมันจะขึ้น ใครก็ฉุดกระชากลากไว้ไม่อยู่จริงๆสำหรับผลงานการบินถลาลมบนฟากฟ้าล่าสุดจากขุนพล “เดอะกันเนอร์”

นอกจากผลงานนัดหลังๆที่ “ปรัชญา” ในเกมรุกนั้นยากที่ทีมใดบนพื้นแผ่นดินอังกฤษจะลอกเลียนแบบ สไตล์การเล่นที่น่าตื่นตา+ โดนใจ แล้ว ข่าวคราวความเคลื่อนไหวของสถานะการเงินของพวกเค้าก็น่าชื่นใจแทนแฟนๆพวกเค้าเป็นอย่างยิ่งครับ

ณ เพลานี้ อาร์เซนอลภายใต้การคอนโทรล ของบอร์ดบริหารที่นำโดยท่านประธาน ปีเตอร์ ฮิลล์วูด กลายเป็นทีม ที่ล่ำซำที่สุดในประเทศ เหนือทีม ทีมที่เคยเป็น “สุดยอดเจ้าสัว” ด้านการเงินอย่าง ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อย่างราบคาบ

นอกจากนี้พวกเค้ายัง “สถาปานา”ตนเองขึ้นเป็นทีม ร่ำรวยอันดับสอง รองจาก เรอัล มาดริดได้อีกด้วย ตาม รายงานของฝ่ายการเงินของสโมสรเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

“ตัวเลข” ณ วันปิดไตรมาส เมื่อ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่สรุปได้คร่าวๆก็คือ พวกเค้าฟัน “กำไร”
ไปแล้วในปีนี้ 51.2 ล้านปอนด์ (3,584 ล้านบาท)


และนับตั้งแต่ ย้ายบ้านมาใช้ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เป็น สนามเหย้า Turn over หรือ ผลกำไร ที่ได้รับเพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือ ราวๆ 200 ล้านปอนด์ (14,000 ล้านบาท) เข้าไปแล้ว

ขณะที่ทาง แมนฯ ยูไนเต็ด ได้รับเพียง 167.8 ล้านปอนด์ (11,746 ล้านบาท) และ เชลซีตามมาห่างๆที่ 152.8 ล้านปอนด์ (10,696 ล้านบาท)

ยอดขาย ตั๋วต่อหนึ่งเกมใน บ้าน (ณ ความจุ กว่า 60,000 ที่นั่ง) ก็สูงถึง 3.1 ล้านปอนด์
(217 ล้านบาท) !!

ผมเป็นคนนึงครับที่ดู ข้อมูลตรงนี้แล้ว ช็อกตาตั้งกับยอดรายรับของอาร์เซนอล ในปีนี้

ใครจะไปเชื่อล่ะครับ เพราะเมื่อไม่กี่ฤดูกาลก่อน ช่วงที่พวกเค้ายังต้องหมุนเงินเพื่อนำไป “โปะ” จ่ายค่าสร้างสนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม “สถานะความเป็นอยู่” เป็นไปแบบแทบ จะ “อดมื้อกินมือ”อยู่เลย

บ่อยครั้งที่กุนซือหน้าเหี่ยว ต้องแบกหน้าย่นๆของแกเพื่อของบประมาณไปช้อปซื้อนักเตะมาเสริมทีมก็ถูกตอกกลับมาให้หน้าหงายอยู่บ่อยๆ ถ้าเปรียบเปรยกับภาษาไทยให้ได้อารมณ์หน่อย บอร์ดบริหารของทีมก็คงพูดประมาณว่า “ข้าไม่มีเงิน เอาไว้ก่อน”

แต่จู่ๆขณะที่ ขงเบ้งเมืองน้ำหอมกำลังตาหน้าตั้งตา “ปั้น” เด็กๆในสังกัด ในสนามซ้อมของทีมอยู่… เหมือนมีหีบเงินใบใหญ่ มูลค่า 70 ล้านปอนด์แหวกมวลอากาศมาหล่นใส่ศรีษะ เวนเกอร์ครับ เมื่อบอร์ดบริหารได้แจ้งข่าวดีให้ทราบว่า เงินในหีบจำนวนดังกล่าว จะสามารถถูกใช้เป็น งบประมาณในการเสริมทัพได้ในช่วงเปิดตลาดเดือนมกราคมนี้

ต้องยอมรับแบบลูกผู้ชายครับว่า เมื่อตอนต้นฤดูกาลผม Under-estimate หรือ ดูแคลนอาร์เซนอลไปพอสมควร เพราะไม่เชื่อน้ำยาขุนพล ยังเตริก์ ชุดนี้ ว่าจะพาทีมไปมีลุ้นแชมป์พรีเมียร์ชิพหรือแม้แต่กระทั่ง ติดอันดับเป็นหนึ่งในสี่ได้ เนื่องจาก หลงยิ้มกริ่ม แอบดีใจอยู่ในภวังค์ คิดว่า ทีมรักอย่างสเปอร์ส จะเป็น
“ม้ามืด” สอดแทรกได้ในปีนี้

แต่อย่างที่เห็นสถานการณ์กันดีในตอนนี้ครับ ทีมน้องไก่จมปลัก อยู่อันดับ 18 และยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นหลัง “โควตา”ยิงประตู “หมด”หลังออกแนวบ้าพลังยิงไปซะเยอะ ในศึกยูฟ่าคัพเมื่อพฤหัสบดีก่อน

ขณะที่ อาร์เซนอล ยิ่งเล่นยิ่งดี ความเข้าใจของตัวผู้เล่นเดิมๆ + ความกระหายในชัยชนะหลังจากไร้เงา ผู้เล่นทรงอิทธิพล อย่าง อองรี มันทำให้ ฟอร์มของพวกเค้า “กระฉูด” อย่างที่เห็น หลังจากยิงไม่เคยน้อยกว่า 3 ลูกใน 5 นัดหลังสุด

และเท่าที่กวาดตามอง ทีมคู่แข่งอย่าง ลิเวอร์พูล ที่ปัญหา “โรเตชั่น” ส่งผลกระทบฟอร์มในลีกของ ราฟาเอล เบนิเตซ อีกครั้ง แมนฯ ยูไนเต็ดเองที่แม้จะ ยังชนะได้ต่อเนื่อง ก็ยังดู ไม่ค่อยน่ากลัว อย่างที่ควรจะเป็นในแนวรุก

ขณะที่ เชลซีภายใต้ การคุมทีมของ อัฟราน แกรนต์ อาจจะหลุดวงโคจรการลุ้นแชมป์ในปีนี้ เอาได้เนื่องจากคงต้องใช้เวลาในการรวบรวมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในทีมให้ได้เสียก่อน และนั่นอาจใช้เวลาพอสมควร ซึ่งมันอาจจะสายเกินไปในการกลับมาสู่เส้นทางการลุ้นตำแหน่งแชมป์

มันจึงเท่ากับว่า โอกาสในการลุ้นแชมป์ของทีมปืนโต มีลุ้นเพิ่มขึ้นมาอีกอักโข เมื่อดูจาก ฟอร์มการเล่น
ณ ตอนนี้ + เม็ดเงินอัดฉีดจำนวน 70 ล้านปอนด์ที่กำลังจะเข้ามา

แต่ทั้งนี้ ทั่งนั้น อาร์เซนอลก็ต้องมั่นใจครับว่า การ Take over ที่อาจมีขึ้น จะไม่ส่งผลกระทบกับฟอร์มการเล่นในสนามของพวกเค้า

ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการพยายาม กว้านซื้อหุ้นเพิ่มของ อลิเชอร์ อุสมานอฟ ที่ผม ได้ “กลิ่น” ไม่ค่อยดีก็คือ ความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นในบอร์ดบริหาร ของอาร์เซนอล

จริงอยู่ครับที่ แม้ ปีเตอร์ ฮิลล์วูด จะออกประกาศเสียงดังฟังชัดว่ายังไงก็จะไม่ขายหุ้นให้แก่ อลิเชอร์
อุสมานอฟ และ เดวิน ดีน อดีตรองประธานที่จดทะเบียนเปิดบริษัท เรดแอนด์ไวท์ ร่วมกัน และครองสิทธิ์ ถือหุ้นในสโมสรไปแล้วกว่า 21 เปอร์เซ็นต์ และ ต้องการอีกแค่ 9 เปอร์เซ็นต์ ก็จะมีสิทธิ์ อย่างน้อยในการ ยื่นขอ เทกโอเวอร์ สโมสร

แต่อย่าลืมครับว่า บอร์ดบริหาร คนอื่นๆในทีมจะเห็นด้วยหรือเปล่า ไม่มีใครรู้ ? ผมจึงเกรงว่าผลงานที่กำลังโลดแล่นติดลมบน ในปัจจุบัน อาจจะชะงักได้ หากบอร์ดบริการ ดันทะลึ่งมีความเห็นไม่ตรงกันและ
งัดข้อกันเอง ..

ส่วนตัวแล้ว หากมีการเปลี่ยนมือ เจ้าของจริงๆ ผมอยากให้ สแตน โครเอนเก้ นักธุรกิจชาวอเมริกัน ที่มีข่าวอยากเทกโอเวอร์ อยู่เช่นกัน น่าจะเป็นตัวเลือกที่ น่าสนใจกว่า เพราะ อยู่ในวงการกีฬามาอยู่แล้ว ดูมีความตั้งใจที่จะพัฒนาทีมอาร์เซนอลให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้นมากกว่า อีกทั้งแผนการลงทุน น่าจะเป็นไปในระยะที่ยาวกว่า

ผิดกับ คู่หู อุสมานอฟ-ดีน ที่คนนึงดูจะเข้ามาแสวงแต่กำไรจากสโมสร โดยไม่คำนึงถึงเสียงคัดค้าน ขณะที่ ดีน การกลับมาในครั้งนี้ เหมือนมา Take revenge หรือ แก้แค้น และ ครองความเป็นใหญ่อีกครั้งในสโมสรที่เค้ารัก หลังจากที่เคยโดนบีบให้ลาออกไปเนื่องจากความเห็นไม่ตรงกันกับบอร์ดบริหารคนอื่นๆ

ถึงตรงนี้เป็นหน้าที่ของบอร์ดอาร์เซนอลแล้วครับ ว่าจะสามัคคีกันแค่ไหน เพราะ พวกเค้าก็เหมือน Custodian หรือ ตัวแทนของสโมสรที่จำต้องดูแล ปกป้อง ความรู้สึกแฟนบอล + ความเป็นไปของสโมสร

หรือสรุปให้ชัดเลยก็คือ พวกเค้าต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุด และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อ อาร์เซนอลครับ หากมีการโอนถ่ายเปลี่ยนมือเจ้าของกันขึ้นมาจริงๆ

Wednesday, 19 September 2007

โอกาสของ "บิ๊กโฟร์" ในเวทียุโรป



ฟุตบอล ยูฟ่ าแชมเปี้ยนลีก ประจำฤดูกาล 2007-2008 ได้ฤกษ์เปิดฉากให้คอบอลได้ลุ้นกันแล้วตั้งแต่คืนวันอังคารที่ผ่านมา ผลแต่ละคู่เป็นอย่างไรคาดว่าท่านผู้อ่านน่าจะได้ทราบกันไปเรียบร้อยแล้ว

สี่ทีม "บิ๊กโฟร์" จากพรีเมียร์ชิพได้รับการจับตามองมากเหลือเกิน ในปีนี้เนื่องจากผลงานในช่วงปีหลังๆ เข้าตาดีเหลือเกินโดย เฉพาะฤดูกาลที่ผ่านมาที่ลิเวอร์พูล, เชลซี และแมนฯยูไนเต็ด ได้มีโอกาสทะลุเข้าไปถึงรอบ 4 ทีมสุดท้ายโดยเป็นลูกทีม ราฟาเอล เบนิเตซ ที่ได้เข้าไปชิงชนะเลิศกับคู่ปรับเก่าอย่าง เอซี มิลาน แต่พลาดท่าปราชัยไปอย่างน่าเสียดาย

เห็นพัฒนาการของทีมจากอังกฤษในช่วงปีหลังๆ แล้วต้องยอมรับครับว่าพวกเค้าได้ยกระดับ มาตรฐานตัวเองไปอีกขั้นหนึ่ง เพราะสามารถต่อกรทีมต่างๆ จากยุโรปได้อย่างไม่เป็นรองเลยโดยหากย้อนดูสถิติสามปีหลังสุดที่ตัวแทน 1 จาก 4 ทีมได้เข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ (ลิเวอร์พูล ปี 2005 และ 2007, อาร์เซนอล ปี 2006)

ในปีนี้ "โอกาส" ของแต่ละทีมในความเห็นของผมดูแล้วสูสี ดู๋ดี๋ ยากที่จะคาดเดาเหลือเกินครับ เพราะแต่ละทีมนั้นคุณภาพคับแก้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมยักษ์ใหญ่ขาประจำอย่าง เอซี มิลาน เรอัล มาดริด หรือบาร์เซโลน่าที่น่าจะเป็น แคนดิเดต ที่น่ากลัว สำหรับ "บิ๊กโฟร์" จากประเทศอังกฤษ

ประเด็นที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้ก็คือ "มุมมอง" ผมที่มีต่อ สี่ทีม "บิ๊กโฟร์" ในถ้วย UCL ปีนี้ครับ

เชลซีของโจเซ่ มูรินโญ่ ที่ปีนี้เจอความกดดันมากเหลือเกิน เพราะท่านประธานโรมัน อับราโมวิช อาจจะหมดความ อดทนกับกุนซือปากจัดรายนี้หากในปีนี้ยังไม่สามารถนำถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก มาประดับตู้โชว์ในสโมสรได้อีก ดังนั้นความมุ่งมั่นในถ้วยนี้ของมูรินโญ่ในปีนี้ จึงอยู่ในระดับ "สูงมากถึงมากที่สุด" เพราะเจ้าตัวไม่มีทางเลือกแล้วครับ หากหวังจะเห็นตัวเองคุมทีมต่อไปในซีซั่นหน้า

แมนฯยูไนเต็ด ที่ในปีที่แล้วโดดเด่นเหลือเกินในแนวรุกแต่กับแนวรับแล้ว พวกเค้าขาดกองกลางตัวรับมาคอยผ่อนแรงแผงหลัง จึงโดนเอซี มิลาน แชมป์ เก่าสอนเชิงไปในรอบ เซมิ-ไฟนัล
ในปีนี้ ท่านเซอร์ อเล็กซ์จึงกำจัดจุดอ่อนตัวเองด้วยการซื้อ โอเว่น ฮาร์ กรีฟส์ ตัวรับธรรมชาติมาเพื่อกิจนี้โดยเฉพาะ เพราะนายใหญ่ผีแดงหวังเหลือเกินว่าก่อนที่เค้า จะรีไทร์จะสามารถพาทีมผีแดงชนะเลิศถ้วยยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้

ลิเวอร์พูล "รองแชมป์" เมื่อปีที่แล้ว ผู้จัดการทีม ราฟาเอล เบนิเตซ แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าปีนี้พวกเค้าหวังถ้วยพรีเมียร์ชิพเหนือสิ่งอื่นใด แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าถ้วยใบใหญ่ของยุโรปพวกเค้าจะเพิกเฉยซะที่ไหน
การเป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเสียงจริงในเวทียุโรปของ เอลราฟา ทำให้พวกเค้ามีโอกาสไม่น้อยเลยครับในการจะ พาทีมหงส์แดงเข้าไปชิงชนะเลิศครั้งที่ 3 ในรอบ 4 ปีหลัง

เฟอร์นานโด ตอร์เรส คือ "ตัวแปร" สำคัญครับ เพราะผม เชื่อว่าถ้าเจ้าตัวสามารถระเบิดฟอร์มเทพ ได้อย่างที่เล่นในพรีเมียร์ ชิพได้ หงส์แดงไม่ต้องกลัวใครหน้าแล้ว เพราะกองกลาง และกองหลังนั้นดูค่อนข้างลงตัวและมีอะไหล่ทดแทนที่คุณภาพไม่ต่างกันมากนัก ดังนั้นจึงอยู่ที่ เอลราฟา ล่ะครับ ว่าจะจัดทีมอย่างไรในแต่ละนัด

ขณะที่อาร์เซนอล จ่าฝูงพรีเมียร์ชิพล่าสุดหลังเอาชนะสเปอร์สไปได้ใน สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นแล้วครับว่า การจากทีมไปของ "คิง อองรี" ไม่ได้มีผลกระทบใดๆ ต่อสภาพจิตใจของเด็กๆ อาร์แซน
เวนเกอร์ แม้แต่น้อย
ถึงแม้สภาพทีมรวมถึงอะไหล่ทดแทนพวกเค้าจะไม่ดี และมากเท่าสามทีมข้างต้น แต่ทีมใดก็ตามที่เจอพวกเค้าในถ้วยนี้ รับรองครับว่า ไม่ได้กินขุนพลยังกันส์ชุดนี้ง่ายๆ แน่นอน

สำหรับโจทย์สำคัญของกุนซือทั้งสี่ทีมที่ต้องจัดการให้ได้ก็คือ จะจัดการรับมือกับโปรแกรมการแข่งขันที่เตะกันถี่ยิบเหลือเกิน และจะรักษา "บาลานซ์" ของทีมให้ได้อย่างไรทั้งศึกใน และนอกประเทศ

หลายต่อหลายครั้งที่กุนซือต้องพักนักเตะหลักๆ ของพวกเค้าให้สดเพื่อให้พร้อมสำหรับเกมกลาง สัปดาห์ซึ่งบางครั้งมันส่งผลให้ทีม "สะดุด" แต้มหลุดไปในฟุตบอลลีก

คิดต่อไปครับว่า หากหลุดบ่อยๆ อย่างที่ เชลซี หรือ ลิเวอร์พูลทำหลุดไป 2 คะแนน ในการเจอคู่แข่งที่ รองบ่อนกว่าอย่างเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จะเกิดอะไรขึ้นในการชิงชัยระยะยาว?

เขียนถึงตรงนี้ ผมไม่ได้หมายความว่า การคว้าแชมป์ทั้งพรีเมียร์ชิพ และยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีกในซีซั่นเดียวกันจะเป็นไปไม่ ได้ เพราะตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้ว ว่า แมนฯยูไนเต็ด เคยทำได้ในปี 1999

แต่อย่างที่เรียนไปครับว่า ผู้จัดการทีมจะใช้ระบบ โรเตชัน และหมุนเวียนนักเตะได้ดีแค่ไหน และจะทำให้นักเตะพอใจได้มากน้อยเพียงใดกับระบบที่ว่า ?

อันนี้ต้องติดตามกันต่อไปครับ...
ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์คิกออฟ ฉบับที่ 2981

Wednesday, 12 September 2007

สิงโตจะตะปบหมีขาว!!!


ไม่มีใครเถียงครับว่าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาในแมตช์กับอิสราเอล สตีฟ แม็คคลาเรน ตัดสินใจเลือกตัวผู้เล่นได้ "ถูกที่ ถูกเวลา" เป็นที่สุดไม่ว่าจะเป็นการส่ง เอมิล เฮสกีย์ รวมถึง แกเร็ธ แบร์รี่ ลงสนาม ในช่วงเวลาที่ถือว่าอังกฤษตกอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานอยู่พอดี

มากไปกว่านี้ ทั้งคู่ยังสามารถทำผลงานได้ค่อนข้างน่าประทับใจครับ โดยเฮสกีย์ได้ใช้ความใหญ่ ความขยันที่มีช่วยเหลือ ทีมรวมไปถึงสนับสนุนเกมของ ไมเคิล โอเว่น ได้สมกับคำว่า "คนรู้ใจ"

ขณะที่แบร์รี่ ในการจับคู่กับ สตี่วี จี ก็ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดูเหมือนจะเล่นได้อย่าง"รู้ใจ" กว่าคู่ โอเว่น-เฮสกีย์ เสียอีก แม้ว่าจะไม่เคยถูกจับให้เล่นด้วยกันมาก่อนก็ตาม

การจับคู่ของสองกองกลางที่ค่าย หงส์แดง และสิงห์ผงาดส่ง เข้าประกวดนั้นดู "ลงตัว" เพราะเราจะเห็นได้ว่าเจอร์ราร์ดจะมีอิสระ การเติมเกมรุกได้อย่างเต็มที่ผิดกับยามที่ต้องเล่นกับแฟรงค์ แลมพาร์ด ที่ต้องคอยเตือนตัวเองให้ระวังหลังบ้าน เพราะสไตล์หนุ่ม "แลมพ์" ก็ถนัดในการ "เดินหน้า หาประตู" เช่นเดียวกัน

ดังนั้น การจับคู่ของ เจอร์ราร์ด-แลมพาร์ด ที่ดูๆ แล้วไม่ค่อย "เวิร์ก" น่าจะเป็น "แนวทาง" ในการจัดทีมนัดต่อๆ ไปของ สตีฟ แม็คคลาเรน ได้บ้างไม่มากก็น้อยล่ะครับ (อันนี้คงต้องภาวนา ให้ "บิ๊กแม็ค" เลิก "ยึดติด" และ "เกรงใจ" สตาร์ดังๆ ด้วยนะครับ)

แบร์รี่เองแม้ว่าจะไม่มีความเร็วมาก แต่การยืนตำแหน่ง รวมถึงการกล้าเล่น กล้าลุย มากกว่าไมเคิล คาร์ริค ที่สไตล์การเล่นดูเนือยๆ ไร้ซึ่งความ "ดุดัน" ทำให้ "บิ๊กแม็ค" ลองเสี่ยงใช้บริการในนัดที่ผ่านมาและดู "เข้าท่า" ทีเดียวในความเห็นผม

อีกจุดหนึ่งที่อย่างพูดถึงก็คือ "สัญญาณ" ที่ดีทางฝั่งขวาของ ทีมชาติอังกฤษที่ตอนนี้ ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ และไมคาห์ ริชาร์ดส กำลัง "ดีวัน ดีคืน" โดยเฉพาะในรายหลังที่ยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ และน่าจะกลายเป็นแบ็กขวาตัวหลักให้ทีมชุดนี้ไปอีกหลาย ปีถ้าหากว่าไม่เสเพล หรือบาดเจ็บจนฟอร์มหลุดไปเสียก่อน

การทะลุขึ้นเป็นตัวจริงทีมชาติของทั้งคู่ และทำผลงานได้ "แจ่ม" นั้นหมายถึงวันเวลาของ แกรี่ เนวิลล์ และเดวิด เบ็คแฮม ในนามทีมชาติน่าจะ "จบ" ลงในไม่ช้าแล้วเช่นกัน

ประเด็นสุดท้ายที่อย่างพูดถึงก็คือ ตำแหน่งคู่กองหน้าครับ เพราะ ปีเตอร์ เคราช์ พ้นโทษแบนกลับมาเป็นตัวเลือกพร้อมให้ "บิ๊กแม็ค" เลือกใช้บริการอีกครั้ง

ขณะที่ผมนั่งพิมพ์งานชิ้นนี้อยู่ (เช้าวันอังคาร) ยังไม่มีข่าวเพิ่มเติมใดๆ ครับว่า "บิ๊กแม็ค" ได้ตัดสินใจเลือกคู่หัวหอกว่าจะเป็นคู่ โอเว่น-เฮสกีย์ หรือโอเว่น-เคราช์

แต่เท่าที่ "จับกระแส" สื่อที่นี้รวมถึงผลโหวตของ The Sun ที่ไปสัมภาษณ์ อดีตสตาร์ทีม ชาติอังกฤษอย่าง อลัน เชีย เรอร์, เกล็น ฮอดเดิ้ล และคริส วอลเดิ้ล ทั้งหมดต่างยกมือ สนับสนุน เฮสกีย์ และอยากเห็นการจับคู่ของ โอเว่น-เฮสกีย์ มากกว่า โอเว่น-เคราช์ อย่างเป็นเอกฉันท์

ส่วนตัวแล้ว แม้จะมองว่า เฮสกีย์ ไม่ได้เก่งกว่าเคราช์เลยสักนิดเดียว แต่ผมก็อยากจะเห็นหัวหอกวีแกน ได้ลงเป็นตัวจริงในเกมคืนนี้กับรัสเซียต่อไปอีกหนึ่งนัดครับ

สาเหตุหลักๆ ที่ผมเลือกเฮสกีย์ก็คือ :

1. ปีเตอร์ เคราช์ ขาด Match practice หรือไม่ได้ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลมากนักในซีซั่นนี้ รวมไปถึงการติดโทษแบนในเกมวันเสาร์ซึ่งน่าจะทำให้ "ความพร้อม" ของเฮสกีย์มีมากกว่า
2. แม้ทั้งคู่จะสูงพอกัน แต่ "ความใหญ่" ของเฮสกีย์ น่าจะเป็น "ผลดี" กับอังกฤษมากกว่า เพราะเกมนี้อังกฤษต้องการ "ตัวชน" กับแผงหลังรัสเซีย และหอกวีแกนน่าจะเป็น "คำตอบสุดท้าย" ได้

รัสเซียภายใต้การควบคุมของ กุส ฮิดดิ้งค์ มีผลงานเสียประตู "น้อยที่สุด" ในรอบคัดเลือก โดยเสียไปแค่ 1 ประตูเท่านั้นจากการเล่น 8 นัด ดังนั้นเกมนี้ อังกฤษจึงต้องจัดกลยุทธ์ให้ยิงประตูได้ และชนะเท่านั้น

ไม่เช่นนั้นแล้ว หากเกมคืนนี้กับรัสเซียออกมา "ผิดคาด" ชัยชนะที่เพิ่งได้มาเมื่อวันเสาร์ก็จะถูกลืมไปทันที พร้อมทั้งคำถามมากมายจาก "สื่อ" รวมไปถึง "ความไว้วางใจ" จากเอฟเอที่ จะกลับเข้ามา "หลอกหลอน" โสตประสาทของ "บิ๊กแม็ค" อีกครั้ง
ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์คิกออฟ ฉบับที่ 2974

Wednesday, 5 September 2007

ชำแหละสิงโตคำราม ก่อนเกม "ชี้ชะตา"

หลังจากห่างหายไปจากทีมชาติอังกฤษกว่า 39 เดือน (3 ปี กว่า ๆ) เอมิล เฮสกีย์ หัวหอกร่างถึกที่ปัจจุบันเล่น ให้กับวีแกนก็ถูกเรียกตัวคืนสู่ทัพ "สิงโตคำราม" อีกคำ รบ ท่ามกลางความแปลกใจของสื่อเมืองผู้ดีรวม ทั้งตัวกระ ผมเอง

ครับ ใครจะคิดว่า สตีฟ แม็คคลาเรน จะสิ้นไร้ไม้ตอกถึงขั้นคิดสั้นเรียก "น้ำพริกถ้วยเก่า" อย่างอดีตหัวหอก ลิเวอร์พูลกลับมาในแมตช์ "ชี้เป็น ชี้ตาย" ที่คนอังกฤษทั้งประเทศหวังจะเห็นชาติของ พวกเค้าได้ไปเตะฟุตบอล ยูโร 2008 ที่ออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์จะเป็นเจ้าภาพร่วมกันในปีหน้า

...เท้าความกันสักเล็กน้อยสำหรับสถานการณ์ของทีม "ทรีไลออนส์" ปัจจุบันนี้ พวกเค้ากำลังรั้งอันดับ 4 ของตารางโดยตามหลังโครเอเชีย และอิสราเอล 2 ผู้นำร่วมในกลุ่มอยู่ 3 แต้ม โดยที่อิสราเอลลงเตะมากกว่าหนึ่งนัด

26 ผู้เล่นได้ถูกคลอดโผออกมา ท่ามกลางผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง เดวิด เบนท์ลี่ย์ , แอชลี่ย์ ยัง หรือสิงโตตัวใหม่อย่าง โจเลียน เลสคอตต์ ที่ประสบการณ์ยังไม่น่าจะ พร้อมสำหรับเกมที่เต็มไปด้วยความ "ตึงเครียด + คาดหวังสูง" แบบนี้

แต่อย่างว่าครับ "บิ๊กแม็ค" ไม่มีทางเลือกมากนักในเพลา นี้เพราะ เวนย์ รูนี่ย์, เดวิด เบ็คแฮม และ คีรอน ดายเออร์ เจ็บยาว ขณะที่ปีเตอร์ เคราช์ ก็โดนแบนในเกมวันเสาร์ที่จะถึงนี้กับอิสราเอล
"อริสมัน" อลัน สมิธ ขวัญใจผมก็ทำผลงานได้ไม่ดีในการอุ่นเครื่องนัดก่อนกับเยอรมัน, เจอร์เมน เดอโฟ ก็ยังไม่สามารถยึดตัวจริงที่สเปอร์สได้ และถูกมองว่าการเล่นคล้ายกับ ไมเคิล โอเว่น มากจนเกินไป

ครั้นจะไปเรียกกองหน้าอย่าง ดีน แอชตัน ที่แฟนขุนค้อนบางรายแอบเชียร์ให้ติดธงก็ใช่ที่ เพราะความเป็นจริงแล้วหัวหอกร่างอวบจากเวสต์แฮมก็ยัง Lack of experience หรือไร้ประสบการณ์อยู่ดี

มันเลยเป็นที่มาของการเรียก เฮสกีย์ หัวหอกที่มีสถิติในการยืนคู่กับ "เซนต์ไมเคิล" ในยามที่เล่นด้วยกันในทีมชาติค่อนข้างดี โดยสถิติในการยืนคู่กันนั้น ทั้งคู่ทำได้ถึง 11 ประตูจาก 12 นัดในนามทีมชาติอันถือเป็นสถิติที่ไม่เลวเลย
แม้หลายคนอาจจะยก สถิติ "สุดฝืด" ของเฮสกีย์ มาแย้ง เพราะว่าทำได้เพียง 5 ประตูจาก 43 นัดให้อังกฤษ แต่ก็ต้องไม่ลืมนะครับว่า แนวการเล่นของหมอนี่ออกจะเป็นตัว "ชง" ให้เพื่อนซะมากกว่า

การมีส่วนร่วมกับเกมของแก รวมถึงความได้เปรียบในเรื่องความใหญ่ น่าจะเป็น "ข้อชดเชย" ได้บ้างนะครับ...

ระบบการเล่น ผมคาดว่า แม็คคลาเรนจะใช้ 4-4-2 อันเป็นระบบ ที่นักเตะในทีมส่วนใหญ่คุ้นเคยเป็นอย่างดี
ขณะที่ไล่ดูในแต่ละตำแหน่ง เห็นจะมีตำแหน่ง "นายด่าน" นี่แหละครับที่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เกือบๆ จะแน่นอนแล้ว เพราะ Confidence หรือความมั่นใจของ "นายห้าง" โรบินสันดูไม่เหลือเลยหลังจากเสียไปถึงสามเม็ดในเกมกับฟูแล่มเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ฉะนั้น สมควรให้โอกาส เดวิด เจมส์ แล้วครับ!!

แบ็กซ้ายน่าจะเป็น แอชลี่ย์ โคลที่จะกลับมาทวงตำแหน่งคืนได้จาก นิคกี้ ชอว์รีย์ ขณะที่แบ็กขวา ไมคาห์ ริชาร์ดส น่าจะได้ลงต่อหลังจากทำผลงานได้เยี่ยมในนัดก่อน โดยคู่เซ็นเตอร์ฯ จะเป็นกัปตันทีมจอห์น เทอร์รี่ และริโอ เฟอร์ดินานด์ ลงจับคู่กันเช่นเคย

ขณะที่แผงหลังดูจะไม่เป็นปัญหามากนักแต่กองกลางคือ "โจทย์" ที่แม็คคลาเรนต้องนั่งคิดนอนคิด นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพราะการขาดหายไปของตัวหลัก ๆ อย่าง เบ็คแฮม ที่เจ็บไปก่อนเพื่อน
เคราะห์ซ้ำ กรรมซัด ยังมาต่อด้วย "หัวใจ" ในแผงกองกลางอย่าง เจอร์ราร์ด และแลมพาร์ด ที่ยัง 50-50 โดยคงต้องดูอาการกันจนถึงวินาทีสุดท้าย

แต่ก็ใช่ว่า ทางออกของ "บิ๊กแม็ค" จะตีบตัน มืดมนไปหมดซะทีเดียวนะครับ เพราะลึกๆ แล้วผมเชื่อว่า โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ คือ "คีย์แมน" คนสำคัญที่น่าจะช่วยทีมได้เยอะ ในช่วงเวลาคับขันของทีมด้วยความขยัน และลูกบู๊ + บุ๋น ที่เจ้าตัวมี

ขาดก็แต่คู่ขาในแดนกลางนี้แหละครับที่ไม่ทราบว่า "บิ๊กแม็ค" จะเลือกใครลงในกรณีที่ เจอร์ราร์ด หรือ
แลมพาร์ด ลงไม่ได้จริงๆ

ปีกซ้าย ไม่เป็นปัญหาเพราะ โจ โคล พร้อมประจำการ ขณะที่การขาดเบ็คแฮม และดายเออร์ จะทำให้ "ไอ้สั้น" ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ ได้รับโอกาสไป

คู่หน้าอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น คู่หู โอเว่น-เฮสกีย์ น่าจะจับคู่กันตามที่ "บิ๊กแม็ค" ได้เปรย ๆ กับทาง
สื่อมวลชนไว้

ที่นี้ก็เหลือแต่ "การปลุกเร้า" นักเตะของแม็คคลาเรนแล้ว ละครับว่าจะทำให้เหล่านักเตะสิงโตคำราม ที่ยามนี้เหมือน "สุนัขจนตรอก" ไม่มีทางเลือกมากหนัก ฮึดสู้ เพื่อคว้า 6 คะแนน ในเกมกับอิสราเอล และรัสเซียในวันที่ 8 และ 12 กันยายน นี้ได้หรือเปล่า

โดยสองเกมที่ว่านี้ หากอังกฤษไม่ลนลาน หรือ กดดันตัวเองที่เกิดจากความตึงเครียดมากเกินไป พวกเค้าน่าจะทำได้ "ตามเป้า" ที่วางเอาไว้ แม้ว่ารูปเกมอาจจะไม่สวย ไม่เอนเตอร์เทนแฟนบอลก็ตามที


เพราะหากอะไรๆ ไม่เป็นอย่างที่คิดแล้วนั้น โอกาสที่พวกเค้าจะ "หลุดโผ" ตกม้าตายในรอบคัดเลือก ก็จะเป็นไปได้สูง และตำแหน่ง นายใหญ่สิงโตคำรามก็คงได้เปลี่ยนกันอีกรอบ แบบไม่ต้องสืบเลยล่ะครับ !!

ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์คิกออฟ ฉบับที่ 2967