Tuesday, 18 May 2010

Finally we make it !


นานเหลือเกินครับ ที่ไม่ได้จบฤดูกาลด้วยรอยยิ้มแบบนี้ : )

ฤดูกาลหน้า ขออย่าให้ใครมาดึงตัวหลักเรา อย่าง เลนน่อล ฮัดเดิลสตัน หรือ โมดริชเลย

หมดเวลาขายนักเตะในเล้ากินแล้วครับ ถึงเวลาบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้สโมสรด้วยการกล้าเสริมสตาร์ดังๆไปเลย

ใครเล่นดีในฟุตบอลโลก รีบดึงมานะจ่านะ !

Friday, 3 July 2009

ใครว่า ปาฏิหารย์ไม่มีจริง..

ไมเคิล โอเว่นที่ว่าอนาคตดับสนิทไปแล้ว ยังอุตสาห์ได้เซ็นสัญญากับยอดทีมอย่างแมนฯยูไนเต็ด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทำท่าว่าจะไม่มีทีมไหนเหลียว
ลงทุนกับทีมงานแจกโบชัวร์ร่อน เป็นภาพที่น่าเวทนายิ่ง จากนักเตะเนื้อหอมที่ทุกทีมบนโลก อยากมีไว้ครอบครอง เหลือเพียงแค่ 'ความทรงจำดีๆ'

แต่ความพยายามนี้ก็ไม่สูญเปล่า...
ชีวิตคนเรา ขอแค่อย่าท้อแท้ เชื่อเถอะว่ายังมีแสงสว่างที่ปลายทางเสมอ
แม้กายจะบอบช้ำ เหนื่อยล้า แต่ใจยังสู้ต่อ

-Nothing is Impossible- สู้ต่อไปนะโอเว่น

Friday, 26 June 2009

ผิดหวังกับชุดเหย้าใหม่สเปอร์ส

เมื่อวานเป็นวันแรก (25 มิถุนายน) ที่ทางสเปอร์สเปิดตัวและนำชุดเหย้า/เยือน ของซีซั่นใหม่มาวางขาย คาดว่าแฟนไก่เดือยในอังกฤษจำนวนไม่น้อยเลยละแห่กันไปที่สโมสร

แต่ดูๆเหมือนแฟนบอลบางส่วนจะออกแนวไม่ค่อยประทับใจกับชุดแข่งใหม่ซักเท่าไร โดยเฉพาะชุดเหย้าสีขาวที่แทบไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ นอกจากแถบตัว V สีเหลืองอ๋อยมาขัดลูกตาเปล่าๆ

ผมเองก็เป็นอีกคนที่เห็นแล้ว 'ไม่ปลื้ม' เลย....เฮ้อ เซ็ง !

ปล. ถึงเสื้อไม่สวย แต่ขอจบฤดูกาลด้วยอันดับสวยๆละกันเนอะ

Sunday, 21 June 2009

ดู ดู๊ ดู ดู เธอทำ

บังเอิญเข้าไปอ่านข่าวบอลในเว็บ Daily mail ปรากฏว่าช็อคตาตั้งกับภาพทอม ฮัลเดิลสตันยืนพุ่งโย้ยังกะคนท้อง 5 เดือน ในมือถือถุงแม็คโดนัลล์

ตอนแรกนึกว่าของจริง อ่านไปอ่านมาปรากฏว่าแฟนบอลตัวแสบใช้โปรแกรมตัดต่อภาพ

แหมถ้ามันโย้แบบนี้จริง ก็คงไม่แปลกว่าทำไมลุงจ่าถึงไม่ค่อยปลื้มทอมมี่เรา ฮ่า
ปล.พุงกับถุงบิ๊กแม็คนั่นตัดต่อ แต่กางเกงลิงสีชมพูเป็นของทอมจริงๆ มันกล้าเนอะว่ามะ?
โรนัลโด้ถึงกับอายเลยทีเดียว อิอิ

Thursday, 18 June 2009

GOAL 3 : หนังฟุตบอลที่่ไม่ค่อยเกี่ยวกับฟุตบอล

Goal ภาคแรกถือเป็นหนังที่เกี่ยวกับฟุตบอลเรื่องนึงที่ผมชื่นชมไม่แพ้เรื่อง Green Street และ หนังเตะเสี้ยวลิ่มยี่ที่ฮาโดนใจผมสุดๆ

ขณะที่ภาค2ของGoal แม้จะดังเปรี้ยงเท่าภาคแรกแต่ผมเชื่อว่าคอบอลไม่มากก็น้อยยังอยากจะรู้ว่าภาคต่อมาจะเป็นเช่นไร...

เมื่อคืนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ดู Goal ภาคล่าสุดที่ว่ากันว่าจะลงโรงต้นปี 53 ต้อนรับมหกรรมฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ผ่านเว็บ http://quicksilverscreen.com/watch?video=67764

ภาคนี้ตัวเอกจากสองภาคแรกอย่างซานติเอโก้ มูเนซแทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย โดยทางผู้สร้างเน้นไปที่ตัวละครอื่นที่แสดงเป็นเพื่อนมูเนซซึ่งติดทีมชาติอังกฤษไปฟุตบอลโลก ขณะที่ตัวเอกของเรื่องดันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์บาดเจ็บชวดเล่นให้ทีมชาติเม็กซิโก (ชาติเกิดของพ่อ) ยืนดูเพื่อนเล่นตลอดเรื่อง

เรื่องนี้ดูไปดูมาเป็นหนัง Drama ซะอย่างนั้น คนที่คาดหวังจะเห็นเรื่องราวในสนามนั้นคงผิดหวังไม่น้อย ขณะที่คนที่ชอบแนวดราม่าหน่อยๆก็คงจะซึ้งกับเรื่องราวของสายใย ความรัก และความผูกพันของตัวละคร ที่ดึงมาโยงกันได้อย่างแนบเนียน

อีกจุดนึงที่หนังเรื่องนี้ทำได้ดีก็คือฉากต้อนรับมหกรรมฟุตบอลโลก และ ความน่ารักของแฟนบอลที่ตามไปเชียร์ทีมที่ตัวเองรัก อ๋อ..เพลงประกอบหนังก็เพราะดีครับ

โดยรวมแล้วถือว่า Goal 3 เป็นหนังฟุตบอลที่เกี่ยวกับฟุตบอลน้อยมั่กๆ ก็ได้หวังละครับว่าภาคหน้า (ถ้าหากมี) ผู้กำกับท่านนี้จะเน้นไปที่เรื่องราวของชีวิต ซานติอาร์โก้ มูเนซให้มากกว่านี้หน่อย เพราะภาคนี้ได้เกริ่นไว้ครับว่า มูเนซ เซ็นสัญญา 2 ปี เตรียมเล่นให้ สเปอร์ส หลังจบฟุตบอลโลก
ปล. หากอยากโหลดหนังมาเก็บไว้ก็เว็บนี้เลยครับ : )

Monday, 15 June 2009

รุด-โทนี่ ใครกันที่เหมาะกับสเปอร์ส?

ปิดฤดูกาลทีไรก็ตกเป็นข่าวว่าจะจีบคนนั้นที แอบเหล่คนนี้ทีเป็นประจำสำหรับ 'ไก่เจ้าชู้' ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ส เพราะล่าสุดหลังวืดตัวแกเรธ แบร์รี่ที่ไปรับทรัยพ์พร้อมค่าเหนื่อยก้อนโตที่แมนฯซิตี้ ลุงจ่าเราก็เริ่มทำการบ้านภาคฤดูร้อนด้วยการตกเป็นข่าวว่าสนใจสองกองหน้าวัยดึกอย่างรุด ฟาน นิสเตลรอย และ ลูก้า โทนี่ เพื่อมาเป็นตัวแทนของโรมัน พาฟลิวเชนโก้ ที่ทำท่าว่าจะโดนอับเปหิจะเล้าไก่ค่อนข้างชัวร์
รายแรก น้ารุด - อดีตหัวหอกฝีตีนดีที่เคยยิงระเบิดกับแมนฯยูไนเต็ด แต่ภายหลังย้ายมาค้าแข้งในซานติเอโก้ เบอร์นาบิวกับเรอัล มาดริดแล้วเหมือนจะเข้าโรงหมอมากกว่าลงเล่น แถมความรวดเร็วก็ลดไปเยอะ แว่วๆว่าค่าตัว ล้านกว่าปอนด์เท่านั้นเอง ค่าเหนื่อยเท่าไรไม่รู้แต่ด้วยประสบการณ์และความนิ่งหน้าปากประตูของ 'รุด' น่าจะทำให้แนวรุกของเราดีขึ้นไม่มากก็น้อย
ทัศนะส่วนตัว - ได้มาจะดีมาก อย่างน้อยก็ดีกว่าเบนท์และพาฟ ที่หมูหกหน้าประตูบ่อยๆ

รายต่อมา - ลูก้า โทนี่ หอกวัยดึกอีกคนของบาเยิร์น มิวนิค ผลงาน2ฤดูกาลที่ผ่านมาในสโมสรถือว่าใช้ได้เลยยิงไปทั้งสิ้น 61 ประตู ค่าตัว 4 ล้านปอนด์ + ค่าเหนื่อยก้อนโต ประมาณ 5.5 ล้านยูโร ต่อปี ถือว่าสูงลิบเลยละกับกองหน้าวัยขนาดนี้

ทัศนะส่วนตัว - พอดีว่าพึ่งดูฟุตบอลคอนเฟดเดอเรชั่น คู่ระหว่างอิตาลี-อเมริกา จบ (อิตาลีชนะ3-1) ผมว่าฟอร์มโทนี่เกมนี้ ต่ำกว่ามาตรฐานมาก โอเคแม้จะเก็บบอลได้ หากแต่ว่าดูการเคลื่อนที่ช้าลงไปมาก แถมพลาดการทำประตูลูกจ่อๆไปเสียฉิบ เกรงเหลือเกินครับว่ามาเจอบอลเร็วๆหนักๆในอังกฤษแล้วคุณน้าแกจะสอบตกไม่เป็นท่าเหมือนนักเตะจากลีกกัลโช่คนอื่นๆ
สรุปแล้วในใจลึกๆหากลุงจ่าแฮร์รี่ต้องการกองหน้าชั่วโมงบินสูงมาเสริมทีมจริงๆ ผมขอยกมือเชียร์ 'รุด ฟาน' เพราะเคยเล่นในพรีเมียร์น่าจะคุ้นเคยกับระบบการเล่นที่นี้

คุณผู้อ่านละครับ อยากได้ใครมาเสริมกองหน้าให้ไก่เดือยทองของเรา ฟาน นิสเตลรอย หรือ โทนี่?
ปล. จริงๆผมว่าซานตาครูซ ยอน คาริว หรือ คาร์ลตัน โคลก็เป็นชอยส์ที่ไม่เลวนะ : )

Sunday, 10 May 2009

Onside With...Jermain Defoe : คุยสบายๆกับนายเดโฟ

Life
Q: เมื่อไรก็ตามที่มีเวลาให้ตัวเอง
JD: ถ้าวันไหนอยากอยู่คนเดียวก็จะหาเพลงมานั่งฟัง ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะออกไปหาเพื่อนๆ ผมชอบที่จะอยู่กับผู้คน อย่างไรก็ตามมีหลายครั้งเหมือนกันที่ผมอยากอยู่ชิวๆคนเดียว
Q: เมื่อคุณรู้สึกแย่มากๆ
JD: กลับบ้านไปหาคุณแม่ของผม ซานดร้า ผมเจอท่านบ่อยๆเพราะว่าเธอเป็นผู้ที่มีอิทธิพลสำหรับผมมากเหลือเกิน เธอเข้าใจผมเสมอและในช่วงที่ฟอร์มตกก็ได้แม่นี้แหละคอยให้กำลังใจ นอกจากนี้เธอยังทำอาหารได้สุดยอดมากๆ นี้แหละคืออีกสาเหตุว่าทำไมผมถึงกลับไปหาแม่บ่อย ! (หัวเราะ)

Q: อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองมั้ย?
JD: ผมแฮปปี้กับสิ่งที่ผมเป็นนะ
Q: สิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุดที่พ่อแม่สอนมา
JD: การวางตัวในสังคมและการเคารพผู้อาวุโสกว่า บางคนอาจจะเข้าใจว่าพวกนักฟุตบอลคงเป็นพวกเย่อหยิ่งทะนงตัวแม้กระทั่งกับผู้หลักผู้ใหญ่ แต่สำหรับผมแล้วผิดถนัดเลย ผมไม่ใช่คนประเภทนั้น

Q: บทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิต
JD: ทำอย่างไง ได้อย่างนั้น สิ่งๆนี้สอนให้ผมตั้งใจฝึกซ้อมให้หนักขึ้นเพื่อเป็นนักฟุตบอลที่ดีกว่าเดิม
Q: ข้อเสียของคุณ
JD: ต้องตัดผมทุกอาทิตย์...ให้ตายเถอะแต่ผมไม่สามารถปล่อยให้มันยาวได้ ข้อแก้ตัวของผมก็คือ ทรงผมแหล่มแล้วฟอร์มจะแหล่มตาม !

Q: วันสำคัญที่สุดในชีวิต
JD: ได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับเวสต์แฮม อย่างไรก็ดีมีอีกหลายๆครั้งที่ผมได้เจอช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม อย่างเช่นการได้เปิดซิงลูกแรกในนัดที่ลงเล่นให้เวสต์แฮมในเกมพบวอลซอล์ (ตอนอายุ17) และลงเล่นทีมชาตินัดแรกก็ยิงประตูได้เลย
Q: เพลงติดปากช่วงนี้
JD: Joe อัลบั้ม New Man
Q: คนที่ทำให้คุณมีเสียงหัวเราะเสมอ
JD: สเตฟาน ญาติสนิทของผม หมอนี้ไม่เคยหยุดปล่อยมุกแม้ว่าบางครั้งมันออกจะฝืดๆก็ตาม

Taste- รสนิยม
Q: ตึกที่ชอบ
JD: จริงๆแล้วไม่มีนะ แต่ถ้าเป็นภูเขาละก็คงเป็นที่ Pitons ณ เซนต์ลูเซีย (St. Lucia)

Q: ภาพวาด
JD: ภาพเสก็ตของบ็อบ มาร์เล่ย์ที่ผมแขวนไว้ที่บันได้บ้าน ดูแล้วรู้สึกดีเสมอ

Q: การเดินทาง
JD: St.Lucia บ้านหลังที่สองของผม (บรรพบุรุษของเดโฟมาจากที่นั้น)

Q: สถานที่สุดโปรดในอังกฤษ
JD:ฮาร์ดฟอร์ด เชียร์ (Hertfordshire) บ้านเกิดของผมเอง ทุ่งหญ้าและวิวทิวทัศน์สวยอย่าบอกใคร

Q: ของติดตัวที่ขาดไม่ได้
JD: ไอพอต เพราะว่าผมรักเสียงเพลง

As a boy
Q: หนังสือที่ชอบ
JD: ไม่มีครับ แม่ผมพูดอยู่เสมอว่าผมไม่เคยนั่งนิ่งๆได้เกิน2นาทีเลยสมัยเป็นเด็ก

Q: ตัวการ์ตูนที่ชอบ
JD: นินจาเต่าฮับ!
Q: รายการทีวีสุดโปรด
JD: ทอมแอนด์เจอร์รี่ (Tom&Jerry) ผมชอบอะไรที่เคลื่อนไหวเร็วๆ

On Spurs
Q: วันแรกที่สเปอร์สเป็นอย่างไรบ้าง
JD: ผมจำมันได้แม่น พอถึงสนามปุ๊บบอกตามตรงตกหลุมรักทันที นอกจากนี้ผมสนิทกับพวกเลดส์ลี่ย์ (คิง) และ แอนโทนี่ การ์ดเนอร์เป็นส่วนตัวอยู่แล้ว การปรับตัวจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่

Q: บุคคนแรกที่คุณเจอที่สโมสร
JD: เดวิด พลีท ผู้จัดการทีมชั่วคราวในเวลานั้น ผมชอบการฝึกซ้อมของเค้าน่ะ สนุกดี

Q: เพื่อนที่ดีที่สุดที่สเปอร์ส
JD: เลดเดอร์ (ชื่อเล่นเลดส์ลีย์ คิง) สุดยอดสุดแล้ว เพราะเป็นเพื่อนที่จริงใจและเฮฮาได้อีก

Q: ความผิดหวังครั้งร้ายแรง
JD: ผมพยายามที่จะไม่จำมัน เพราะเชื่อว่าอะไรที่มันผิดพลาดไปไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้ ผมจึงพยายามทำงานให้หนักเพื่อลบความทรงจำเหล่านั้นออกไป

Q: คู่ต่อสู้ที่คุณให้ความยอมรับมากที่สุด
JD: เพื่อนรักของผม ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ เนื่องจากเป็นนักเตะที่ฝึกซ้อมหนักมากแถมยังตัวเล็กกว่าอีก!
Q: ประตูที่อยู่ในความทรงจำ
JD: เกิดขึ้นในเดือนพฤษจิกายนปี2004 เกมพบกับอาร์เซนอล ผมลากบอลผ่านผู้เล่นสาม สี่คนก่อนซัดโครมเข้ามุมอย่างสุดสวย เยนส์ เลห์มันไม่ได้ขยับ
Q: กิจวัตรก่อนลงแข่ง
JD: ตื่น 9โมงเช้า หาอะไรเบาๆทาน ก่อนออกเดินยาวๆเป็นการวอร์มอัพร่างกาย ฟังเพลงเรียกความฮึกเหิมเล็กน้อยก่อนอาบน้ำอาบท่าเดินทางไปสนาม

Q: สนามในพรีเมียร์ชิพที่ทำให้คุณประทับใจ
JD: โอลด์ แทรฟฟอร์ด สมัยยังเด็กผมฝันมาเสมอว่าจะได้ลงเล่นที่สนามแห่งนี้ เนื่องจากเป็นสนามที่ใหญ่ ผู้ชมแน่น และบรรยากาศสุดยอด ในฐานะนักเตะการได้ลงเล่นกับยอดทีมอย่างแมนฯยูฯแล้วเอาชนะพวกเค้าได้ในบ้านเป็นอะไรที่พิเศษอยู่แล้ว
Q: สิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุดที่สเปอร์สละ
JD: แฟนบอลที่สุดยอดคอยหนุนหลังเราอยู่ตลอดเวลาไงล่ะ ไม่ว่าคุณจะอยู่แห่งหนใดคุณจะพบแฟนสเปอร์สเสมอ ผมรู้ซึ้งดีตอนที่ย้ายออกไปว่าคิดถึงสโมสรแห่งนี้ขนาดไหน...
Jermain Defoe Career timeline
1982: ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 1982, Beckton London

1997: ขณะที่อายุ14 หนุ่มน้อยซาไกถูกค้นพบโดยแมวมองทีมชารล์ตัน และเล่นให้ทีมเยาวชนของ ‘ดาบอัศวิน’ ก่อนโดนเวสต์แฮมฉกไปเซ็นสัญญาในเวลาต่อมา

2000: หลังจากได้แชมป์ถ้วยเยาวชนกับเวสต์แฮม เดโฟถูกดันขึ้นมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเกมลีกคัพพบวอลซอร์แถมทำประตูชัยในเกมนั้นได้อีกด้วย

2001: ถูกยืมตัวไปเล่นให้บอร์นมัธทั้งฤดูกาล ก่อนประกาศศัดาความเป็นยอดดาวยิงด้วยการยิงประตู10นัดติดต่อกันทำลายสถิติของจอห์น อัลดริดจ์

2004: เดือนมกราคมปี2004 หลังยิงเป็นว่าเล่นกับเวสต์แฮม (105นัด 41ประตู) เดโฟตัดสินใจย้ายมาสเปอร์สสลับฝากกับบ็อบบี้ ซาโมร่าที่สอบตกในถิ่นไวท์ ฮาร์ทเลน โดยนัดแรกที่เล่นให้ทีมตราไก่ก็ยิงประตูเปิดซิงให้ตัวเองได้เลย และทำแฮตทริกในเกมพบเซาธ์แธมตันได้ด้วยในปีนั้น

2008: หลังจากเล่นให้ทีมมา4ปี เดโฟไม่พอใจกับบทบาทข้างสนาม จึงย้ายมารับใช้แฮร์รี่ เรดแนปป์ผู้ปลุกปั้นในวัยเด็กที่ปอร์ทสมัธ ยิงไป15ประตูจากการลงเล่น31นัด

2009: ย้ายตามกุนซือหน้าง่วงกลับมาถิ่นไวท์ ฮาร์ทเลนอีกครั้ง และเพียงแค่เกมที่สองก็ยิงทีมเก่าอย่างปอมปีย์ได้เลย

Credit : สเปอร์สแม็กกาซีนฉบับเดือนเมษายน2009

Saturday, 9 May 2009

บิ๊กโฟร์ ยากเกินจะแทรก...

วันนี้ไปดูบอลคู่ฟูแล่ม-แอสตัน วิลล่ามา กะเต็มเหนี่ยวว่าทีมเจ้าสัวคงไม่ชนะลูกทีมของมาร์ติน โอนีลได้ง่ายๆแน่

3-1!! สาม ประตู ต่อ หนึ่ง เจ้าบ้านต้อนซะงั้น!?

กองแช่งอย่างเราซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ตราไก่ ออกอาการเซ็งอย่างแรง

อุตสาห์ไต่อันดับจากท้ายตาราง ขึ้นมาสูดอากาศกับพวกท็อปเทนได้ หลังการเข้ามาร่ายมนต์ของพ่อมดแฮร์รี่ เรดแนปป์
ก้อเลยแอบหวังว่าจะได้ไปเตะยูโรป้า อย่างใครเค้าบ้าง...(เข้าตำราได้คืบจะเอาศอก)
ถือว่าต้องลุ้นเหนื่อยเลยทีเดียวละ หากจะหวังให้สเปอร์สได้สิทธิ์ไปเตะบอลยุโรปฤดูกาลหน้า..
เอาน่า ดีกว่าตกชั้น จิงมั้ย?

พูดถึงฟูแล่มแล้วก็ต้องยอมรับเลยว่าฟอร์มในบ้านของพวกเค้าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

ขนาดแมนฯยูฯที่ว่าแน่ๆก็โดนฝังหลงหลุมมาแล้ว 2-0 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องชมรอย ฮอดจ์สันกุนซือมากล้นประสบการณ์ที่พาทีมจะตกชั้นแหล่ ไม่ตกชั้นแหล่อย่างฟูแล่มเขย่งก้าวกระโดดมาได้ไกลถึงเพียงนี้

ตัวผู้เล่นของฮอดจ์สันใช่ว่าจะดีเด่ อะไร นักเตะหลายคนเคยป็นแค่ส่วนเกินในทีมตราไก่ด้วยซ้ำ >.<

ด้านสิงห์ผงาด แอสตัน วิลล่าฟอร์มและความมั่นใจหายไปมาก ความน่ากลัวลดลงไปเยอะเทียบกับช่วงต้นฤดูกาลที่ทำท่าจะ 'เซอร์ไพรส์' แทรกตัวเองเป็นยืนทัดเทียมกับพวกสี่อรหันต์ บิ๋กโฟร์

ถึงนาทีนี้ คงต้องยอมรับสภาพกันแต่โดยดีว่า 'ช่องว่าง' ระหว่างทีมอย่าง แมนฯยูฯ เชลซี ลิเวอร์พูล และอาร์เซนอล เทียบกับทีมอื่นในลีกแล้ว ยัง ห่างไกลกันเยอะ

คงอีกหลายปีเลย กว่าทีมอย่าง สเปอร์ส วิลล่า เอฟเวอร์ตัน หรือ แมนฯซิตี้ จะตามทีมพวกนี้ทัน...

Monday, 13 April 2009

ใครฆ่าประชาชน

'อำนาจ' และ 'เงินตรา' เป็นแค่ ของนอกกาย

แต่คนเราทุกวันนี้ยึดติด ลุ่มหลง อยู่กับมัน

เมื่อไหร่จะ ตาสว่างกันเสียที...

พอเถอะ หยุดเถอะ แค่นี้ยังไม่สาสมหรืออย่างไร กับศ.ก.ที่ซบเซาเหงียบเหงาราวกับป่าช้า
ต่างชาติ วันๆเค้าเตรียมช่วยกันระดมความคิดหานโยบายมาแก้วิกฤตศ.ก. กัน

คนไทยทำอะไรกันอยู่
เข่นฆ่ากันเพื่ออะไร ในเมื่อสุดท้าย...


สีแดง สีเหลือง หรือสีขาว สุดท้าย ก็เจ็บปวดด้วยกันทั้งนั้น...

---------------------------------------------------------------------------

<ใครฆ่าประชาชน : คาราบาว>

๐เราเป็นประชาชน..รักประชาธิปไตยเข่นฆ่าเราทำไม ใครฆ่าประชาชน

แม่ที่ลูกไม่กลับบ้าน...และหลานๆที่อาได้หายไปลูกที่พ่อไปหนใด..จะมีใครหยั่งรู้ถึงจิตใจฝนที่หล่นเป็นตะกั่ว..คือความหวาดกลัวของหัวใจใครฝันใดเท่ากับฝันร้าย..ในการจากไปของคนที่ตนรัก

เราเป็นประชาชน..รักประชาธิปไตยเข่นฆ่าเราทำไม ใครฆ่าประชาชน

คืนนี้ดาวได้ร่วงหล่น..ในร่างคนที่ตนเคยหนุนตักรักของใครต้องพลัดพราก..จากกันไปชั่วนิจนิรันดรเธอเป็นผู้เสียสละ..แต่ภาระนั้นใครจะไถ่ถอนเสียงแม่กล่อมลูกน้อยนอน..กับบทกลอนพ่อเป็นวีรชน

เราเป็นประชาชน..รักประชาธิปไตยเข่นฆ่าเราทำไม ใครฆ่าประชาชนเราเป็นประชาชน..รักประชาธิปไตยเข่นฆ่าเราทำไม ใครฆ่าประชาชน

๐ ๐ ๐

พ่อจ๋า พ่อจ๋า พ่อจ๋า พ่อหนูไปอยู่ไหน อยู่ไหนเล่าแม่จ๋าเมื่อไรพ่อหนูจะกลับมา..ซื้อตุ๊กตา ซื้อขนมมาฝากคนไหนใครเล่าคลุ้มคลั่ง..ไม่ยอมฟังเสียงเพลงประชาชนสั่งกลบด้วยเสียงปืนกล..ใบไม้หล่นถนนนั้นแดงฉานวิญญาณแห่งเสรีชน..คือผู้คนคู่ควรกล่าวขานเกียรติประวัตินั้นยืนนาน..แห่งการสืบสานประชาธิปไตย

เราเป็นประชาชน..รักประชาธิปไตยเข่นฆ่าเราทำไม..ใครฆ่าประชาชนเราเป็นประชาชน..รักประชาธิปไตยเข่นฆ่าเราทำไม..ใครฆ่าประชาชนเราเป็นประชาชน..รักประชาธิปไตยเข่นฆ่าเราทำไม..ใคร..ฆ่า..ประชาชนเราเป็นประชาชน..รักประชาธิปไตยเข่นฆ่าเราทำไม..ใครฆ่าประชาชน

------------------------------------------------------------------------------------------------

Thursday, 9 April 2009

นับถอยหลัง

จองตั๋วเครื่องบินกลับเมืองไทยแล้ว...ใจหายอย่างบอกไม่ถูก

คงคิดถึงอากาศบ้าบอของที่นี้ สวนสาธารณะไฮด์พาร์ค และฟุตบอลอังกฤษน่าดู

นั่งรถเมล์ทีก็พยายามเก็บภาพความทรงจำต่างๆเท่าที่เมโมรี่จะรับได้ ซึมซับบรรยากาศให้ได้มากที่สุด

ผู้คนที่เร่งรีบบนท้องถนนในเมืองหลวง, นักท่องเที่ยวที่เดินกันให้เพียบในตัวเมือง, อาหารจีนใน china town, สนามท็อตแน่ม, ฯลฯ >...<

I Love London

Thursday, 19 March 2009

Onside With...Ledley King

หลายเรื่องราวที่เราไม่เคยได้ยินจากปาก ‘อดีต’ กัปตันทีมคนนี้...
Life
Q: เมื่อไรก็ตามที่มีเวลาให้ตัวเอง
LK: ผมมักหาเวลาไปพบเพื่อนๆและครอบครัว เพราะว่านอกเหนือจากฟุตบอลแล้วผมก็ไม่ได้มีกิจกรรมยามว่างที่โปรดปรานเป็นพิเศษเหมือนคนอื่นเค้า
Q: เมื่อคุณรู้สึกแย่มากๆ
LK: ไม่ค่อยมีนะ ผมเป็นคนสบายๆไม่ค่อยคิดอะไรมาก อย่างไรก็ดีบางครั้งอาจจะมีคิดเรื่องฟุตบอลบ้างแต่พอผมกลับบ้านไปพบหน้าลูกชาย (โคบี้) ผมก็รู้ได้เลยว่าอย่างน้อยก็มีเจ้าตัวเล็กนี้แหละทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นได้
Q: อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองมั้ย?
LK: Nobody Perfect นะ และผมก็ไม่กลับไปแก้ไขอะไรหรอก ผมพอใจกับสิ่งที่ผมเป็น
Q: สิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุดที่พ่อแม่สอนมา
LK: การวางตัวและมารยาทในการออกสังคม ท่านมักจะสอนผมเสมอว่าให้เคารพผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นอุปนิสัยของผมไปแล้ว
Q: บทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิต
LK: ช่วงหลายปีที่ผ่านมาผมสูญเสียเพื่อนและญาติบางคนไปจึงได้ตระหนักว่าอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ทุกวันนี้ผมตื่นเช้ามาและบอกตัวเองเสมอว่าจะใช้ชีวิตให้มีคุณค่าและสนุกกับมันให้มากที่สุด
Q: ข้อเสียของคุณ
LK: ผมชอบกินของหวานๆนะซิ! แต่ชีวิตนักฟุตบอลทำให้ผมต้องควบคุมตัวเองไม่ให้ตามใจปาก น่าเศร้าเนอะว่ามั้ย?
Q: วันสำคัญที่สุดในชีวิต
LK: ปี2004 วันที่ลูกชายผมลืมตาขึ้นมาดูโลก อาจจะมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้การคลอดของภรรยาผมดูติดขัดบ้างจนผมต้องรีบบินกลับบ้านจากทัวร์นาเมนต์ยูโร2004ที่โปรตุเกส แต่สุดท้ายก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี...เป็นวันนึงที่ผมภูมิใจที่สุดในชีวิตกับการได้เป็นพ่อคน
Q: เพลงติดปากช่วงนี้
LK: Use somebody และ Sex on Fire ของ Kings of Leon และ Mad ของ Ne-Yo
Q: คนที่ทำให้คุณมีเสียงหัวเราะเสมอ
LK: เพื่อนสนิทในวัยเด็กของผม เรารู้จักกันมานานมากและมีช่วงเวลาสนุกร่วมกันมาเยอะสมัยเรียน เมื่อไรก็ตามที่เราได้เจอกัน เมาธ์แตก ฮากระจายขอบอก
Taste- รสนิยม
Q: ตึกที่ชอบ
LK: จริงแล้วผมไม่ใช่ประเภทชอบเดินดูตึกและยืนชื่นชมเหมือนศิลปินบางคนหรอก แต่ก็มีที่คิดว่าดูดี อย่างเช่นตึกเอมไพร์ สเตจ ที่นิวยอร์คและโบสถ์ที่บาร์เซโลน่า
Q: ภาพวาด
LK: รูปผมกำลังเตะฟุตบอลที่ลูกชายวาดที่โรงเรียน
Q: การเดินทาง
LK: ผมรู้สึกดีทุกครั้งเวลาที่ได้จับเครื่องบินไปไหนไกลๆกับครอบครัวช่วงปิดซีซั่น
Q: สถานที่สุดโปรดในอังกฤษ
LK: ผมเกิดและโตในลอนดอน จึงรู้สึกว่าตัวเองชอบเมืองนี้เพราะเป็นแหล่งรวมอารยธรรมและผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าคุณอยากทำอะไร คุณสามารถทำได้หมดที่นี้ ร้านอาหารก็มีครบเกือบทุกชาติไม่ว่าคุณจะมาจากส่วนไหนของโลก
Q: ของติดตัวที่ขาดไม่ได้
LK: โทรสับมือถือและไอพอต
As a boy
Q: หนังสือที่ชอบ
LK: สมัยเด็กผมชอบอ่าน ‘Napper Goes for Goal’ พอโตขึ้นมาอีกหน่อยก็เป็นเรื่อง ‘ The Twits’
Q: ตัวการ์ตูนที่ชอบ
LK: ขอโทษนะแต่ผมไม่อ่านการ์ตูน
Q: รายการทีวีสุดโปรด
LK: พอกลับจากโรงเรียนมาที่บ้านผมมักจะเปิดช่อง ITV ไว้ให้ดูเสมอ
On Spurs
Q: วันแรกที่สเปอร์สเป็นอย่างไรบ้าง
LK: ตอนนั้นผมยังเป็นนักเรียนไปด้วย มาซ้อมบอลอินดอร์กับสเปอร์สทุกคืนวันอังคารและพฤหัสบดี จำได้ว่ามากับเพื่อนอีกสองคนทำให้พวกเราไม่รู้สึกประหม่าจะเกินไป ความรู้สึกในตอนนั้นนะเหรอ? สุดยอดดดมาก (ลากเสียงยาว) ผมตื่นเต้นสุดๆกับสิ่งอำนวยความสะดวกของสโมสร เพราะก่อนหน้านั้นผมเคยไปซ้อมกับสโมสรเลย์ตัน มาซึ่งต่างกันราวฟ้ากับเหว!
Q: บุคคนแรกที่คุณเจอที่สโมสร
LK: ตอนนั้นน่าจะเป็นโค้ชพาร์ทไทม์ของสโมสรนะ แต่พวกเค้าก็ดีกับเด็กๆอย่างพวกผมมากเลยละ
Q: เพื่อนที่ดีที่สุดที่สเปอร์ส
LK: ผมไม่อยากเจาะจงใครเป็นพิเศษเพราะว่าผมเข้ากันได้ดีกับทุกคน แต่ร็อบบี้ คีนซึ่งอยู่กับทีมมานานย้ายกลับมาอีกครั้งทำให้ผมรู้สึกดีนะ
Q: ความผิดหวังครั้งร้ายแรง
LK: ผมได้เล่นนัดชิงชนะเลิศสามครั้งในชีวิต (แพ้แบล็คเบิร์น, แมนฯยูไนเต็ดแต่ชนะเชลซี) มันคงจะดีหากผมสามารถเป็นผู้ชนะได้ทั้งหมด
Q: คู่ต่อสู้ที่คุณให้ความยอมรับมากที่สุด
LK: ผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ผมเคยพบมาคือเธียรี่ อองรีช่วงพีคๆสมัยที่เล่นให้อาร์เซนอล อีกคนนึงคือซีเนอดีน ซีดานตอนที่ผมเล่นให้ทีมชาติอังกฤษพบฝรั่งเศษซึ่งเค้าโดดเด่นมากๆในเกมนั้น นอกจากนี้ผมยังจำไม่ลืมตอนที่ต้องเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับให้อังกฤษแล้วต้องตามประกบฮวน โรมัน ริเกลเม่ซึ่งวันนั้นแทบเข้าไม่ถึงตัวเค้าเลยมันทำให้เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเองในการประกบตัวให้มากขึ้น
Q: ประตูที่อยู่ในความทรงจำ
LK: เป็นประตูที่พบอาร์เซนอลซึ่งเราแพ้ไป5-4ปี2005 หลังจากนั้นอีกปีนึงผมโหม่งให้ทีมขึ้นนำก่อนที่เราจะถูกตีเสมอตอนหลัง อย่างไรก็ดีมันจะเป็นประตูที่อยู่ในความทรงจำผมเสมอเพราะบรรยากาศในสนามมันสุดยอดจริงๆ
ส่วนประตูที่ผมชื่นชอบส่วนตัวเป็นลูกวอลเล่ย์ของมาร์โก แวนบาสเท่นในศึกฟุตบอลโลกปี1986
Q: กิจวัตรก่อนลงแข่ง
LK: ตื่นแต่เช้าหาอะไรกินเบาๆ อาบน้ำแต่งตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางไปสนาม พอไปถึงก็กินเพิ่มอีกหน่อยและเพ่งสมาธิให้พร้อมสำหรับเกมที่จะเตะ
Q: สนามในพรีเมียร์ชิพที่ทำให้คุณประทับใจ
LK: น่าตะเป็นแอนฟิลด์เพราะว่าเป็นสนามที่ผมได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรก เมื่อไรก็ตามที่ได้กลับไปที่นั้นผมรู้สึกดีเสมอ
Q: สิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุดที่สเปอร์สละ
LK: ความจงรักภักดีของแฟนบอลที่ไม่เคยเสื่อมคลายและประวัติศาสตร์อันยาวนานของสโมสร

Ledley King Career timeline
1980- เลดลีย์ เบรน์ตัน คิง ถือกำเนิดในปี1980 วันที่12ตุลาคมในย่านโบว์ (Bow), ลอนดอน
1997- ร่วมทีมสเปอร์สในฐานะเด็กฝึกหัดของสโมสร
1998- เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับสเปอร์ส
1999- ประเดิมสนามให้ตัวเองนัดแรกในเกมที่พ่ายลิเวอร์พูลไป3-2ที่แอนฟิลด์
2000- ได้ลงเล่นสองเกมสุดท้ายก่อนปิดฤดูกาล1999-2000 ขณะที่อีกหนึ่งปีให้หลังได้ลงเล่นบ่อยขึ้นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ ก่อนที่จะทำสถิติยิงประตูเร็วที่สุดในลีกด้วยการใช้เวลาเพียงแค่ 10 วินาทีเท่านั้นในเกมที่เสมอกับแบลดฟอร์ตไป3-3 (ปี1999)
2001- เปลี่ยนมาเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาฟและทำให้แนวรับของทีมดูดีขึ้นทันตา
2002- ติดทีมชาติอังกฤษนัดแรกในเกมที่พ่ายอิตาลีไป2-1คาบ้านตัวเอง, พาทีมเข้าชิงชนะเลิศลีกคัพ
2004- ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงให้อังกฤษและยิงประตูในนามทีมชาติได้ในเกมที่พบออสเตเรีย ก่อนที่จะติดทีมไปเล่นยูโร2004และมีส่วนร่วมในเกมกับฝรั่งเศษและโครเอเชีย
2006- เป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของคิงเมื่อสามารถพาสเปอร์สจบฤดูกาลด้วยอันดับที่5
2007- แทบไม่ได้ลงช่วยทีมเลยเพราะปัญหาอาการบาดเจ็บอย่างร้ายแรงที่หัวเข่า
2008- พาสเปอร์สเป็นแชมป์ลีกคัพด้วยการเอาชนะเชลซีในนัดชิงชนะเลิศได้แบบเซอร์ไพรส์แฟนบอลสุดๆ
2009- ลงเล่นให้ทีมครบ200นัดในวันที่26ตุลาคม, พาทีมเข้าชิงลีกคัพอีกครั้งแต่โชคร้ายพ่ายจุดโทษต่อแมนฯยูไนเต็ดไปอย่างน่าเจ็บใจ

Credit : สเปอร์สแม็กกาซีนฉบับเดือนมีนาคม2009

Tuesday, 3 March 2009

ปีหน้าค่อยว่ากัน

จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยครับสำหรับศึกฟุตบอลคาร์ลิ่ง คัพนัดชิงชนะเลิศครั้งที่49ที่สนามเวมบลีย์ โดยครั้งนี้ไม่มีพลิกโผแต่อย่างใดเมื่อ 'ปีศาจแดง' แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้เบน ฟอสเตอร์มือกาววัย25ปี เซฟกระจายทั้งในเกมและช่วงจุดโทษพาทีมเป็นแชมป์อย่างยิ่งใหญ่...
ส่วนแฟนสเปอร์ส(อย่างเราๆท่านๆ)ก็ต้องทำใจและยอมรับผลการแข่งขันแต่โดยดีว่าปีนี้ไม่ใช่ปีทองของเราจริงๆ เพราะนอกจากผลงานในลีกจะออกสตาร์ตได้ย่ำแย่ถึงขั้น 'ห่วยเป็นประวัติศาสตร์' ของสโมสร นัดชิงที่หวังเอาไว้ว่าจะพาทีมไปเล่นบอลยุโรปในฤดูกาลหน้าก็มีอันต้องพังทลายไปต่อหน้าต่อตาอีก T.T
ก็ถือว่าน่าเสียดายอย่างแรงครับเพราะพวกที่เซ็นเข้ามาใหม่ในช่วงเปิดตลาดเดือนมกราคมที่ผ่านมาอย่างพาลาซิออส,ชิมบงด้า,คีนและคูดิชินี่ติดคัพไทร์หมดสิทธิ์ลงสนามช่วยทีม แถมฮีโร่ในปีที่แล้วอย่างโจนาธาน วู้ดเกตและเจอร์เมน เดโฟซึ่งลงเล่นในถ้วยนี้ได้ก็ดันเจ็บซะ ไม่อย่างนั้นเราคงได้ลุ้นมากกว่าที่เห็นแน่ๆ
ถึงตอนนี้ก็ต้องเอาใจช่วยทีมเราให้หนีตกชั้นสำเร็จเป็นอันดับแรกครับ หลังจากนั้นค่อยมาว่ากันใหม่ในปีหน้าฟ้าใหม่ว่าจะดีขึ้นหรือเลวร้ายลงกว่าเดิม หรือไม่ อย่างไร!?


Friday, 27 February 2009

สัญญาณดีๆ

ไปดูฟุตบอลยูฟ่าคัพระหว่างสเปอร์ส-ชัคเตอร์ โดเน็ตส์ค ‘ทีมแกร่ง’ จากยูเครนมาเมื่อคืนครับ บรรยากาศที่สนามไวท์ ฮาร์ทเลนยังคงเนืองแน่นไปด้วยแฟนบอลของทีมที่เข้ามาให้กำลังใจ ‘ยังบลัด’ ลงทำศึกเหมือนเช่นเคย

แม้ว่าสุดท้ายทีมเราต้องมีอันกระเด็นตกรอบไปอย่างน่าเสียดายก็ตาม...
การออกนำไปก่อน 1-0 จากลูกยิงผีจับยัดของจิโอวานี่ในนาทีที่55 ทำให้สเปอร์สดูมีความหวังขึ้นมาไม่น้อย เสียงแฟนบอลส่งเสียดังกระหึ่มเล้าไก่ของเรา สุดท้ายกลายเป็น ‘ดาบสองคม’ กดดันเด็กๆของเราเองอย่างช่วยไม่ได้ (ผมเชื่ออย่างนั้น)
เกมนี้โดยรวมถือว่านักเตะชุดบีของเราทำหน้าที่ได้อย่างสุดยอดครับโดยเฉพาะในรายของเจมี่ โอฮาร่าซึ่งทำหน้าที่จอมทัพรักษาบาลานซ์ของทีมได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นเดียวกันกับทอมมี่ ฮัดเดิลสตัน ‘กัปตันทีม’ ที่เกมนี้ลงเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาฟแต่ก็วางบอลยาว ‘คิลเลอร์พาส’ สวยๆได้หลายครั้ง

ผมกล้าฟันธงแบบไม่กลัวหน้าแหกนะครับว่าฮัดเดิลสตันจะติดทีมชาติอังกฤษในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอนเพราะมีคุณสมบัติที่ทีมสิงโตคำรามกำลังต้องการ แม้ว่าเจ้าต้องเพิ่มความรวดเร็วและคล่องตัวให้มากกว่านี้ก็ตาม

อีกคนที่ไม่ชมไม่ได้เลยก็คือเจ้าหนูโจนาธาน โอบิก้า ไอ้เด็กโข่งร่างใหญ่ซึ่งทำผลงานยิงกระฉูดในทีมสำรอง ( ลงสนาม21นัดซัดไป14ประตู) เกมนี้ออกสตาร์ตตัวจริงเป็นครั้งแรกในทีมชุดใหญ่แล้วทำผลงานได้ดีเกินคาด ทั้งพักบอล เชื่อมเกมได้อย่างยอดเยี่ยมเกินอายุแค่18ปีเท่านั้น อนาคตหากโรมัน พาฟลิวเชนโก้ได้รับบาดเจ็บหรือเล่นไม่ออกจริงๆผมว่าเราก็มีตัวแทนที่ไม่น่าเกลียดเกินไปนัก
ครับ แม้ว่าสุดท้ายแล้วเกมนี้ขุนพลตราไก่ชุดผสมจะโดนตีเสมอในช่วงท้ายเกมเพราะวิ่งจนหมดแรงแต่อย่างน้อยเราก็ได้เห็น ‘สัญญาณดีๆ’ อย่างเช่น เรื่องทีมสปิริตที่เริ่มกลับมามีให้เห็นอีกครั้ง

วันอาทิตย์นี้ที่เจอแมนฯยูไนเต็ดในนัดชิงคาร์ลิ่ง คัพ หวังเหลือเกินครับว่าผู้เล่นชุดใหญ่ของเราจะวิ่งสู้ฟัดแบบนี้....
ปล. ซื้อสเปอร์สแม็กกาซีนฉบับเดือนมีนาคมมาแล้ว เดี๋ยวจะรีบลงให้อ่านกันนะครับ : )

Friday, 20 February 2009

เตรียมตัว เตรียมใจ

ดีใจมากมาย วันนี้พรีเมียร์ฯอีเมลมาบอกว่าได้สิทธิ์ไปดูนัดชิงคาร์ลิ่งคัพระหว่างแมนฯยู VS สเปอร์ส (ทีมสุดเลิฟ อิอิ)ที่สนาม'นิวเวมบลีย์' !!

มาอยู่อังกฤษกำลังจะเข้าปีที่สามแหละ บอกตามตรงเคยไปเหยียบสนามฟุตบอลแห่งชาติของอังกฤษแค่ครั้งเดียวเท่านั้นแถมคราวก่อนเป็นการโดนน้องที่บ้านบังคับฝืนใจไปเป็นเพื่อนเพื่อดูมันแข่งเกมโปร์ อีโวลูชั่น (วินนิ่ง)ชิงแชมป์เมืองผู้ดีเมื่อปีที่แล้ว
ประสบการณ์ก็น่าจดจำมากมาย เจ้าแมทธิว (เด็กที่ว่า) โดนพวกปีศาจวินนิ่งตัวจริง เสียงจริงอัดน้ำกระจาย !!! แพ้มัน3เกมรวด โดนยิงไม่ต่ำกว่า3-4เม็ดต่อเกม (ทั้งๆที่ผมเห็นมันซ้อมที่บ้านก็ว่าเทพแล้วนะ)

สต๊าฟสาวผมบลอนด์หุ่นขาวอวบหนึ่งในคณะกรรมการผู้ทำหน้าที่จดสกอร์เดินยิ้มเข้ามาหาผมซึ่งมาในฐานะ Guess ของแมทธิว ในใจแอบคิดนั่นแน่จะมาขอเบอร์ตรูป่าววะ (ฮาๆ)
'ไม่ทราบว่าเพื่อนคุณโดนไปกี่ดอกแล้วค่ะ??'.....

'อีนี้ มึงก็ถ่างตาดูเอาซิวะ' ผมแอบด่าในใจด้วยความอาย พลางชี้ไปที่ทีวีซัมซุงจอมหึมา

'แปดประตูต่อศูนย์' ไอ้แมทธิวน้องรักยืนจ๋อยแดกจับจอยเกมหน้าตาเหมือนเมาหมัดคู่แข่ง...

จำได้ว่ามีเด็กฝรั่งอายุไม่น่าเกิน10ขวบสะกิดถาม 'พี่มาจากประเทศไหนฮับ?'

ผมตอบไปว่า 'ไอ แอม คัม ฟรอม มาเลย์เซีย' (ไม่กล้าบอกบ้านเกิดอายเด็กมัน เดี๋ยวจะหาว่าฝีไม้ลายมือวินนิ่งเด็กไทยเราอ่อนหัด)

ครั้งนั้นผมจำได้ว่าทนดูน้องรักแข่งต่อจนจบทัวร์นาเมนต์ไม่ได้เพราะอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เจ้าแมทธิวอายุอานามมันก็แค่16 ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวว่าโดน 'ยำเละ' ขนาดนี้ยังจะกล้าเล่นต่อ เกสอย่างผมเห็นแล้วอายแทนรีบอาศัยจังหวะชุลมุนฝ่าวงล้อมพวกปีศาจวินนิ่งทั้งหลายนั่งรถไฟกลับบ้าน แล้วเอสเอ็มเอสไปหาว่าพี่มีธุระด่วนต้องรีบกลับ

เปิดประตูบ้านไป แม่เจ้าแมทธิวถาม 'อ้าว เอกเป็นไง แมทธิวแข่งเป็นไงบ้าง?'

'ผมว่าพี่ถามเจ้าตัวดูเองดีกว่านะครับ พอดีว่าคนเยอะมากผมเห็นสกอร์ไม่ถนัด' ผมทำสีหน้าเคร่งขรึมแล้วเดินจั๋มเข้าห้องไป
ผมหวังเหลือเกินครับว่าการไปเวมบลีย์ หนนี้ผมจะไม่ต้องเอาปี๊บคลุมหัวกลับบ้านอย่างเดิมอีก...
แอบหวังเล็กๆว่าสเปอร์สจะหักปากกาเซียนได้อีกครั้งด้วยการหยุดไอ้ผีร้ายสุดเฮี้ยนให้อยู่หมัดเหมือนอย่างที่ปีก่อนก็ทำได้ในการเชือดเชลซีแบบช็อคซินีม่า
แต่ถึงจะแพ้ ผมก็ทำใจไว้ก่อนล่วงหน้าแต่เนิ่นๆแล้วละครับว่าจะเดินออกจากสนามนิวเวมบลีย์ครั้งนี้ด้วยความภาคภูมิใจ...สู้โว้ยยยย !!!!!

Thursday, 19 February 2009

แมนฯซิตี้ มะเร็งลูกหนัง!?

ในทุกๆสังคมไม่ว่าจะไทย จีน แขกหรือฝรั่งมังค่า...ความอิจฉาริษยามีให้เห็นเหมือนกันหมดครับไม่เว้นแม้กระทั่งวงการฟุตบอล

เห็นคนโน้นคนนี้ได้ดีหรือเหนือกว่าเป็นไม่ได้ ต้องหาเรื่องซุบซิบนินทาว่าร้ายบ้างก็พยายามวางแผนคิดจะหยุดยั้ง 'ความยิ่งใหญ่'!?
การออกมาพูดจาเสียดสีในเชิงไม่สร้างสรรค์ของสตาเล่ โซลบัคเค่นโค้ชเอฟซี โคเปนเฮเก้นว่าแมนฯซิตี้เป็น 'มะเร็ง' ของวงการฟุตบอลเพราะจับจ่ายใช้สอยอย่างมือเติบนับตั้งแต่ได้'ชีคมานซูร์' มาเป็นเจ้าของ ทำให้ตลาดนักเตะปันป่วนและสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาอย่างหนักทั้งในยุโรปและอเมริกา

ประเด็นนี้บอกตามตรงเป็นเรื่องของ Mind Game หรือสงครามจิตวิทยาเพียวๆไม่มีอย่างอื่นมาผสม เพราะโคเปนเฮเก้นกำลังจะเปิดบ้านรับการมาเยือนของทีเรือใบสีฟ้าค่ำคืนนี่ในศึกยูฟ่าคัพรอบ3นัดแรก !

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์คู่แข่งแบบนี้จึงถูกตีตกและไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะบั่นทอนกำลังใจของนักเตะเรือใบและกุนซือผมสีดอกเลาอย่างมาร์ค ฮิวจ์แน่นอน

อย่างไรก็ดี มีบุคคลสำคัญของวงการฟุตบอลยุโรปอีกท่านนึงอย่างมิเชล พลาตินี่ ประธานยูฟ่าวัย 53ปีกำลังอิจฉาตาร้อนความร่ำรวยของแมนฯซิตี้อย่างออกหน้าออกตาเกินไปหน่อย

ล่าสุดออกมาประกาศจะออกกฏ 'Salary Cap' หรือการควบคุมเพดานค่าเหนื่อยให้ได้หลังจากก่อนหน้านี้ ทำไม่สำเร็จเสียทีเพราะไปขัดกับกฏหมายแรงงานของสหภาพยุโรป(อียู)ที่ไม่มีข้อกำหนดควบคุมเรื่อง'ค่าแรง' ของลูกจ้างแต่อย่างใด...

ประเด็นนี้หาใช่เรื่องแปลกใหม่ในวงการฟุตบอลครับ มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่าควรมีการควบคุมเรื่องค่าใช้จ่าย(Expenditure)ของสโมสรฟุตบอลหรือไม่?

หายังจำกันได้ลีดส์ ยูไนเต็ดยุคนึงก็เคย 'ช้อป' จน 'ถังแตก' ไม่มีปัญหาหาเงินมาจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะตัวเองเพราะทีมร่วงตกชั้นในปี2004

ครั้งนั้นผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการฟุตบอลอังกฤษออกมาประกาศกันปาวๆให้ทีมอื่นระวังให้ดี หากใช้จ่ายเกินรายรับแล้วจะมีอนาคตดับอนาถเหมือนทีมยูงทอง
เชลซี 'อดีต'พ่อบุญทุ่มในพรีเมียร์ก็กำลังอยู่ในสถานการณ์ชักหน้าไม่ถึงหลัง ทำท่าจะแพ้ภัยตัวเองในเร็ววันนี้ โรมัน อับราโมวิชขาดทุนจากการประกอบธุรกิจส่วนตัวยับเยิน 'สิงโตน้ำเงินคราม' ไม่มีเงินทุ่มซื้อนักเตะเหมือยอย่างเคย แถมผลประกอบการล่าสุดก็ชัดเจนแล้วว่าตัวเลขแดงแจ๋แบบนี้ ต่อไปคงต้องขายนักเตะกินแน่นอน

กลับมาที่แมนฯซิตี้ การที่พวกเค้าทำตัวเปรี้ยวยื่นเงินกว่า 100ล้านปอนด์ขอซื้อริคาร์โด้ กาก้าจากเอซี มิลานสร้างความแตกตื่นและถูก'สปอร์ตไลท์'ส่องให้โดดเด่นจากคนรอบข้างอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

การเป็นทีมที่รวยกว่ามีเงินทุนเยอะกว่า บางครั้งการจะย่างก้าวแต่ละทีก็เหมือนมีอุปสรรคขวากหนามตามรังขวาน (ครั้งนึงผู้คนก็เคยประนามเชลซีว่าทำลายเสน่ห์ของฟุตบอลเพราะอยากซื้อใครก็ได้และคว้าแชมป์ลีกมาได้ก็เพราะ 'เงิน')

มุมมองผมแล้วในเมื่อพรีเมียร์ฯเป็นองค์กรที่รู้เห็นทุกอย่างดีกว่าใครและยอมให้ชีคมันเซียร์เข้ามาเทคโอเวอร์ต่อจากคุณทักษิณเอง องค์กรฟุตบอลรวมทั้งยูฟ่าก็น่าจะต้องยอมรับให้ได้ว่าพวกเค้าต้องเจอสถานการณ์อะไรแบบนี้อยู่แล้ว

ไม่ใช่เห็นใครมีแนวโน้มดีหน่อย ก็คิดจะสกัดดาวรุ่งกันง่ายๆแบบนี้!?
แมนฯซิตี้เองถึงตอนนี้ต้องรีบพิสูจน์ตัวเองให้ได้ครับว่าไม่ใช่'มะเร็งลูกหนัง'อย่างที่ใครเค้ากล่าวหา....ระบบปั้นเยาวชนและส่งแมวมองไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วโลกต้องพรีเซนต์ออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง
ส่วนจะซื้อใคร จ่ายค่าเหนื่อยเท่าไรมันก็เรื่องของเค้า ไม่ได้ไปหนัก(หัวกบาล)หรือเบียดเบียนใครสักหน่อย!!?

Tuesday, 17 February 2009

จิ๊กซอร์ที่หายไป

หัวค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา ตัดสินใจออกไปดูฟุตบอลอีกครั้งครับหลังจากที่ 'คิกออฟ' นสพ.ที่ผมเขียนอยู่มีอันต้องปิดฉากลงไปแบบไม่ให้ได้ตั้งตัวสักเท่าไร...

อารมณ์ทันทีที่ทราบข่าวจากเมืองไทย บอกตรงๆครับว่า'ช็อค'พอสมควรไม่คิดว่าอาชีพคอลัมนิสต์ฟุตบอลของผมจะสั้นขนาดนี้ มาเขียนแบบฟูลไทม์จริงๆก็ฤดูกาลนี้เอง !

ช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมาผมจึงไม่ได้ติดตามข่าวฟุตบอลที่ตัวเองเคยต้องนั่งปั่นทุกเช้าแต่อย่างใด ความรู้สึกมันประมาณเหมือน 'อกหัก' รับไม่ได้กับสิ่งที่ฝันอยากทำมาตลอดต้องมาพังทลายไปต่อหน้าแบบทำอะไรไม่ได้ นอกจาก 'ทำใจ'
แต่ด้วยเหตุผลและสิ่งดลใจหลายอย่างครับทำให้ผมเลิกนอยชีวิต ตัดสินใจกลับมาอัพบล็อคเขียนสิ่งที่ผมชอบเพื่อ 'เติมเต็ม' สิ่งที่มันขาดหายไปอีกครั้ง
การหันมองเพื่อนร่วมอาชีพด้วยกันซึ่งอายุงานเยอะกว่าผมหลายปีต้องตกอยู่ในสถานะ 'Unemploy' เหมือนกันหรือเห็นคนที่ลำบากหรือมีปัญหามากกว่าผมเยอะ พวกเค้าเหล่านี้ยังสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมี 'ความหวัง' ซึ่งเป็นสิ่งนึงที่ยึดเหนี่ยวให้มนุษย์อย่างเราๆที่ไม่ได้รวยล้นฟ้าพอจะยิ้มสู้ + รับมือกับโลกเพี้ยนๆเบี้ยวๆใบนี้ได้
บรรทัดนี้ก็ขอบคุณทุกคนที่มีแวะเข้าอ่านทั้งขาประจำอย่างคุณธาน,คุณเป้า,คุณTummyหรือคุณ Tim duncan จากบอร์ดสเปอร์สและอีกหลายท่านที่มาจากลิ้งค์ http://www.thaicentre.co.uk/directory/ ซึ่ง 'จ็อบ' เพื่อนที่น่ารักของผมอีกคนที่นี้ช่วยโปรโมตให้ (อยากบอกว่าซึ้งและเป็นสาเหตุสำคัญเลยล่ะที่ทำให้ผมกลับมา! ^^)
ก็เกริ่นเรื่องตัวเองซะเยอะครับ จริงๆจะบอกว่าไปดูเกมอาร์เซนอล VS คาร์ดิฟฟ์ ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยมในเกมเอฟเอ คัพรอบ5มา ความน่าสนใจของเกมนี้สำหรับผมแล้วมีอยู่อย่างเดียวครับคือต้องการไปยลฟอร์มของเอดูอาร์โด้ ดาซิลวาหัวหอกโครแอตเชื้อสายบราซิลให้เห็นกับตาสักครั้งว่าเจ็บหนักถึงขั้นแข้งหักเป็น2ท่อนแล้วยังจะเล่นได้เหมือนเอดูดาร์โด้คนเดิมที่เคยยิง 'กระฉูด' เหมือนสมัยยังเล่นให้ดินาโม ซาเกร็บที่กดไป 73ประตูจาก 111 หรือไม่!?

อย่างที่คงทราบผลการแข่งขันไปแล้วอ่านะครับ เกมนี้เจ้า 'ดูดู้' กดไป2ตุงฉลองการคัมแบ็คกลับมาลงสนามอย่างเป็นทางการอีกครั้งในเกมที่อาร์เซนอลต้อนคาร์ดิฟฟ์ไปสบายเท้า 4-0

ถือเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีชจริงๆสำหรับคนที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์สยดสยองอะไรแบบนั้นมา...ภาพเหตุการณ์วันที่หมอนี่โดนมาร์ติน เทยเลอร์ของเบอร์มิงแฮมยันเมื่อวันที่ 23กุมภาพันธ์ปีที่แล้ว หากเป็นนักฟุตบอลราบอื่นที่ใจตุ๊ดหน่อย เชื่อได้เลยครับว่าคงใช้เวลานานเลยละตัดสินใจว่าจะเอาไงกับชีวิตค้าแข้งดี เล่นต่อหรือแขวนเกือกให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดี

แต่นี้กลับมาได้เร็วเกินคาดแถมยิงประตูได้ด้วย คงหาอะไรมาบรรยายการคัมแบ็คครั้งนี้ของ 'ดูดู้' ไม่ได้แล้วละครับนอกจากคำว่า 'The Perfect comback' หรือการกลับมาที่สมบูรณ์แบบที่สุดครั้งนึงในเกมฟุตบอลเลย
อาร์เซนอลถึงตอนนี้ผมเรตพวกเค้าไว้สูงมากนะครับ โอกาสคว้าแชมป์ลีกแม้แทบจะหมดลุ้นไปแล้วแต่โควต้าไปแชมเปี้ยนส์ลีก (อันดับ1-4)หากเล่นได้แบบนี้รับรองไม่หนีหายไปไหน วิลล่าที่ว่าแรงๆก็เถอะ โอกาส 'ปิ๋ว' เยอะมากขอบอก อย่าลืมพวกตอนนี้พวกเค้า 'จิ๊กซอร์เก่า' ที่ขาดหายไปอย่างเอดูอาร์โด้ กลับมาและ'จิ๊กซอร์ใหม่'ขั้นเทพนำเข้าจากรัสเซียนามว่า อังเดร อาร์ชาวิน !!

Friday, 13 February 2009

I'll be back

มรสุมชีวิตเข้า...หยุดเขียนขอเวลาทำใจสักพัก แล้วจะกลับมาครับ สัญญา : )

Wednesday, 28 January 2009

ประสบการณ์ช่วยได้!?

ฟุตบอลพรีเมียร์ชิพเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมาต้องบอกว่ามีหลายประเด็นที่น่าสนใจครับทั้งการซัดประตูชัยในการประเดิมสนามของเอมิล เฮสกีย์พร้อมพาแอสตัน วิลล่าทะยานขึ้นสู่อันดับ3มี47คะแนนเท่าลิเวอร์พูลประกาศศักดาการเป็น ‘ม้ามืด’ ในการชิงแชมป์แบบเต็มตัว, ผลงานอลังการของแมนฯยูไนเต็ดที่ไล่ถล่มเวสต์บรอมฯไป5-0พร้อมสถิติไม่เสียประตูของเอ็ดวิน ฟาน เดอร์ซาร์, ทีมที่แข็งแกร่งขึ้นของสเปอร์สหลังการช้อปกระหน่ำของแฮร์รี่ เรดแนปป์ฯลฯ...

ขอเริ่มที่แอสตัน วิลล่าก่อนเพราะอึ้งครับไม่คิดว่าขุนพลของมาร์ติน โอนีลจะทำผลงานได้ดีขนาดนี้ เพราะชื่อชั้นนักเตะบางคนในทีมก็ไม่ได้ดีไปกว่าทีมอย่างเอฟเวอร์ตัน, แมนฯซิตี้หรือสเปอร์ส ทว่าผลงานเรื่อยๆมาเรียงๆของพวกเค้านั้นแข็งแกร่งเกินห้ามใจและการได้เฮสกีย์มาผนึกกำลังกับกาเบรียล อักบอนลาฮอร์ในแดนหน้าถือเป็น ‘อาวุธ’ ที่น่าสะพรึงกลัวเหลือเกินสำหรับกองหลังคู่แข่ง

3.5ล้านปอนด์ที่เสียไปผมเชื่อว่าถูกเหมือนได้ฟรีเพราะคุณภาพและประโยชน์ของเฮสกีย์ก็อย่างที่รู้ว่าเป็นสาเหตุสำคัญเลยละที่ทำให้วีแกนมีผลงานแล่นชิวบหัวตารางอย่างทุกวันนี้จากนี้ไปอยู่ที่ว่านักเตะสิงห์ผงาดจะคงเส้นคงวาในช่วงที่เหลือได้มากน้อยขนาดไหนและสามารถทนแรงเสียดทานในกลุ่มบิ๊กโฟร์ได้ตลอดรอดฝั่งรึเปล่า?

ขณะที่ ‘ปีศาจแดง’ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดซึ่งบุกไปยิงเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยนไส้แตกคาสนาม ‘เดอะ ฮอว์ธอร์น’ แนวรุกยังสำแดงผลงานโหดเหี้ยมอำมหิตได้อีกแม้จะขาดเวยน์ รูนี่ย์, นานี่และแอนเดอร์สันไปแต่พวกที่ยังอยู่เช่นเบอร์บาตอฟ เตเบซ โรนัลโด้ กิ๊กส์ คาร์ริค ก็กำลังเล่นได้เข้าฟอร์ม+เข้าขากันมากโดยเฉพาะอดีตเด็กตราไก่อย่างคาร์ริค-เบอร์บามองตาก็รู้ใจคนนึง ‘ชง’คนนึง ‘ยิง’ มาสองเกมติดแล้ว

นอกจากนี้หลังจบเกมแนวรับของพวกเค้ายังได้สร้างสถิติใหม่ขึ้นมาด้วยการไม่เสียประตูในพรีเมียร์ชิพมาเป็นเกมที่11ติดต่อกัน โดยประตูสุดท้ายที่เสียต้องย้อนไปวันที่8พฤษจิกายนปีที่แล้วโน้นเลยในเกมที่ผีแดงปราชัยต่ออาร์เซนอลที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยมไป1-2

งานนี้คนที่ได้รับเครดิตไปเต็มๆคือ ‘น้าเอ็ด’ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ซาร์ผู้รักษาประตูวัย38ปีชาวฮอลแลนด์ที่ทำลายสถิติไม่เสียประตูนานสุดของปีเตอร์ เช็กนายทวารเชลซีลงด้วยเวลา1,032 นาทีหรือ17ชั่วโมงเศษๆ !
แน่นอนครับหากพวกเค้ายังเดินหน้ารักษาคลีนชีตได้ต่อไปแบบนี้เรื่อยๆผมมองไม่เห็นทางเลยที่ลิเวอร์พูลหรือเชลซีจะทำคะแนนปาดหน้าแซงพวกเค้าไปได้ ช่องว่าง3แต้มอาจดูว่าน้อยแต่ผลงานเล่น ‘ดุ’ ได้ขนาดนี้ทีมตามมีหวังไม่สะดุดขาตัวเองไปก่อนก็คงแอบถอดใจกันไปเองบ้างแหละ

สุดท้ายทีมตราไก่สเปอร์สของ‘ลุงจ่า’ แฮร์รี่ เรดแนปป์ที่เปิดตลาดรอบนี้เดินหน้าช้อปนักเตะแหลกไม่น้อยหน้าแมนฯซิตี้เพราะกว้านซื้อมาแล้วทั้งเจอร์เมน เดโฟ, ปาสกัล ชิมบงด้าและคาร์โล คูดิชินี่

นัดที่ผ่านมาเอาชนะสโต๊ค ซิตี้ได้แบบไม่ยากเย็น 3-1 รูปเกมโดยรวมต้องบอกว่าการได้คูดิชินี่และเดโฟมามี ‘อิมแพค’ ต่อทีมทันที รายแรกเป็นประตูมือดี + ประสบการณ์สูงแถมคุ้นเคยกับบอลพรีเมียร์ฯมายาวยาวนาน การได้ ‘ไอ้แมงมุม’ เข้ามาเชื่อว่าจะทำให้การขับเคี่ยวตำแหน่งตัวจริงกับฮูเรลโญ่ โกเสมได้อย่างสนุก
ขณะที่เดโฟเป็นตัวจบสกอร์โดยธรรมชาติและยืนหาตำแหน่งยิงประตูได้ดี การจับคู่กันระหว่างเค้าและโรมัน พาฟลิวเชนโก้น่าจะทำให้ทีมตราไก่มีผลงานที่ดีขึ้นประกอบกับการเริ่มคืนฟอร์มอย่างช้าๆของเดวิด เบนท์ลีย์ปีกขวาเท้าชั่งทองที่โดนเรดแนปป์ติงเรื่องฟอร์มปุ๊บก็เล่นดีปั๊บ...

ครับ เราจะเห็นได้ว่าทีมอย่างแมนฯยูฯ, วิลล่าและสเปอร์สแม้จะออกสตาร์ตได้ไม่แรงอย่างที่แฟนบอลหวังเอาไว้ (โดยเฉพาะทีมผีแดงและไก่เดือยทอง) แต่การที่พวกเค้ามีกุนซือ ‘ชั่วโมงบินสูง’ จึงรู้วิธีเอาตัวรอดในยามที่ทีมเจอช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานได้เสมอ ดังที่เรากำลังจะได้เห็นกันว่าสุดท้ายผีแดงจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ชิพในปีนี้และทีมตราไก่จะจบซีซั่นด้วยอันดับที่สูงกว่าอันดับ10แน่นอน คอนเฟิร์ม!

Wednesday, 21 January 2009

ส่วนเกิน

อ่านคำให้สัมภาษณ์ล่าสุดของแกรี่ คุ๊ก ซีอีโอแมนฯซิตี้ถึงกรณีที่โรบินโญ่ ‘ชิ่ง’ ออกจากค่ายฝึกซ้อมของทีมว่าจะไม่มีนักเตะคนใหญ่ไปกว่าสโมสรและพร้อมลงโทษซูเปอร์สตาร์ค่าตัวสูงสุดเป็นสถิติบนเกาะอังกฤษหากว่าทำผิดจริงแล้วรู้สึกถึง ‘กลิ่น’ ที่ไม่ค่อยจะสู้ดีระหว่างความสัมพันธ์ของนักเตะและสโมสรครับ

รายงานว่าโรบินโญ่ทำแบบนี้เพื่อเป็นเกมหวังจะสร้าง ‘รอยร้าว’ ระหว่างเค้าและกุนซือของมาร์ค ฮิวจ์ซึ่งรู้กันดีว่าเข้มงวดกวดขันขนาดไหนเรื่องวินัยและความเป็นมืออาชีพของลูกทีม

นี้ไม่ใช่ครั้งแรกครับที่เจ้า ‘เปเล่น้อย’ ทำในสิ่งที่แสดงถึงการไม่ให้เกียรต์สโมสรและเพื่อนร่วมทีมเพราะก่อนหน้านี้ก็ได้ตั้งแง่ว่าทีมเรือใบสีฟ้า‘Lack of winning mentality’ หรือ ไม่มีจิตใจของนักสู้ผู้กระหายชัยชนะเอาเสียเลยไม่เหมือนอย่างเรอัล มาดริดทีมเก่าของเค้า

ปัญหาเยอะขนาดนี้ทั้งเพิ่งที่ย้ายมาอยู่ได้ไม่เท่าไร...ขอฟันธงล่วงหน้าก่อนใครเลยครับว่าโรบินโญ่อยู่แมนฯซิตี้ไม่ยืดแน่! (นี่แหละน๋ามีเงินซื้อได้แค่ ‘ตัว’ หาใช่ ‘หัวใจ’ ของนักเตะ)

นอกเหนือจากเคสของโรบินโญ่ที่ทำท่าว่าจะเป็นมะเร็งเนื้อร้ายบ่อนทำลายสปิริตในทีมตัวเองแล้ว ยังมีนักเตะอีกสองสามรายครับที่ตอนนี้กำลังจะเป็น ‘ส่วนเกิน’ ของทีมหากว่ายังไม่รีบรีดฟอร์มเก่งของตัวเองคืนมา

เจอร์เมน จีนัส, ดาร์เรน เบนท์และเดวิด เบนทลีย์คือสามหน่อที่ผมอยากจะพูดในวันนี้...

รายแรกนักเตะหน้าอินโดฯอดีต ‘ไข่ข้างขวา’ ผู้เป็นจอมทัพที่ขาดไม่ได้ถ้าฟิตเต็มถังเป็นต้องลงสนามทุกนัดในยุคของมาร์ติน โยลและฆวนเด้ รามอส ผลงานของจีนัสคงไม่ต้องสาธยายกันให้มากความสำหรับแฟนๆไก่เดือยทองเพราะว่าไม่ว่าผมจะอยู่ที่ไหนเมืองไทยหรืออังกฤษผมจะรับรู้ได้ถึงปฏิกริยา ‘ยี๊’ หรือไม่ชอบใจกองกลางก้านยาวผู้ชอบเท้าสะเอวยืนดูเพื่อนเล่นเป็นชีวิตจิตใจ

อดีตเคยเป็นถึงรองกัปตันทีมของสเปอร์สรองจากเลดลีย์ คิงแต่หลังจากการเข้ามาของแฮร์รี่ เรดแนปป์หมอนี่นอกจากจะโดนยึดปลอกแขนไปให้โจนาธาน วู้ดเกตหรือไมเคิ่ล ดอร์สันในบางโอกาสแล้ว ตำแหน่งตัวจริงที่เคยได้รับอภิสิทธ์ลงสนามมาตลอดก็ถูกจำกัดโอกาสไปโดยปริยาย...การเข้ามาของวิลสัน พาลาซิออสกองกลางพลังม้าเจ้าของฉายา‘นิวพอล อินซ์’ (สตีฟ บรู๊ซตั้งให้) ด้วยค่าตัวแพงบรรลัยกว่า12ล้านปอนด์ว่ากันว่าถือเป็นบทอวสานในถิ่นไวท์ ฮาร์ทเลนของเจอร์เมน จีนัสอย่างแท้จริง

รายต่อมา ‘สากพันล้าน’ ดาร์เรน เบนท์ที่สเปอร์สอุตสาห์ไปคว้ามาจากชารล์ตันด้วยค่าตัว16.5ล้านปอนด์เมื่อ18เดือนก่อนผลงานแม้ถึงตอนนี้จะเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีม (12ประตู) ทว่าหากใครได้ชมเกมคู่สเปอร์สVSปอร์ทสมัธเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาหากได้เห็นลีลาการโหม่งโล่งๆแล้วหลุดกรอบต้องบอกว่านี่มันร่างทรง ‘แอนดี้ โคล’ ชัดๆ!

อนาคตในเล่าไก่ของหมอนี้ผมดูแล้วมืดมนเสียเหลือเกินเพราะกุนซือของทีมถึงขั้นปรี๊ดแตกโวยวายหลังเกมว่า‘ลูกนั้นถ้าเป็นเมียผมยังยิงเข้าเลย’ นอกจากนี้หลังจากที่ทีมตราไก่คว้าตัวเดโฟมาได้ ‘ลุงจ่า’ ก็ดูเหมือนว่ายังไม่พอใจกับขุมกำลังในแดนหน้าตกเป็นข่าวกับอาเดรียโน่และเคนเวย์น โจนส์ไม่หยุดหย่อน

คนสุดท้ายเดวิด เบนท์ลีย์รายนี้ฝีเท้าไม่ธรรมดาสื่ออังกฤษ ‘เคย’ยกให้เป็นตัวตายตัวแทนของเดวิด เบ็คแฮมในทีมชาติอังกฤษทั้งในเรื่องของฝีเท้าและหน้าตาทว่านับตั้งแต่ย้ายมาสเปอร์สด้วยค่าตัว15ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์ นอกจากประตูมหัศจรรย์ในเกมเสมออาร์เซนอลไปอย่างสุดมัน4-4แล้ว เจ้าตัวก็ยังไม่สามารถเรียกฟอร์มเดิมๆเหมือนสมัยที่เล่นให้แบล็คเบิร์นกลับมาได้เลยในสีเสื้อทีมตราไก่

ล่าสุดโดนแฮร์รี่ เรดแนปป์ออกมาวิจารณ์เรื่อง ‘ความทุ่มเท’ และ ‘อีโก้’ ที่สูงเกินตัวตอกย้ำชัดเจนว่าหากยังไม่แก้ไขมีสิทธิ์หมดอนาคตกับทีมได้ง่ายๆ อย่างไรก็ดีผมเชื่อว่าปีกขวาสุดหล่ออดีตเด็กสร้างของอาร์เซนอลมีฝีเท้าดีพอที่จะเอาชนะใจกุนซือหน้าง่วงแน่นอนอยู่ที่ว่าจะเปลี่ยนแปลง ‘ทัศนคติ’ ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้รึเปล่าเท่านั้นเอง

เริ่มแล้วครับสำหรับปฏิบัติการล้างเล้าไก่ของ ‘ลุงจ่า’ ซึ่งขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องดองเค็มนักเตะหากว่าไม่พอใจใครขึ้นมา (เบน ซาฮาร์ + เดวิด นูเจนท์เคยโดนมาแล้ว) ใครคือ ‘ส่วนเกิน’ ในทีมชุดนี้รายต่อไปโปรดติดตามอย่าได้กระพริบตา!

เอฟเฟกต์จาก "กาก้า" ถึงแมนฯซิตี้

ในที่สุด "เงิน" วัตถุที่สามารถ "ซื้อ" ได้แทบทุกสิ่งอย่างไม่ว่า จะเป็นเสื้อผ้ายี่ห้อดัง, นาฬิกาแบรนด์เนมหรือตุ๊กตา หน้ารถขาวสวยหมวยอึ๋ม (แต่ไร้สมอง) ก็ต้องแพ้ภัยคนที่ไม่ได้ตก เป็นทาสของมัน...

ริคาร์โด้ กาก้า เพลย์เมกเกอร์หน้าหยก ของเอซี มิลานคือคนคนนั้น ที่ปฏิเสธเงินค่าเหนื่อยกว่า 5 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ ที่แมนฯซิตี้ของท่านชีคมันซัวร์ประเคนมอบให้อย่างไม่ไยดี

งานนี้แฟนมิลานเฮกันสนั่น แต่แฟน เรือใบคงเฉาเพราะ ถูกหัก หน้า อย่างแรงที่เศษเงินของ บอร์ดอาบูดาบีไม่สามารถ ทำหน้าที่ของมันได้อย่าง มีประสิทธิภาพเหมือน ครั้งก่อนที่ใช้ "จูงจมูก" โรบินโญ่ ซูเปอร์สตาร์จากเรอัล มาดริดมายืน หัวโด่ในถิ่นซิตี้ ออฟแมนเชสเตอร์ได้ อย่างภาคภูมิใจ

กรณีของกาก้าผมเชื่อเหลือเกินว่าสามารถบันทึกเป็น "ตำนาน" อีกบทนึงในวงการฟุตบอลได้เลยเพราะหาไม่ได้ง่ายๆ หรอกครับมนุษย์ปุถุชนที่จะเมินหน้าหนีเงินก้อนโตขนาด นั้นแม้ความจริงที่ว่าแมนฯซิตี้เป็นแค่ทีมไม้ประดับ ในลีกยากจะประสบ ความสำเร็จซักแค่ไหนแต่เสน่ห์ของเงินตรามันหอมหวนยั่วยวนเกินห้ามใจ ฟันธงเลยว่าเป็นนักเตะรายอื่นที่หน้าเงินหน่อยรับรอง "ดีล" นี้ไม่มียืดเยื้อเพราะ "ปีศาจแดงดำ" ต้นสังกัดของนักเตะเปิดไฟเขียวปูพรมแดงแทบจะอัญเชิญรอให้กาก้าย้ายทีมอยู่นานสองนานแล้ว

ส่วนกรณีการทำตัว "ล่องหน" ของโรบินโญ่ด้วย การหนีออกจากแคมป์ฝึกซ้อมของทีมซึ่งกำลัง เก็บตัวอยู่ที่เมืองเตเนริเฟ่ ประเทศสเปน โดยอ้างว่ามีเหตุผลเรื่องครอบครัวเข้ามาเกี่ยว ดูแล้วไม่น่าจะใช่เหตุผลที่แท้จริงของเจ้าตัวหากแต่เกี่ยวข้องกับ ดีลที่ล่มของกาก้ามากกว่า

ออกแนวติสต์แตกเพื่อนรัก ไม่ย้ายมา แสดงอาการไม่มั่นใจในศักยภาพ พลังเงินของสโมสร...อีกหน่อยคาดว่าคง มี "เล่นแง่" หาเรื่องงอแงย้ายทีมอีกตามเคยเพราะโอกาส จะประสบความสำเร็จอย่างที่หวังถึงตอนนี้เจ้าตัวคงรู้อยู่แก่ใจ ว่าแทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ นักเตะใหม่ที่ย้ายมาหรือ กำลังตกเป็นข่าวดูๆ แล้วเต็มที่คงเป็นได้แค่สินค้าเกรด B ซึ่งราคาแพงโอเวอร์เกิน ความจำเป็นเหมือนในรายของเวย์น บริดจ์ 12 ล้านปอนด์, เคร็ก เบลลามี่ 14 ล้านปอนด์ และไนเจล เดอ ยอง 18 ล้านปอนด์

การได้ 3 คนข้างต้นมา ใช่ว่าจะทำให้แมนฯซิตี้ กลายสภาพเป็น ทีมเทพติดปีก พร้อมท้าชิง ความยิ่งใหญ่จาก "บิ๊กโฟร์" หรือ ทีมอย่างแอสตัน วิลล่า, เอฟเวอร์ตันได้ง่ายๆซะเมื่อไร และเท่าที่ดูมาร์ค ฮิวจ์ส ก็ยังไม่ใช่กุนซือที่ชื่อชั้นสามารถ "ดึงดูด" นักเตะเวิลด์คลาสมาร่วมโปรเจกต์ยักษ์ ของ กลุ่มนายทุนแขกขาวแน่ๆ

ฉะนั้นการหายตัวไปในครั้งนี้ของโรบินโญ่น่าจะสะท้อนอะไร บางอย่างให้บอร์ดบริหารแมนฯซิตี้เห็น "ทางออก" กันคร่าวๆนะครับว่าการจะเริ่มสังคายนาทีมชุดนี้ให้กลายเป็น สุดยอดของสุดยอดทีม อย่างที่พวกเค้าหวังคงไม่ใช่เริ่มจากการเปลี่ยนแปลง "โละ" นักเตะทั้งกระบิและแทนด้วย ซูเปอร์สตาร์ชื่อดังอย่างที่พยายามทำกันอยู่

หากแต่ว่าโปรเจกต์นี้จะ Smooth หรือราบรื่น ได้ก็ต่อเมื่อเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือให้เหมาะกับ "บิ๊ก" โปรเจกต์นี้มากกว่าครับ!